【PCauto】JAECOO 5 EV เอสยูวีไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2025 โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่
• Long Range Dynamic ราคา 549,000 บาท
• Long Range Max ราคา 599,000 บาท

สเปกเทคนิค JAECOO 5 EV
JAECOO 5 EV มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 60.9 kWh ใช้มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหน้า ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า (155 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 288 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 7.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 175 กม./ชม. ด้านระยะทางวิ่งตามมาตรฐาน NEDC อยู่ที่ 461 กม. และตามมาตรฐาน WLTC อยู่ที่ 400 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ระบบชาร์จรองรับ DC Fast Charge 80 kW สามารถชาร์จไฟจาก 30% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 27 นาที

ดีไซน์และฟังก์ชันเด่นของ JAECOO 5 EV
ในด้านดีไซน์ JAECOO 5 EV มาพร้อมกระจังหน้าแบบปิดโลโก้ถูกย้ายไปไว้บนแถบตกแต่งระหว่างโคมไฟหน้า ทำให้ภาพรวมดูคล้ายกับ Range Rover เสริมความหรูหราโดดเด่น
ภายในติดตั้งหน้าจอควบคุมกลางแบบแนวตั้งขนาด 13.2 นิ้ว พร้อมมาตรวัดดิจิทัล และหลังคาพาโนรามาคงที่ขนาด 1.45 ตร.ม. อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสัตว์เลี้ยง มาพร้อมระบบกรองอากาศต้านเชื้อแบคทีเรีย และเบาะนั่งที่สามารถปรับขยายได้

พื้นที่เก็บสัมภาระของ JAECOO 5 EV มีความจุ 480 ลิตร และสามารถขยายได้ถึง 1,180 ลิตรเมื่อพับเบาะหลังลง
นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟังก์ชัน V2L สำหรับจ่ายไฟออกภายนอก และสมรรถนะการลุยทางด้วยมุมเข้า 20° และมุมออก 30°
ความแตกต่างระหว่างรุ่นย่อยของ JAECOO 5 EV
ในด้านออปชัน JAECOO 5 EV รุ่น Long Range Dynamic มาพร้อมเบาะผ้า หน้าจอกลางขนาด 9 นิ้ว และกล้องรอบคัน 360 องศา โดยมีสีตัวถังให้เลือก 3 สี และภายใน 1 สี
ขณะที่รุ่น Long Range Max อัพเกรดเป็นเบาะหนังสังเคราะห์ ไฟสร้างบรรยากาศ 64 สี กล้องรอบคัน 540 องศา พร้อมประตูท้ายไฟฟ้า สีตัวถังเพิ่มเป็น 5 สี และภายในเลือกได้ 2 โทน

ในด้านความปลอดภัย ทั้งสองรุ่นของ JAECOO 5 EV มาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS 19 ฟังก์ชัน เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน และระบบตรวจจับมุมอับสายตา ตัวถังผลิตจากเหล็กกำลังสูงถึง 77% ช่วยเสริมความแข็งแกร่งและปลอดภัย
นอกจากนี้ รถยังมาพร้อมการรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 200,000 กม. และการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.
Bill Zhang กรรมการผู้จัดการ OMODA & JAECOO ประเทศไทย ระบุว่า JAECOO 5 EV ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหารถไฟฟ้าคุ้มค่า ไม่เพียงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง และบริการหลังการขายที่ครบครัน
ลอกคราบ BAC e-Mono ซูเปอร์คาร์คอนเซ็ปต์ กับการใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเพื่อเพิ่มความแรงเต็มพิกัด
- โดย : PR Autodeft
- 13 มิ.ย. 65 00:00
- 3,815 อ่าน
- รถไฟฟ้า
- รถสปอร์ต
- รถแข่ง
- การออกแบบรถยนต์
- รถใหม่ในต่างประเทศ
- Electric Vehicle
- นวัตกรรมยานยนต์
- Sport Car
- ระบบส่งกำลัง
- ไฮโดรเจน
https://www.facebook.com/v15.0/plugins/share_button.php?app_id=114827815277178&channel=https%3A%2F%2Fstaticxx.facebook.com%2Fx%2Fconnect%2Fxd_arbiter%2F%3Fversion%3D46%23cb%3Df42bc0698575c1560%26domain%3Dwww.autodeft.com%26is_canvas%3Dfalse%26origin%3Dhttps%253A%252F%252Fwww.autodeft.com%252Ff2bf3a62eb8e9301c%26relation%3Dparent.parent&container_width=78&href=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Fdeftreport%2Funder-skin-how-bac-uses-hydrogen-fuel-cell-lap-faster&layout=button_count&locale=en_US&sdk=joey
https://platform.twitter.com/widgets/tweet_button.2f70fb173b9000da126c79afe2098f02.th.html#dnt=false&id=twitter-widget-0&lang=th&original_referer=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Fdeftreport%2Funder-skin-how-bac-uses-hydrogen-fuel-cell-lap-faster&size=m&text=%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%9A%20BAC%20e-Mono%20%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B9%87%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B9%8C%20%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%20%7C%20AUTODEFT%20%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%20%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%20%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%88&time=1760003892069&type=share&url=https%3A%2F%2Fwww.autodeft.com%2Fdeftreport%2Funder-skin-how-bac-uses-hydrogen-fuel-cell-lap-faster
BAC หรือ Briggs Automotive Company บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตรุ่น Mono ได้เสร็จสิ้นการทำงานในขั้นตอนแรกของโครงการที่ร่วมมือกับ Viritech บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านระบบส่งกำลังไฮโดรเจน ในการพัฒนารถยนต์ที่มีน้ำหนักเบามากเป็นพิเศษ ที่มีชื่อรุ่นว่า BAC e-Mono

เผยแนวคิดของรถซูเปอร์คาร์จากเมืองผู้ดีอย่าง BAC รุ่น e-Mono ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและติดตั้งมอเตอร์ในกงล้อขนาดเล็กจำนวน 2 ตัว ที่มีน้ำหนักเพียงชิ้นละ 3 กิโลกรัมเท่านั้น
รถจำลองเสมือนจริงของรุ่น e-Mono นั้น ถูกติดตั้งด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 704 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่ารถ BAC รุ่น Mono-R ที่มีความเร็วตามมาตรฐานประมาณ 149 กิโลกรัม แต่กระนั้นก็ตาม เจ้า e-Mono ก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันสามารถวิ่งได้เร็วกว่ารถรุ่นพี่ด้วยเวลาที่น้อยกว่า 2.0 วินาทีอยู่เล็กน้อย ในการทดสอบวิ่งแบบ Simulated Digital รอบสนามซิลเวอร์สโตน
โดยหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในความพยามขับเคลื่อนเทคโนโลยีระบบส่งกำลังแบบล้ำหน้าขั้นสูง คือ การให้ทีมพัฒนาได้มีโอกาสทำงานกับรถที่มีสมรรถนะสูง ซึ่งมีน้ำหนักและโครงสร้างภายนอกอยู่ในระดับพรีเมียม และแม้ว่าแบตเตอรี่ของรถ EV ในปัจจุบัน จะมีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอที่จะติดตั้งในรถที่ออกขายในท้องตลาดจำนวนมาก แต่ในเรื่องของน้ำหนักและขนาดที่ใหญ่มหึมาของมัน ก็ยังคงเป็นคำถามถึงผลกระทบที่มีต่อการใช้พลังงานเพื่อประสิทธิภาพความเร็วสูงสุดของรถอยู่
และด้วยความที่เป็นรถขนาดเล็กจิ๋วของเจ้า Mono คันนี้ จึงไม่มีทางที่จะหลีกหนีจากความเป็นจริงนี้ไปได้ ซึ่งทางบริษัท BAC ก็ได้คำนวณแล้วว่า ทางออกในการใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าจะเพิ่มน้ำหนักของรถขึ้นอีกถึง 50% ในขณะที่พวกเขาก็ได้ให้ความมั่นใจว่าสมรรถนะของรถนั้น ยังสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่อย่างไรก็ตาม น้ำหนักของรถที่มากขึ้นก็จะลดทอนความคล่องตัวและประสิทธิภาพในช่วงการเข้าโค้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วิธีการแก้ปัญหาของ BAC ก็คือ ใช้ความเชี่ยวชาญของบริษัท Viritech ในการใช้ระบบเซลล์เชื้อเพลิงขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบา เพื่อการออกแบบระบบส่งกำลังที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิง ให้ติดตั้งได้พอดีกับขนาดของแชสซีและตัวถังที่เป็นมาตรฐานรถในตระกูล Mono คันอื่นๆ
ซึ่งแม้ว่าทุกคนจะยอมรับตั้งแรกแล้วว่า ระบบเซลล์เชื้อเพลิงซึ่งประกอบไปด้วย Fuel Cell Stack, ถังไฮโดรเจน และแบตเตอรี่ขนาด 20kWh นั้น จะมีน้ำหนักที่มากกว่าเครื่องยนต์เบนซินแบบสี่สูบและขนาดของถังเชื้อเพลิงที่ถูกติดตั้ง แต่ความแตกต่างของน้ำหนักที่เกิดขึ้นนั้น ก็ไม่ทำให้เราต้องลังเลในเรื่องของประสิทธิผลที่ได้จากรถรุ่น Mono คันนี้ โดยจุดที่ทำให้ระบบเซลล์เชื้อเพลิงนี้ได้เปรียบกว่าก็คือ โครงสร้างทั้งหมดของระบบนั้น สามารถติดตั้งอยู่ได้ทั่วไปภายในแชสซี
ในกรณีนี้ แบตเตอรี่จะถูกติดตั้งไว้ที่บริเวณใต้เบาะที่นั่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยที่โครงของรถนั้นจะกลายเป็นส่วนประกอบในโครงสร้างของแชสซี ซึ่งส่งผลให้มีพื้นที่ของโครงสร้างภายนอกรถเพิ่มขึ้น โดยที่ระบบเซลล์เชื้อเพลิงนั้นจะถูกติดตั้งอยู่บริเวณเหนือแบตเตอรี่และมีเครื่องอัดอากาศอยู่ภายในช่องรับอากาศ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นส่วนที่เครื่องยนต์เบนซินใช้เพื่อระบายอากาศ ซึ่งมันก็ใช้งานได้ดีเช่นกัน โดยคาดว่าเครื่องยนต์จะให้กำลังประมาณ 371bhp ที่มาจากผลิตของมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial-Flux สี่ตัว
ส่วนของมอเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ที่บริเวณกงล้อหน้าทั้งสองข้างนั้น จะให้กำลังที่ 55 แรงม้าต่อตัว ในขณะที่มอเตอร์อินบอร์ดอีกสองตัว ที่ให้แรงขับเคลื่อนสำหรับล้อหลังนั้น จะให้กำลังส่วนที่เหลืออีก 261 แรงม้า ส่วนการจ่ายไฟจะมีขนาด 400V โดยใช้เซลล์เชื้อเพลิงขนาด 80kW รวมกับแบตเตอรี่ขนาด 197kW ซึ่งในระหว่างการทดสอบวิ่งรถโดยรอบสนามซิลเวอร์สโตนนั้น รถรุ่น e-Mono สามารถทำเวลาได้ดีว่ารถรุ่น Mono-R ที่เกือบ 2.07 วินาที โดยทำเวลาได้ 2 นาที 4.23 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุด 165 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 265 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และสามารถเร่งความเร็วระหว่าง 0 – 62 ไมล์ต่อชั่วโมง (0 – 99 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)ในเวลาเพียง 2.2 วินาทีเท่านั้น
ด้านการคำนวณระยะทางวิ่งที่รถจะทำได้บนท้องถนนที่ 166 ไมล์ (267 กิโลเมตร) ในมาตรฐานของ WLTP Cycle นั้น จะเทียบเท่ากับระยะทางวิ่งจริงที่ประมาณ 140 ไมล์ (225 กิโลเมตร) ซึ่งการพัฒนาในระบบการออกแบบเซลล์เชื้อเพลิงนี้ คาดว่าจะสามารถเพิ่มพิสัยการวิ่งขึ้นไปได้อีก 50% ภายในปี 2024 ทำให้พิสัยการวิ่งได้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 210 ไมล์ (337 กิโลเมตร) โดยจะมีการพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนรูปทรงของเคสคาร์บอนไฟเบอร์สำหรับเซลล์เชื้อเพลิง และโมดูลแบตเตอรี่แบบใหม่นั้น คาดว่าจะทำให้น้ำหนักที่มีความแตกต่างกันระหว่างรถรุ่น e-Mono และรถรุ่น Mono-R ลดลงเหลือแค่ประมาณ 100 กิโลกรัมเท่านั้น

