ว่ากันว่านอกจากโดราเอมอนแล้ว อีกหนึ่งตัวละครที่ชาวโลกรู้จักกันดีว่า Made in Japan ก็คือ ‘ก็อดซิลล่า’ สัตว์ประหลาดโบราณใต้ทะเลที่ถูกปลกจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ไม่แปลกที่พอเอ่ยนามก็อตซิลล่า คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเทพเจ้าแห่งความแข็งแกร่ง และพละกำลังมหาศาล เหมือนเช่นที่ Nissan GT-R 2020 ที่ไม่ได้ฉายานี้มาด้วยความบังเอิญ

ไม่ใช่รถญี่ปุ่นทุกคนจะถูกเรียกว่า ก็อดซิลล่า แต่ด้วยขุมกำลังความแรงของเครื่องยนต์ อัตราเร่งการออกตัวที่เยี่ยมยอด และความเร็วสูงสุด ของ Nissan GT-R ที่ยกระดับคุณสมบัติรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ให้ขึ้นไปเทียบชั้นซูเปอร์คาร์แบรนด์ยุโรป ที่ครองบัลลังก์เจ้าแห่งยนตรกรรมมาเป็นเวลานานแต่ Nissan GT-R ไม่ได้เพียงแค่อยากเข้าไปมีชื่ออยู่ในทำเนียบรถยนต์สมรรถนะสูงเท่านั้น ก็อดซิลล่า จากญี่ปุ่นยังขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกท้าชิงราชารถยนต์ จนในปี ค.ศ. 2011 ได้รับการบันทึกว่าจากกินเนสบุ๊คว่าเป็น รถสี่ที่นั่งที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดที่โลกเคยมีมาซึ่งในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 หรือ The 36th Thailand International Motor Expo 2019 นิสสัน ในประเทศไทย ได้เปิดตัว GT-R รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันฉลองครบรอบ 50 ปี รถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตสมรรถนะสูง ระดับตำนานของนิสสัน

GT-R รุ่นพิเศษนี้ จะมาในรูปแบบของการผสมผสาน สีภายนอกแบบทูโทนที่สืบทอดกันมาถึงสามยุค สื่อถึงความพิเศษของ GT-R จากการแข่ง เจแปน กรังด์ ปรีซ์ (Japan GP series) ด้วยโทนสีฟ้าที่เรียกว่า Bayside Blue กลับมาอีกครั้งพร้อมกับลายทางสีขาว ผ่านกระบวนการทำสีถึง 4 ชั้น ด้วยการอบความร้อนถึง 2 ครั้ง ช่วยให้สีฟ้าโดดเด่นอย่างมีชีวิตชีวา พร้อมประกายสะดุดตาและให้เงาลึกมีมิติ ขณะที่สีฟ้าบนซี่ล้อจะมอบสัมผัสที่พรีเมียม แสดงการเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญของ GT-R นอกจากนี้ยังมีสีภายนอกอีกสองสี ได้แก่ สีขาวมุก (Storm White) พร้อมแถบสีแดง และ อัลติเมท ซิลเวอร์ (Ultimate Silver) พร้อมแถบสีขาว ทั้งหมดมาพร้อมสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปีภายใน GT-R รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปีนี้ คือการตกแต่งภายในสีเทาพิเศษที่ให้ความรู้สึกหรูหราภายในห้องโดยสาร ซึ่งชวนให้นึกถึงบรรยากาศของท้องฟ้ายามค่ำคืนหลังจากเวลาพลบค่ำ รวมถึงพวงมาลัยที่เป็นเอกลักษณ์และการตกแต่งหัวเกียร์ ที่เบาะนั่ง พิมพ์ลายนูนที่ออกแบบพิเศษ ชิ้นส่วนที่หุ้มผนังด้านบนของรถใช้วัสดุแบบอัลคันทาร่า (Alcantara®) มีการตัดเย็บที่เป็นเอกลักษณ์ ที่บังแดดหุ้มด้วยวัสดุอัลคันทาร่าและอีกมากมาย สมรรถนะจากจิตวิญญาณที่เกิดมาเพื่อการแข่งขันอย่างแท้จริงโดย GT-R รุ่นปี 2020 ยังคงรักษาแนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่การขับขี่ด้วยความเพลิดเพลิน เมื่อได้ลองสัมผัสพวงมาลัย จะรู้ทันทีว่า ไม่มีรถคันใดในโลกที่ให้ความพึงพอใจกับผู้ขับขี่ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจเท่านี้ขณะที่ผู้หลายคนเชื่อว่า ความประณีตและสมรรถนะของ GT-R ที่ให้พละกำลังสูงสุด 555 PS ให้ แรงบิดสูงสุดที่ 632 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบ V6 24 วาล์ว ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ ประกอบด้วยมือ ยังมาจาก ‘ทาคูมิ’ หรือ ช่างเทคนิคระดับสูงสุดและทีมวิศวกรของGT-R อันมีส่วนสำคัญGT-R ใช้ระบบเกียร์แบบดูอัลคลัตช์ 6 สปีด ที่ได้รับการพัฒนาพร้อมโหมด ‘R’ ที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่ทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ลงมีความดุดันมากขึ้นสำหรับการเข้าโค้งได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยการเปลี่ยนเกียร์เกิดขึ้นขณะเบรก ABS ทำงาน จึงลดอาการอันเดอร์สเตียร์ (understeer) และให้การควบคุมที่ง่ายยิ่งขึ้น ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบแปรผันถูกตั้งโปรแกรมให้เปลี่ยนแผนการขับขี่เพื่อให้เหมาะกับสไตล์เฉพาะตัวการขับขี่ของเจ้าของรถ ทำให้สามารถขับขี่ได้ตามกฎหมายบนถนนสาธารณะหรือขับขี่ด้วยความดุดันบนสนามแข่งโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโหมดด้วยตนเองท่อไอเสียอันเป็นเอกลักษณ์ของ GT-R ใช้เป็นไทเทเนียมแบบใหม่ เคลือบด้วยไทเทเนียมพร้อมปลายท่อสีฟ้าขัดเงามันแวบบาดตาระบบช่วงล่างแบบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการพัฒนาเพื่อให้การเข้าโค้งที่มีเสถียรภาพและการขับขี่ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวนั้นเป็นแบบเส้นตรงและมีความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม ที่ให้การแก้ไขน้อยที่สุดที่ความเร็วสูงสุดถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรียกว่าสามารถขับไปพัทยาในเวลาไม่ถึงชั่วโมงได้สบาย ๆ แน่นอนว่าความเร็วระดับแซงรถไฟฟ้าความเร็วปานกลางนี้ มาพร้อมกับหม้อลมเบรกใหม่เพิ่มการตอบสนองการเบรกเริ่มต้นด้วยการเหยียบคันเร่งที่สั้นลง ส่งผลให้ความสามารถในการหยุดรถมีเพิ่มขึ้น

ห้องโดยสารที่คู่ควรกับ GT-Rห้องโดยสารของ GT-R เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของความหรูหราและความสปอร์ต บริเวณตำแหน่งคนขับที่สะดุดตา ที่นั่งที่สะดวกสบาย ทั้งผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง แผงควบคุมถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายทอด ‘การลื่นไหลในแนวนอน’ หรือ horizontal flow ให้ความรู้สึกมั่นคงสูงสำหรับผู้โดยสารที่นั่งด้านหน้า ที่นั่งถูกหุ้มด้วยหนังแบบ Nappa ที่คัดสรรมาชิ้นเดียวและไร้รอยต่อ ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยความแม่นยำด้วยสไตล์ผู้ชำนาญการขั้นสูง หรือ ทาคูมิ (Takumi) แผงควบคุมกลางที่มาพร้อมการควบคุมเครื่องเสียง หน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว ไอคอนขนาดใหญ่บนหน้าจอแสดงผล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่โดยไม่รบกวนสมาธิแม้แต่น้อยแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ติดตั้งบนพวงมาลัยสปอร์ต ให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ในระหว่างเลี้ยวโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยนิสสัน GT-R รุ่นปี 2020 ทั้งหมดมาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงและการสื่อสารในตัว ให้เจ้าของรถล็อคหรือปลดล็อกประตูได้จากระยะไกล เปิดใช้งานการเตือนต่างๆ เรียกใช้บริการฉุกเฉินหรือติดตามที่อยู่ของรถผ่านแอพพลิเคชันในสมาร์ทโฟน ระบบเสียงแบบพรีเมียมของ BOSE® มาพร้อมกับลำโพงประสิทธิภาพสูง 11 ตัว และ Active Sound Management เพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้นลูกค้าที่สนใจ GT-R จะได้รับความอุ่นใจจากมาตรฐานการบริการหลังการขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟของนิสสัน โดยสยาม นิสสัน ทีเคเอฟ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นศูนย์บริการรถสมรรถนะสูงของนิสสัน หรือ นิสสัน ไฮเพอร์ฟอร์มแมนซ์ เซ็นเตอร์ (Nissan High Performance Center) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าและดูแลยนตรกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างดีที่สุดโดย GT-R รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี จำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคา 11.3 ล้านบาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรและการบริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟโดยสยาม นิสสัน ทีเคเอฟ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นศูนย์บริการรถยนต์สมรรถนะสูงของนิสสัน หรือ นิสสัน ไฮเพอร์ฟอร์มแมนซ์ เซ็นเตอร์ (Nissan High Performance Center) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด

นอกจากการเปิดตัว Nissan GT-R 2020 ก็อดซิลล่าลิมิเต็ด รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 นี้ ทางนิสสัน ยังได้จัดแสดงรถยนต์รุ่นยอดนิยมทั้ง นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ รถยนต์แบบซีดานอัจฉริยะ หรือ Intelligent Urban Sedan นี้ ได้รับการออกแบบให้มิติภายนอกปราดเปรียวขึ้น กว้าง และยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์ของนิสสัน แบบ “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้าและไฟท้ายทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น (kick-up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (floating roof)ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ ของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ให้กำลังมากขึ้นพร้อมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น มีพละกำลังมากขึ้นและน้ำหนักที่ลดลง ให้อัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque) ทำให้ สมรรถนะของอัลเมร่า ใหม่ โดดเด่นในกลุ่มรถยนต์แบบซิตี้คาร์ และพร้อมจำหน่ายภายในงานมหกรรมยานยนต์นี้ แล้วเริ่มส่งมอบรถ ในเดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

สำหรับการจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบทางนิสสันได้ขนเอา นิสสัน นาวารา เอ็น-เทรค วอร์ริเออร์ (Navara Navara N-TREK Warrior) ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่หลากหลาย (รวมถึงชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริม) ซึ่งปรับปรุงทั้งการใช้งานและสมรรถนะ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ แผงกันชนเหล็ก กันกระแทกบริเวณใต้เครื่องยนต์ แถบไฟ LED ครอบไฟตัดหมอกสีส้มเข้มที่มาพร้อมกับ ‘bark buster’ ล้ออัลลอยสีดำที่เป็นเอกลักษณ์ขนาด 17 นิ้ว ยางคูเปอร์ (Cooper) ขนาด 32.2 นิ้ว และพนักพิงศีรษะด้านหน้าปักสัญลักษณ์ เป็นต้นในงานยังจะได้สัมผัส นิสสัน ลีฟ ใหม่ ซึ่งเป็นไอคอนของแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำของนิสสันในด้านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมี รถยนต์ยอดนิยมที่จัดแสดงในบูธ ได้แก่ นิสสัน โน๊ต นิสสัน เทอร์ร่า และนิสสัน เอ็กซ์เทรล เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจได้เลือกอย่างมากมาย พร้อมรถยนต์ อัลเมร่า ลีฟ และเอ็กซ์เทรล ให้ทดสอบขับสำหรับลูกค้าที่สนใจภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป

เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้านิสสันสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ที่พวกเขาชื่นชอบ การส่งเสริมการขายของนิสสันภายใต้แคมเปญ ‘THE POWER OF 0%’ ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 ธันวาคม 2562 ซึ่งเสนออัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมพร้อมฟรีการประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection เป็นเวลาสามปี สำหรับรถยนต์รุ่นที่ร่วมรายการ โปรโมชันมีเฉพาะภายในงานหรือที่ตัวแทนจำหน่ายของนิสสันทั่วประเทศยลโฉมความอ่อนไหวที่แฝงในร่างดุดันของเจ้า Nissan GT-R 2020 ก็อดซิลล่าลิมิเต็ด ตัวเป็น ๆ และผองเพื่อน ได้แล้วที่บูธนิสสัน A12 ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562 ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสอบถามศูนย์บริการคอลเซ็นเตอร์ของนิสสัน 02 401 9600 หรือเว็บไซต์ Nissan Motor Thailand
Tesla เปิดตัว Model 3 และ Model Y Standard RWD เน้นค่าตัวเข้าถึงง่าย วิ่งได้ไกล แบบไม่สนออพชั่น
ตุลาคม 8, 2025
Tesla แบรนด์รถ EV ชั้นนำ เปิดตัวซีดานและรถอเนกประสงค์ขวัญใจมหาชน Model 3 และ Model Y ในรุ่นย่อย Standard RWD โดยภาพรวมของการอัพเกรดในครั้งนี้ ก็เพื่อให้สาวกของแบรนด์ สามารถเข้าถึงความเป็น Tesla ได้ง่ายมากขึ้น ด้วยการตัดอุปกรณ์ ออพชั่นที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อที่จะกดค่าตัวเริ่มต้นให้ต่ำลงกว่ารุ่นที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบัน โดยในส่วนของ Model 3 Standard RWD มีราคาเริ่มต้นที่ $38,630 หรือราว 1.25 ล้านบาท และ Model Y Standard RWD มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $41,630 หรือราว 1.35 ล้านบาท โดยทั้ง 2 รุ่น มีราคาถูกกว่ารุ่นเริ่มเดิม $5,500 และ $5,000 หรือประมาณ 1.78 และ 1.62 แสนบาท ตามลำดับ
Tesla Model 3 Standard RWD ราคาเริ่มต้น $38,630 หรือประมาณ 1.25 ล้านบาท
Tesla Model 3 Standard RWD รุ่นเริ่มต้นกับล้อ 18 นิ้ว กระจกมองหลังแบบปรับมือ
รายละเอียดของ Tesla Model 3 Standard RWD คือ ภายนอกมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว, ใช้กระจกมองข้างแบบสแตนดาร์ด (พับด้วยมือ) โดยมีสีตัวถังมาให้เลือก 3 สี ประกอบไปด้วย สีขาว, ดำ และสีเทา ส่วนภายในห้องโดยสาร เน้นการตกแต่งที่เรียยง่าย ด้วยการใช้เบาะนั่งพร้อมแผงภายในที่บุด้วยผ้า ไม่มีระบบระบายอากาศที่เบาะมาให้ ไม่มีไฟส่องสว่างภายใน พวงมาลัยมาในรูปแบบปรับด้วยมือ และไม่มีกระจกมองหลังมาให้ โดย Tesla Model 3 Standard RWD ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เดี่ยว ที่ล้อคู่หลัง รองรับการเดินทางต่อชาร์จ 516 กม. ตามมาตรฐาน WLTP จากแบตเตอรี่ขนาด 69.5 kWh โดยซีดานพลังไฟฟ้ารุ่นนี้ สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ได้ภายใน 5.8 วินาที
หลังคาพาโนรามิคกลาสรูฟยังคงอยู่ สำหรับ Tesla Model 3 Standard RWD
เบาะผ้าสลับหนัง ไม่มีระบบระบายอากาศมาให้
ชาร์จ DC สูงสุด 225 kW และวิ่งได้ไกลสุด 516 กม. ต่อชาร์จ
นอกจากนี้ Tesla Model 3 Standard RWD ยังมาพร้อมชุดช่วงล่างที่แตกต่างจาก Model 3 ที่เคยทำตลาดมา โดยมาในพร้อมโช้กอัพแบบสแตนดาร์ด และจะไม่มีระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย Autosteer มาให้ (แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงสามารถซื้อระบบ Full-Self Driving เพิ่มได้ ในราคา $8,000 หรือราว 2.6 แสนบาท) ซึ่ง Tesla Model 3 Standard RWD สามารถรองรับ DC Charge กำลังสูงสุดเพีนง 225 kW นั่นทำให้ซีดานรุ่นเริ่มต้นนี้ ชาร์จ 15 นาที วิ่งได้ 273 กม. ต่างจากเดิมรุ่นเริ่มเดิมที่ชาร์จ 15 นาที วิ่งได้ไกล 314 กม. ด้วยความเร็วในการชาร์จสูงสุด 250 kW
Tesla Model Y Standard RWD ราคาเริ่มต้น $41,630 หรือประมาณ 1.35 ล้านบาท
ออพชั่นหลายอย่างหายไป กับราคาเริ่มต้นที่ถูกลง $5,000 หรือประมาณ 1.62 แสนบาท
สำหรับออพชั่นที่หายไปใน Tesla Model Y Standard RWD ประกอบไปด้วย แถบไฟหน้าที่ถูกตัดออกไป เหลือเพียงดีไซนืไฟหน้าที่เรียบง่ายมากขึ้น, หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ รวมถึงเบาะหนัง ซึ่งถูกทดแทนด้วยเบาะผ้า นอกจากนี้ ออพชั่นภายในห้องโดยสารบางอย่าง ยังถูกตัดออกไปเช่นกัน ทั้งการเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยแบบปรับทิศทางด้วยมือ, ตัดระบบระบายอากาศที่เบาะคู่หน้า ในส่วนของหน้าจอตอนหลังขนาด 8.0 นิ้ว ถูกตัดออกไป เหลือเพียงหน้าจอสัมผัสขนาด 15.4 นิ้ว บริเวณคอนโซลหน้าเท่านั้น โดยในส่วนของล้ออัลลอย จากเดิมเริ่มต้นที่ขนาด 19 นิ้ว แต่สำหรับ Tesla Model Y Standard RWD จะมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว (โดยมีล้อ 19 นิ้ว มาเป็นออพชั่นที่ต้องจ่ายเพิ่ม) ซึ่งในรุ่นย่อยนี้ มีตัวถังให้เลือก 3 สี คือ เทา Stealth Grey, ขาว Pearl White (+$1,000 หรือราว 3.2 หมื่นบาท) และ Diamond Black (+$1,500 หรือราว 4.8 หมื่นบาท)
แบตเตอรี่ 69.5 kWh จับคู่มอเตอร์ขับเคลื่อน 300 แรงม้า
Tesla Model Y Standard RWD มาพร้อมมอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง กำลัง 300 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ได้ในเวลา 6.8 วินาที จับคู่กับแบตเตอรี่ขนาด 69.5 kWh รองรับการเดินทางต่อชาร์จ 516 กม. ตามมาตรฐาน WLTP (หากเทียบกับรุ่น Model Y Long Range เดิม สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-96 กม./ชม. ด้วยเวลา 5.7 วินาที และทำระยะทางต่อชาร์จ 574 กม. ตามมาตรฐาน WLTP)




Q: มีการออกแบบหรือสเปกเฉพาะที่เด่นของรุ่น RWD อย่างไร?
A:
- การจัดวางมอเตอร์ที่เพลาล้อหลัง ช่วยให้แรงบิดส่งผ่านได้ตรงและควบคุมง่าย
- ระบบชาร์จไฟ AC และ DC มีมาตรฐานที่ Tesla รองรับทั่วโลก เช่น Supercharger
- แบบโครงสร้างรถยังคงใช้โครงสร้างตัวถัง, ระบบช่วงล่าง, อุปกรณ์ไฟฟ้า และซอฟต์แวร์ที่เป็นมาตรฐานของ Model 3 ซีรีส์



