Aston Martin Intends To Go All Hybrid/Electric By 2030
แอสตัน มาร์ติน (Aston Martin) เผยรถยนต์ทุกรุ่นจะปรับสู่ขุมพลังไฮบริด และ ไฟฟ้าล้วน ทั้งหมดภายในปี 2030 นี้
เมื่อค่ายรถยนต์ทุกค่ายขยับ แบรนด์รุ่นใหญ่ระดับโลกอย่าง Aston Martin ก็คงจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้ เพราะขุมพลังไฮบริด หรือ ไฟฟ้าล้วน ถือเป็นพลังงานที่เป็นที่ต้องการสำหรับยานยนต์ในนอนาคตแน่นอน
ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างทั้งสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมขึ้น การปล่อยก๊าซที่น้อยลง ความประหยัด ความรักษ์โลก จึงเกิดเป็นรถสปอร์ต และซูเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าอย่างมากมายในตอนนี้ Aston Martin เผยแผนการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่

ว่าปัจจุบันกำลังปรับแผนการพัฒนารถยนต์ขุมพลังไฟฟ้า และไฮบริด เพื่อที่จะให้ทุกรุ่นที่ทำตลาดตอนนี้ก้าวสู่ขุมพลังไฮบริดและ ไฟฟ้าล้วน ภายในปี 2030 นี้ ซึ่งปัจจุบันก็มีรุ่น RapidE ที่เป็นปอร์ตพลังไฟฟ้าไปก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับเป้าหมายของทาง Aston Martin คือจะผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนที่จะพกม้าไฟฟ้ามาด้วยถึง 800 แรงม้า และสมรรถนะการขับขี่ที่ต้องเรียกได้ว่าจี๊ดจ๊าดแน่นอน แต่ก็น่าเสียดายที่เราอาจจะไม่ได้ยินเสียงท่ออันไพเราะเสนาะหูจากแบรนด์อีกแล้วในอนาคต
ติดตามข่าวสารอัพเดตเพิ่มเติม ได้ที่นี่
ค้นหารถยนต์มือสองสภาพดีการันตีจาก วันทูคาร์ ได้ที่นี่
Hypercar คืออะไร แตกต่างจากรถ Supercar อย่างไร
![]()
โดย Puttirak
โพสต์เมื่อ 22 September 2565
เชื่อว่าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในรถ Supercar แล้ว คงต้องเคยได้ยินชื่อของ Hypercar มาบ้าง ว่าเป็นสุดยอดรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงยิ่งกว่ารถ Supercar เสียอีก แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า Hypercar คืออะไร เป็นรถประเภทไหน และทำไมถึงถูกยกให้เป็นรถที่เหนือกว่า Supercar ในทุก ๆ ด้าน วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Hypercar มาให้ทุกคนได้อ่านและลองศึกษากันดูครับ
1.Hypercar คือรถรุ่นท็อปสุดของ Supercar
หากจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่าย รถ Hypercar คือรถตัวท็อปสุดของ Supercar ในไลน์ผลิตนั้น ๆ ที่ทางบริษัทรถหรูผลิตขึ้น สมรรถนะของตัวรถจึงสูงและเหนือชั้นกว่ารถรุ่นอื่นที่อยู่ในเครืออย่างชัดเจน เช่น Bugatti Bolide รถ Hypercar จากบริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดัง Bugatti (ฝรั่งเศส) ที่ถูกสร้างและออกแบบมาเพื่อใช้ในสนามแข่งโดยเฉพาะ หรือ Koenigsegg Jesko Absolut รถ Hypercar จากบริษัทผลิตรถยนต์ Koenigsegg (สวีเดน) ที่ถูกยกให้เป็นรถที่เร็วและแรงที่สุดที่บริษัทผลิตขึ้นมาในปี 2022 เป็นต้น
จะเห็นได้ว่ารถแต่ละรุ่นที่เรายกตัวอย่างมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นรถตัวท็อปที่ทางบริษัทผลิตและโมดิฟายขึ้นมาทั้งสิ้น แม้คำว่า Hypercar จะไม่ใช่ชื่อเรียกประเภทของรถอย่างเป็นทางการ แต่เราก็สามารถแยกรถประเภทนี้จาก Supercar รุ่นอื่น ๆ ได้ด้วยคุณสมบัติข้อนี้นั่นเอง
2.Hypercar มีราคามากกว่า 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ
รถ Supercar รุ่นปกติทั่วไปจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณหมื่นถึงหนึ่งแสนดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณสามล้านกว่าบาท) แต่สำหรับรถ Hypercar แล้ว มันมีราคาเริ่มต้นสูงถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ! (18 ล้านบาท) เลยทีเดียว เช่น SSC Tuatara รถ Hypercar จากบริษัทผลิตรถยนต์ SSC North America ที่มีราคาสูงถึง 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนอกจากจะมีราคาและมูลค่าที่สูงมากแล้ว รถ Hypercar ยังผลิตออกมาในจำนวนที่จำกัด ทำให้มันกลายเป็นรถหายากที่น้อยคนนักจะได้ครอบครอง
3.Hypercar ต้องวิ่งได้ไวกว่า 386 กม./ชั่วโมง (240 ไมล์/ชั่วโมง)
รถ Supercar ที่ต้องการเลื่อนระดับขึ้นเป็น Hypercar นั้นต้องวิ่งได้เร็วกว่า 386 กม./ชั่วโมง เพราะในอดีตเมื่อปี 1998 บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังอย่าง McLaren ได้นำเอารถ McLaren F1 ไปทดลองวิ่งเพื่อหาความเร็วสูงสุด ผลปรากฏว่าสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 390 กม./ชั่วโมง (242 ไมล์/ชั่วโมง) ถือเป็นรถที่วิ่งได้เร็วที่สุดในยุคนั้นโดยไม่มีใครเทียบได้ โดยนับตั้งแต่นั้นมา รถ Supercar คันไหนที่อยากจะเลื่อนขั้นเป็น Hypercar ก็ต้องสามารถวิ่งได้เร็วกว่า 386 กม./ชั่วโมง ตัวเลขชุดนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวชี้วัด (อย่างไม่เป็นทางการ) จวบจนถึงปัจจุบัน
4.Hypercar มาพร้อมเครื่องยนต์ไฮบริดและเทคโนโลยีที่ดีที่สุด
Hypercar ในยุคปัจจุบันนั้นเป็นรถที่มาพร้อมเครื่องยนต์ไฮบริดกันหมดแทบทุกรุ่น เพราะทางผู้ผลิตนั้นต้องการเพิ่มความเร็วและความแรงของตัวรถ ให้สูงมากกว่าที่เครื่องยนต์ไฟฟ้าธรรมดาจะทำได้ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Hypercar ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดีที่สุดในยุคนั้น เพื่อให้สมรรถนะโดยรวมของตัวรถเหนือชั้นกว่า Supercar ทั่ว ๆ ไปนั่นเอง
แม้ Supercar จะดูเป็นรถที่มีความแตกต่างจากรถธรรมดาทั่วไปในทุกมิติ แต่รถประเภทนี้ก็สามารถพบเจอปัญหาสุดคลาสสิค อย่างอาการรถสตาร์ทไม่ติดที่เกิดขึ้นจากการจอดทิ้งไว้เป็นเวลานานได้ ซึ่งเราสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่ CTEK MXS 5.0 เครื่องชาร์จแบตเตอรี่อัจฉริยะที่ขายดีที่สุดในท้องตลาด เทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศสวีเดน ใช้งานง่าย ปลอดภัย ไม่ต้องมีความรู้เรื่องช่างก็สามารถใช้งานได้ในทันที มาพร้อมกับระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็ม สามารถชาร์จทิ้งไว้ได้เป็นเดือน ๆ โดยไม่ทำให้แบตเตอรี่เสีย เป็นมิตรกับระบบไฟภายในตัวรถอย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก one2car.com , johsautolife.com

