พลิกโฉมวงการ SUV หรู 2025: ถอดรหัสปรากฏการณ์ Zeekr 9X และ Chery Tiggo 8 CSH PHEV – ยักษ์ใหญ่จีนผงาด
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้าสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และตลาดกำลังปรับเปลี่ยนเข้าสู่การใช้พลังงานทางเลือกอย่างเต็มตัว ปี 2025 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการปฏิวัติ โดยมีสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากจีนแผ่นดินใหญ่ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่ในตลาดบ้านเกิด แต่กำลังขยายอิทธิพลสู่เวทีสากลและภูมิภาคอย่างประเทศไทย นั่นคือ Zeekr (ซีเคอร์) ด้วย Zeekr 9X (ซีเคอร์ 9 เอกซ์) ซูเปอร์เอสยูวีสุดหรู และ Chery (เชอรี่) ที่เตรียมเขย่าบัลลังก์ SUV ขนาด 7 ที่นั่ง ด้วย Chery Tiggo 8 CSH PHEV (เชอรี่ ทิกโก 8 ซีเอสเอช พีเอชอีวี) บทความนี้จะเจาะลึกถึงปรากฏการณ์ความสำเร็จ ปัจจัยขับเคลื่อน และอนาคตที่น่าจับตาของยานยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของนวัตกรรมยานยนต์จีนยุคใหม่ที่พร้อมท้าชนกับแบรนด์หรูระดับโลก
Zeekr 9X: ซูเปอร์เอสยูวี PHEV เหนือระดับ ที่สร้างปรากฏการณ์ยอดจองทั่วโลก
ปรากฏการณ์ที่น่าตกตะลึงที่สุดในช่วงต้นปี 2025 คงหนีไม่พ้นยอดจองล่วงหน้าของ Zeekr 9X ที่พุ่งทะลุ 42,667 คัน ภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงแรกที่เปิดให้จองอย่างเป็นทางการในงาน Chengdu Auto Show 2025 ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถิติ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจีนต่อแบรนด์ภายในประเทศ และการยอมรับในคุณภาพ เทคโนโลยี และความหรูหราที่ทัดเทียมกับแบรนด์ระดับโลก ซึ่งในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า “Made-in-China Pride” ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปแล้ว และ Zeekr 9X กำลังนิยามคำว่า “ยานยนต์ไฟฟ้าหรู” ขึ้นมาใหม่
Zeekr ถือกำเนิดขึ้นในปี 2021 ภายใต้ร่มเงาของ Geely Automobile Group ซึ่งเป็นมหาอำนาจยานยนต์ระดับโลก โดยเริ่มต้นจากการมุ่งเน้นพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) ที่เต็มเปี่ยมด้วยนวัตกรรม แต่ด้วยพลวัตของตลาดจีนที่ความต้องการรถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ Zeekr ตัดสินใจรุกตลาดนี้อย่างจริงจังด้วย Zeekr 9X ในฐานะ PHEV รุ่นแรกของแบรนด์ เพื่อเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Aito M9 และ Li Auto L9 ซึ่งล้วนเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในตลาด SUV หรูระดับพรีเมียมของจีน ผมมองว่าการขยายไลน์อัพมาสู่ PHEV ในปี 2025 เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะสามารถตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ไฟฟ้าล้วนในชีวิตประจำวัน และยังคงมีความยืดหยุ่นในการเดินทางระยะไกลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ
เบื้องหลังเส้นสายที่สง่างามของ Zeekr 9X คือทีมออกแบบระดับโลกที่นำโดย Stefan Sielaff หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Geely Group ซึ่งเคยฝากผลงานอันเป็นที่จดจำไว้กับแบรนด์อย่าง Audi และ Bentley ทำให้ Zeekr 9X ไม่ได้มีเพียงดีไซน์ที่ล้ำสมัย แต่ยังคงไว้ซึ่งปรัชญาความสง่างามและความประณีตในทุกรายละเอียด อันเป็นหัวใจสำคัญของดีไซน์ยานยนต์หรูระดับสากล
โครงสร้างพื้นฐานของ Zeekr 9X สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ล่าสุดอย่าง SEA-S (Sustainable Experience Architecture-SUV) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่พัฒนาต่อยอดมาจากแพลตฟอร์ม SEA อันโด่งดังของ Geely ที่ใช้ร่วมกับแบรนด์ระดับโลกในเครืออย่าง Volvo, Polestar และ Lotus แพลตฟอร์มนี้มอบความแข็งแกร่ง สมดุล และรองรับการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ Zeekr 9X มีรากฐานที่มั่นคงเทียบเท่ากับรถยนต์หรูชั้นนำจากยุโรป
ดีไซน์ภายนอกสะท้อนความโอ่อ่าและทรงพลังในทุกมุมมอง ฝากระโปรงหน้าขนาดใหญ่ถึง 2.15 ตารางเมตร ประกบคู่กับกระจังหน้าโครเมียมชิ้นเดียวที่กว้างที่สุดในโลกถึง 1.2 เมตร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “รากฐานของพระราชวังหลวง” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชุดไฟหน้าแบบแยกส่วน “Vast Star Diamond Matrix” ประดับด้วยเหลี่ยมเพชรมากถึง 42,242 เหลี่ยม ให้ความรู้สึกหรูหราและล้ำยุค ด้านข้างตัวรถมีเส้นสายที่ตรงและคมชัด สร้างบุคลิกที่สง่างาม ชวนให้นึกถึงเรือยอชท์สุดหรูที่กำลังล่องไปบนผืนน้ำ วงแหวนโครเมียมที่ลากยาวจากเสา D ไปจนถึงด้านหน้า สร้างความต่อเนื่องและหรูหราได้อย่างลงตัว ส่วนด้านหลังได้รับการออกแบบให้เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความประณีต ไฟท้ายทรงเพรียวบางพาดผ่านตลอดความกว้างตัวรถ ช่วยเน้นย้ำถึงมิติที่กว้างขวางของยานยนต์คันนี้ได้อย่างน่าประทับใจ
เมื่อพูดถึงขนาด Zeekr 9X ไม่ได้เพียงแค่ “ใหญ่” แต่ยัง “เหนือกว่า” คู่แข่งในหลายมิติ ด้วยมิติตัวถังที่ยาวถึง 5,239 มม. กว้าง 2,029 มม. สูง 1,819 มม. และระยะฐานล้อ 3,169 มม. ความยาวที่เกิน 5.2 เมตรนี้ทำให้มันมีขนาดใหญ่กว่า BMW X7 (ประมาณ 5,181 มม.) อย่างชัดเจน และมีขนาดใกล้เคียงจนอาจจะยาวกว่า Mercedes-Benz GLS (ประมาณ 5,209 มม.) เล็กน้อย ความกว้างและระยะฐานล้อที่มหาศาลนี้บ่งบอกถึงพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางโอ่อ่า ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญเพื่อท้าทายความสะดวกสบายของ “SUV ขนาดใหญ่” จากสองยักษ์ใหญ่เยอรมนีโดยตรง และเมื่อเทียบกับ Li Auto L9 (ยาว 5,218 มม.) ซึ่งเป็นคู่แข่งสายตรงในจีน Zeekr 9X ก็ยังคงความได้เปรียบในด้านความยาวโดยรวมอยู่ดี
ภายในห้องโดยสารของ Zeekr 9X คืออาณาจักรแห่งความสะดวกสบายและ “เทคโนโลยีรถยนต์ 2025” อย่างแท้จริง ออกแบบในรูปแบบ 6 ที่นั่ง (2+2+2) คอนโซลกลางเป็นศูนย์รวมของนวัตกรรมด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 16 นิ้ว จำนวน 2 จอ เสริมด้วยจอ Head-up Display (HUD) แสดงผลแบบ Augmented Reality ขนาด 47 นิ้ว และจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลังขนาด 17 นิ้ว ความละเอียด 3K ที่ติดตั้งบนเพดาน ขุมพลังการประมวลผลมาจากชิปเซต Qualcomm Snapdragon 8295 ถึง 2 ตัว ซึ่งถือเป็นชิประดับสูงสุดในปัจจุบัน เพื่อให้ทุกการสั่งการลื่นไหล ไม่มีสะดุด และมอบประสบการณ์ “ระบบ Infotainment ล้ำสมัย” อย่างแท้จริง
สิ่งที่ตอกย้ำถึงความเหนือระดับของ Zeekr 9X คือการติดตั้งระบบเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จาก Naim Audio แบรนด์ดังสัญชาติอังกฤษ ที่เคยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตเครื่องเสียงคู่บุญให้แก่ซูเปอร์คาร์อย่าง Bentley การที่ Zeekr สามารถดึง Naim ซึ่งได้รับรางวัล Queen‘s Award อันทรงเกียรติของสหราชอาณาจักรถึง 3 ครั้ง มาร่วมพัฒนาระบบเสียงสำหรับ Zeekr 9X ได้นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแข่งขันในตลาด “ระบบเครื่องเสียงรถยนต์ระดับพรีเมียม” อย่างจริงจัง โดยระบบเสียง Naim ใน Zeekr 9X มาพร้อมสเปกที่น่าทึ่งด้วยกำลังขับสูงสุด 3,868 วัตต์ ซึ่ง Zeekr อ้างว่าเป็น “สถิติโลกใหม่” สำหรับกำลังขับของระบบเสียงที่ติดตั้งในรถยนต์จากโรงงาน ชุดลำโพงประกอบด้วยลำโพง 32 ตัว และตัวสั่นสะเทือน (Exciters) ที่เบาะนั่งอีก 8 ตัว เพื่อสร้างมิติเสียงที่สมจริง โดยมีแชนแนลอิสระมากถึง 40 แชนแนล การจัดวางลำโพง (Configuration) มาในรูปแบบ 9.2.4.8 ประกอบด้วยลำโพงเซอร์ราวด์ 9 ตัว, ซับวูเฟอร์ 2 ตัว, ลำโพงเหนือศีรษะ 4 ช่อง, ลำโพงบริเวณพนักพิงศีรษะ 8 ช่อง ที่ให้รายละเอียดเสียงที่ครบถ้วนทุกมิติ ตั้งแต่เสียงเบสทุ้มลึก ไปจนถึงเสียงแหลมที่ใสคมชัด การติดตั้ง “ระบบเสียง Naim” ด้วยสเปกระดับนี้ใน Zeekr 9X เป็นการประกาศศักดาอย่างชัดเจนว่า Zeekr พร้อมที่จะมอบประสบการณ์ระดับ “ซูเปอร์ลักชัวรี” ให้แก่ผู้ใช้งาน และท้าชนกับแบรนด์รถยนต์หรูจากยุโรปได้อย่างสมศักดิ์ศรี
หัวใจหลักของ Zeekr 9X คือระบบขับเคลื่อน “PHEV ที่ดีที่สุด” ซึ่งเป็นขุมพลังที่ซับซ้อนและทรงพลัง โดยมีให้เลือกตามระดับการตกแต่ง 3 รุ่นย่อย รุ่น Max มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กำลังรวม 885 แรงม้า แบตเตอรี่ 55 kWh วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ 300 กม. (CLTC) และระยะทางรวม 1,200 กม. (CLTC) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที รุ่น Ultra เพิ่มออปชันความหรูหรา และสามารถเลือกอัปเกรดแบตเตอรี่เป็น 70 kWh ได้ แต่ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ รุ่น Hyper ที่ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว กำลังรวมมหาศาลถึง 1,381 แรงม้า แบตเตอรี่ 70 kWh เป็นมาตรฐาน วิ่งไฟฟ้าล้วนได้ 355 กม. (CLTC) และระยะทางรวม 1,165 กม. (CLTC) ด้วย “สมรรถนะรถยนต์ไฟฟ้า” ที่ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.1 วินาที เท่านั้น ที่น่าทึ่งคือ เครื่องยนต์ 2.0T ที่ Zeekr พัฒนาขึ้นเองนั้นมีประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal Efficiency) สูงกว่า 46% ซึ่งเป็นตัวเลขระดับแนวหน้าของโลก และใช้แบตเตอรี่ CATL 6C ที่รองรับการชาร์จความเร็วสูงเป็นพิเศษ ซึ่งบ่งชี้ถึง “เทคโนโลยีแบตเตอรี่” ขั้นสูง
นอกจากขุมพลังที่เหลือเชื่อ Zeekr 9X ยังติดตั้งแชสซีส์อัจฉริยะ “Haohan AI Digital Chassis” ช่วงล่างถุงลมแบบ Dual-Chamber ที่สามารถปรับระดับความสูงได้มากถึง 110 มม. เพิ่มระยะห่างจากพื้นสูงสุดเป็น 288 มม. ชอคอับแม่เหล็กไฟฟ้า CCD ควบคุมการยุบตัวและคืนตัวได้อย่างอิสระ รวดเร็ว เพื่อความนุ่มนวลและเสถียรภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังมีเหล็กกันโคลงไฟฟ้า 48V Active Stabilizer เทคโนโลยีเดียวกับรถยนต์หรูราคาระดับสิบล้าน ที่สามารถสร้างแรงต้านการบิดตัวได้มหาศาล ช่วยให้ตัวรถแทบไม่มีอาการโคลงขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง (Zero-Roll Performance) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ “ช่วงล่างอัจฉริยะ” และในรุ่นท็อป (H9) ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ G-Pilot ที่มีเซนเซอร์ LiDAR ถึง 5 ตัว และชิปประมวลผล Nvidia Drive Thor-U 2 ตัว (รวม 1,400 Tops) ซึ่ง Zeekr ยืนยันว่านี่คือ “ระบบขับขี่ L3” ที่พร้อมสำหรับการขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 อย่างแท้จริง
จากมุมมองของผม ปัจจัยหลักที่ทำให้ Zeekr 9X ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ไม่ใช่เพียงแค่เพราะโชคช่วย แต่มาจาก 3 ปัจจัยหลักที่ผสานกันอย่างลงตัว: หนึ่งคือ “แรง” ด้วยสมรรถนะของ Plug-in Hybrid มหาศาล 1,381 แรงม้า อัตราเร่งระดับซูเปอร์คาร์ ดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มองหาสิ่งที่เหนือกว่ารถยุโรปทั่วไป สองคือ “ล้ำ” ด้วย “เทคโนโลยีรถยนต์ 2025” จัดเต็มด้วยระบบขับขี่อัจฉริยะ G-Pilot H9 ที่พร้อมสำหรับระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ 3 ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและความสะดวกสบายสูงสุด และสามคือ “ศักดิ์ศรีของแบรนด์จีน” ที่ปัจจุบันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีคุณภาพ ดีไซน์ และเทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใคร ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนับสนุนแบรนด์ระดับไฮเอนด์ของประเทศตัวเองมากขึ้น
Chery Tiggo 8 CSH PHEV: พยัคฆ์ร้าย 7 ที่นั่ง ผู้ท้าชิงบัลลังก์ SUV ไทยยุคใหม่
หลังจากห่างหายจาก “ตลาดรถยนต์ไทย” ไปพักใหญ่ Chery แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนได้ประกาศการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ในปี 2025 นี้ และ Tiggo 8 CSH PHEV คือเรือธงที่ Chery เลือกนำมาเขย่าบัลลังก์ “SUV ไทย” โดยเฉพาะกลุ่ม “รถครอบครัว 7 ที่นั่ง” ในสมรภูมิที่ร้อนระอุ ซึ่งการตัดสินใจนี้นับเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบขาดและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
Chery Tiggo 8 ถือกำเนิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม T1X ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมยานยนต์โมดูลาร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะนี่คือแพลตฟอร์มที่ Chery พัฒนาขึ้นโดยอาศัยองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากความร่วมมือกับ Jaguar Land Rover (JLR) แบรนด์รถยนต์ในเครือ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในด้านวิศวกรรมยานยนต์และ “ความปลอดภัยยานยนต์” ระดับสูง แพลตฟอร์ม T1X ถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับใช้ได้กับรถยนต์หลากหลายขนาด ตั้งแต่ SUV 5 ที่นั่ง ไปจนถึง 7 ที่นั่ง รวมถึงรองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบส่งกำลังยุคใหม่อย่าง Plug-in Hybrid (PHEV) โครงสร้างหลักของแพลตฟอร์มนี้เน้นการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (High-strength Steel) มากกว่า 60% เพื่อความแข็งแกร่งและความปลอดภัยสูงสุด ตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก
เบื้องหลังเส้นสายที่เฉียบคมและดูเป็นสากลของ Tiggo 8 มาจากฝีมือของ Kevin Rice (เควิน ไรซ์) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ BMW และ Mazda ยุโรป การดึงตัวดีไซเนอร์ระดับโลกมาร่วมทีม คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนของ Chery ว่าพวกเขาต้องการยกระดับผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ Kevin Rice ได้นำปรัชญาการออกแบบที่เรียกว่า “Life in Motion 3.0” มาใช้กับ Tiggo 8 สร้างสรรค์รูปลักษณ์ที่สง่างาม แต่แฝงไว้ด้วยความทรงพลัง กระจังหน้าแบบ “Diamond-shaped” ที่เป็นเอกลักษณ์ และไฟท้าย LED ที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ล้วนเป็นผลงานที่สะท้อนถึงความพยายามในการผสานความทันสมัยเข้ากับรากเหง้าทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็น “ดีไซน์รถยนต์” ที่น่าจะถูกใจผู้บริโภคชาวไทย
ผู้ที่ติดตามข่าวสารยานยนต์อาจเกิดความสับสนกับรุ่นย่อยของ Tiggo 8 ที่มีหลากหลายในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็น Tiggo 8, Tiggo 8 Plus, Tiggo 8 Pro, และ Tiggo 8 Pro Max ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว รุ่นเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของ “กลยุทธ์การตลาดรถยนต์” ของ Chery ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการของแต่ละภูมิภาค สำหรับประเทศไทย Chery ได้เลือก Tiggo 8 CSH PHEV ซึ่งมีพื้นฐานมาจากรุ่น Tiggo 8 Pro (โฉมที่จำหน่ายในตลาดโลก) การตัดสินใจนี้พิจารณาจากบริบทของตลาดไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และให้ความสำคัญกับ “ตลาดรถยนต์ PHEV ไทย” มากขึ้น การนำเสนอรุ่น PHEV ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงเป็นการสร้างความแตกต่างและชิงความได้เปรียบเหนือ “รถ SUV คู่แข่ง” ในกลุ่ม 7 ที่นั่งที่ส่วนใหญ่ยังเป็นเครื่องยนต์สันดาปหรือไฮบริดธรรมดา นอกจากนี้ ดีไซน์ของรุ่น Pro ยังมีความสมดุลระหว่างความหรูหราและความทันสมัย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้างและสอดคล้องกับความนิยมของคนไทยเป็นอย่างดี
ภายนอกของ Chery Tiggo 8 CSH PHEV โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้า และไฟท้ายแบบ Full LED ภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกหรูหรา กว้างขวาง ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง แผงหน้าปัดดิจิทัลและหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาดใหญ่รวมกันกว่า 24.6 นิ้ว มาพร้อมชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วและลื่นไหล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ “ระบบ Infotainment ลื่นไหล” และระบบเครื่องเสียงจาก SONY ที่มอบประสบการณ์ “ภายในรถยนต์หรู” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อพิจารณามิติตัวถังเทียบกับคู่แข่งใน “ตลาดรถยนต์ไทย” พบว่า Chery Tiggo 8 CSH PHEV มีขนาดตัวถังที่น่าสนใจและสามารถแข่งขันได้อย่างสูสี โดยมีความยาว 4,745 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,860 มิลลิเมตร ความสูง 1,747 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อยาว 2,710 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ Honda CR-V e:HEV ซึ่งมีความยาว 4,691 มิลลิเมตร หรือ Haval H6 PHEV ที่มีความยาว 4,703 มิลลิเมตร จะพบว่า Chery Tiggo 8 CSH PHEV มีขนาดที่ใหญ่กว่าเกือบทุกมิติ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญสำหรับ “รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง” ที่เน้นพื้นที่ใช้สอยภายใน
หัวใจสำคัญของ Chery Tiggo 8 CSH PHEV คือ “ระบบไฮบริดประสิทธิภาพสูง” Chery Super Hybrid (CSH) ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร เทอร์โบชาร์จ กับมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว และส่งกำลังผ่านเกียร์ Dedicated Hybrid Transmission (DHT) เครื่องยนต์ 1.5L Turbo ให้กำลังสูงสุดประมาณ 156 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตันเมตร มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้กำลังรวม 170 แรงม้า แรงบิด 315 นิวตันเมตร เมื่อทำงานร่วมกัน จะให้กำลังรวมทั้งระบบสูงสุดถึง 326 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลที่ 545 นิวตันเมตร ทำให้สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาประมาณ 7.2 วินาที แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน (Ternary Lithium) ความจุ 19.27 kWh สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าล้วนได้ระยะทางสูงสุดประมาณ 80-95 กม. มีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยที่ 58.82 กม./ลิตร (ตามมาตรฐาน WLTC) ซึ่งถือเป็นตัวเลข “รถ PHEV ประหยัดน้ำมัน” ที่น่าทึ่ง รองรับการ “ชาร์จเร็ว PHEV” แบบ DC (Fast Charging) โดยสามารถชาร์จจาก 30-80% ได้ในเวลาประมาณ 25 นาที และการชาร์จแบบปกติ AC จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
ในด้านช่วงล่างและการควบคุม Tiggo 8 CSH PHEV ใช้ระบบกันสะเทือนหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ที่ให้ความสมดุลระหว่างความนุ่มนวลและเสถียรภาพ พร้อมติดตั้ง “ระบบความปลอดภัยรถยนต์” เชิงป้องกัน (Active Safety) และเชิงปกป้อง (Passive Safety) มาอย่างครบครัน รวมถึง “ADAS เทคโนโลยี” หรือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keeping Assist) และ “ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ” (AEB) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการเดินทาง
Chery ได้ประกาศการเข้ามาทำตลาดของ Tiggo 8 CSH PHEV ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมโรดโชว์ “CHERY Welcome Drive Welcome Deal on Tour” ทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสรถคันจริง พร้อมทั้งเปิดรับจอง Chery Tiggo 8 CSH PHEV ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยคาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และเริ่มส่งมอบรถได้ภายในช่วงปลายปี 2568 นี้ ซึ่งจะสร้างความคึกคักให้กับ “ตลาดรถยนต์ PHEV ไทย” อย่างแน่นอน
บทสรุปและอนาคตยานยนต์จากแดนมังกร
จากปรากฏการณ์ของ Zeekr 9X ในตลาดจีนและการเตรียมตัวอย่างแข็งขันของ Chery Tiggo 8 CSH PHEV เพื่อบุกตลาดไทยอย่างเต็มตัวในปี 2025 นี้ สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนคือ แบรนด์ยานยนต์จีนไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ตามอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความหรูหรา ที่พร้อมจะท้าทายแบรนด์ยุโรปและญี่ปุ่นในเวทีระดับโลก การผสานรวมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ประสิทธิภาพสูง ระบบขับขี่อัจฉริยะ ดีไซน์ระดับโลก และภายในที่หรูหราเหนือความคาดหมาย คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จนี้
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของ “อนาคตรถยนต์” ที่ขับเคลื่อนโดยแบรนด์จีน ที่จะเข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้ขายแค่รถยนต์ แต่ขาย “ประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับ” และวิสัยทัศน์ที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
อนาคตยานยนต์กำลังมาถึงแล้ว อย่าพลาดโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์ขับขี่เหนือระดับที่แบรนด์จีนเหล่านี้พร้อมจะนำเสนอ เยี่ยมชมตัวแทนจำหน่ายที่ใกล้ที่สุดหรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโลกยานยนต์ 2025 นี้
![[ครบชุด] T2211038 องเช าไร ำใจ Ep.2](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/11/image-1422.png)
![[ครบชุด] T2211049 อจ าอย างร องให Ep.2](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/11/image-1423.png)