Maserati ส่งมอบรถแข่ง MCXtrema สุดพิเศษแก่นักสะสมระดับโลก
88 จำนวนผู้เข้าชม |
โรงงาน Viale Ciro Menotti ในเมืองโมเดนา เป็นสำนักงานใหญ่ทางประวัติศาสตร์ของ Maserati มานานเกือบ 90 ปี ที่นี่เป็นสถานที่พิเศษในการส่งมอบรถสุดพิเศษ Jacques Sicotte วิศวกรนิวเคลียร์และนักธุรกิจจากทางตอนใต้ของฝรั่งเศส เขามีคอลเลกชันรถคลาสสิกมูลค่าหลายล้านดอลลาร์กว่า 60 คัน รวมถึงมี Maserati MC12 รุ่นในตำนาน และครั้งนี้เขาได้เติมเต็มคอลเลกชั่นของเขาให้สมบูรณ์แบบนั่นคือ Maserati MCXtrema
MCXtrema รถแข่งตัวพิเศษจาก Maserati ที่มีเพียง 62 คันในโลก พร้อมขุมพลัง Nettuno V6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลัง 730 แรงม้า รถของ Sicotte ถูกส่งมอบท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ โรงงานต้นกำเนิดของ Maserati ซึ่งได้รับเกียรติรับรถจากมือของ Andrea Bertolini นักทดสอบรถหลักของ Maserati และหนึ่งในนักแข่งที่ประสบความสำเร็จที่สุดในรุ่น GT เจ้าของแชมป์โลก 4 สมัย หลังพวงมาลัยของ MC12 โดยเขาได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการพัฒนา MCXtrema ตั้งแต่การจำลองเสมือนจริงจนถึงการทดสอบในสนามจริง
รถคันนี้ผ่านโปรแกรมปรับแต่งพิเศษที่เรียกว่า MCXlusiva มาในธีม Corse ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก MC12 Stradale พร้อมด้วยหมายเลข 77 บนประตูรถ ซึ่งเป็นเลขนำโชคของเจ้าของ
สีตัวถังมาแบบทูโทนน้ำเงินและขาวมุก ลายตรีศูลขนาดใหญ่เด่นชัดบนฝากระโปรงหน้า เสริมแต่งลายธงชาติอิตาลีบนกระจกมองข้าง งานคาร์บอนไฟเบอร์ผิวด้านรอบคันให้ความรู้สึกดุดันทีเดียว ห้องโดยสารโทนสีน้ำเงินเข้ม Dark Blue มีการเสริมออปชันเพิ่มเติมอย่าง เบาะผู้โดยสาร กล้องมองหลัง และระบบเทเลเมตริกส์ (Telemetrics) รายละเอียดทุกจุดถูกคัดสรรอย่างดีโดยร่วมมือกับเจ้าของรถและทีมออกแบบ Maserati อย่างใกล้ชิด
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Maserati




Aston Martin DB11 ทายาทรุ่นล่าสุด ของตระกูลอันเลื่องชื่อ

DB11 ยนตรกรรมรุ่นแรกในซีรีส์ Second Century และเป็นทายาทรุ่นใหม่ไฟแรงของตระกูล DB อันเลื่องชื่อ มาพร้อมขุมพลังแห่ง GT สปอร์ตตามแบบฉบับของ Aston Martin ซึ่งโดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ล่าสุดอันเป็นเอกลักษณ์ และระบบพลศาสตร์ระดับแนวหน้า ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V12 ทวินเทอร์โบ 5.2 ลิตร รุ่นล่าสุดจาก Aston Martin ด้วยโครงสร้างอะลูมิเนียมแบบเชื่อมเป็นชิ้นเดียวที่เบาขึ้น แกร่งขึ้น และประหยัดพื้นที่มากขึ้น DB11 จึงเป็นยนตรกรรม DB อันเปี่ยมด้วยสมรรถนะ ประสิทธิภาพ และความปราดเปรียวมากที่สุดเท่าที่ Aston Martin เคยมีมา และนับเป็นยนตรกรรมชั้นนำรุ่นล่าสุดจาก Aston Martin นับตั้งแต่มีการเปิดตัว DB9 เมื่อปี 2003
DB11 คือภาพสะท้อนดีไซน์ยุคใหม่ของ Aston Martin โดยเฉพาะฝากระโปรงหน้าแบบบานพับด้านหน้า ดีไซน์เปลือกหอย ไฟหน้า LED อันโดดเด่น และกระจังหน้าที่ตอกย้ำภาพลักษณ์แห่ง Aston Martin อย่างชัดเจน สะกดทุกสายตาด้วยแผ่นหลังคารถที่เดินแนวจากเสา A ถึงเสา C อย่างพลิ้วไหวไม่สะดุด ต่อไปถึงท้ายรถกับฝากระโปรงท้ายแบบโค้ง ที่สอดประสานเข้ากับไฟท้ายอันโดดเด่นได้อย่างกลมกลืน ให้ภาพลักษณ์แบบใหม่ที่ไม่ซ้ำแบบใคร

พลิกโฉมด้วยระบบแอโรไดนามิกส์ นวัตกรรมใหม่ที่จัดการกระแสลม ทั้งจากด้านบนและภายในตัวถังรถได้อย่างชาญฉลาด เพื่อการขับขี่อย่างมีเสถียรภาพ โดยยังคงความงดงามของ DB11 ไว้อย่างครบถ้วน ลดระดับชุดยกตัวถังด้านหน้าด้วย Curlicue รูปทรงคล้ายเหงือกปลา ซึ่งทำหน้าที่ปล่อยอากาศแรงดันสูง จากด้านในบังโคลนล้อมาตามช่องที่ซ่อนไว้ภายใน แผ่นด้านข้างตัวรถดีไซน์ใหม่ และลดระดับชุดยกตัวถังด้านหลังลงด้วย Aston Martin AeroBladeTM สปอยเลอร์ที่ทำหน้าที่เสมือนที่รับอากาศ จากช่องจ่ายลมอัจฉริยะที่ฐานเสา C ทุกต้น โดยระบบจะจ่ายลมผ่านตัวถังรถก่อนที่จะปล่อย เป็นไอพ่นออกจากช่องในฝากระโปรงท้าย

หัวใจที่สูบฉีด DB11 ให้ขับเคลื่อนนั้น อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้าเช่นเดียวกับยนตรกรรม Aston Martin ทุกรุ่น แต่สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ได้แก่ เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V12 5.2 ลิตร ผลงานออกแบบของ Aston Martin ที่มาพร้อมขุมพลัง 608PS1 (600BHP1) และแรงบิด 700Nm1 จึงขับเคลื่อนให้ DB11 เป็นยนตรกรรม DB ที่เปี่ยมพลังมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทั้งยังปราดเปรียวและรวดเร็วอย่างเหนือชั้นด้วยความเร็วสูงสุดถึง 200 ไมล์/ชม.1 และเร่งความเร็วจาก 0 เป็น 62 ไมล์/ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.9 วินาที1 ผสานสมรรถนะจากระบบสั่งการอัจฉริยะ และเทคโนโลยีหยุด-เดินเครื่องอัตโนมัติ เพื่อประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างตัวถังแบบใหม่ และขุมพลังเต็มเปี่ยมจากเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบ V12 รุ่นใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งแชสซี ระบบกันสะเทือน ระบบบังคับเลี้ยว และระบบอิเล็กทรอนิกส์ของ DB11 ล้วนออกแบบขึ้นใหม่เพื่อให้รองรับเทคโนโลยีรุ่นใหม่โดยเฉพาะ โหมดขับเคลื่อนที่เลือกได้หลายรูปแบบทั้ง – GT, Sport และ Sport Plus – ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของเครื่องยนต์, เกียร์ ZF อัตโนมัติความเร็ว 8 ระดับ, พวงมาลัยเพาเวอร์ ระบบไฟฟ้ารุ่นใหม่ และระบบ Torque Vectoring ให้การตอบสนองได้อย่างฉับไว ด้วยการเบรกพร้อมกับเพิ่มความมั่นคงของระบบกันสะเทือน แบบปรับระดับได้ เพื่อสัมผัสแห่งความคล่องตัวอันเหนือกว่า ผลที่ได้คือประสบการณ์การขับขี่ ที่ผสานความสบายในการขับอย่างเหนือชั้น เข้ากับความคล่องตัวตามแบบฉบับของรถสปอร์ตได้อย่างลงตัว เพื่อสมรรถนะแห่งความปราดเปรียวอันไร้ขีดจำกัด

DB11 คือยนตรกรรมตัวจริงแห่งศตวรรษที่ 21 จาก Aston Martin ผสานเทคโนโลยีล่าสุด ที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรด้านเทคนิคอย่าง Daimler AG กับคุณภาพ และงานช่างฝีมือชั้นเลิศเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน แผงหน้าปัดดีไซน์ใหม่บนหน้าจอ TFT LCD สี 12 นิ้ว แสดงข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับรถได้อย่างชัดเจน พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์บนหน้าจอ TFT 8 นิ้ว ที่ติดตั้งไว้ตรงกลางและพัฒนาขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ระบบนำทางด้วยดาวเทียม และระบบเครื่องเสียงควบคุมด้วยปุ่มหมุนที่ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมทัชแพด (อุปกรณ์เสริม) ที่มีฟังก์ชั่นจดจำอักขระ รองรับการสั่งการแบบมัลติทัช และการสั่งการด้วยท่าทาง ให้ผู้ใช้สัมผัสได้ถึงความมีประสิทธิภาพ พลังเสียง และความง่ายในการใช้งานอันเหนือชั้น ใหม่ล่าสุดกับระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ และกล้องแบบ Bird Eye View 360 องศา เพื่อการควบคุมรถอย่างปลอดภัยที่ระดับความเร็วต่ำ สั่งการผ่านระบบอินโฟเทนเมนต์ของรถ

ช่องประตูกว้างขึ้น เพิ่มพื้นที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะส่วนศีรษะและที่วางเท้าด้านหลัง มีจุดยึด ISOFIX สำหรับที่นั่งเด็กสองชุดบนเบาะหลัง และช่องเก็บสัมภาระที่สามารถใส่กระเป๋าโฮลด์ออล (Holdall) ใบใหญ่ได้สองใบกับกระเป๋าแครี่ออน (Carry-on) ได้อีกหนึ่งใบ ทั้งหมดนี้ทำให้ DB11 เป็นยนตรกรรม Grand Tourer อย่างแท้จริง ด้วยชุดสีสัน และออปชั่นการตกแต่งรายละเอียดต่างๆ ที่มีมากมาย จึงสามารถตกแต่งภายในให้เหมาะกับสไตล์ ความชอบส่วนตัวของขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่โทนสีเรียบขรึม ที่จับคู่กันอย่างพิถีพิถัน ไปจนถึงสีสันสดใสที่ตัดกันอย่างฉูดฉาด เติมความงามอันซับซ้อนให้น่าค้นหาด้วย ลวดลายแบบ Nexus และการเจาะตกแต่งแบบ Celestial พร้อมสร้างบรรยากาศแห่งความรื่นรมย์ ที่มองเห็นและสัมผัสได้ด้วยเครื่องหนังสุดหรู สลักลายอันประณีตบรรจง
DB11 ไม่ได้เป็นเพียงสุดยอดยนตรกรรมในระยะหลังของ Aston Martin เท่านั้น แต่ยังเป็นสุดยอดยนตรกรรมในประวัติศาสตร์ตลอด 103 ปี นี่คือผู้ทวงบัลลังก์ผู้นำแบรนด์รถหรูให้กับ Aston Martin อย่างแท้จริง

