Ferrari 250 California ไม่ใช่เพียงรถสปอร์ตทั่วไป แต่เป็นความเร็วจากยุค 50s ที่ยังคงแล่นอยู่ในใจนักขับ ที่สร้างมูลค่ามหาศาลในลานประมูล
หากเปรียบรถคลาสสิกสักคันให้เป็นเหมือนตัวละครที่ยังมีตัวตนในโลกของความเร็ว แน่นอนว่า Ferrari ยังเป็นตัวละครหลัก และรุ่นที่นักสะสมยังคงไล่ล่ามากที่สุด นั่นคือ Ferrari 250 California เพราะครอบครองเพียงคันเดียวก็สัมผัสได้ทั้งความหรูหรา ความไว และดีไซน์ที่ยังชวนสะดุดตาทุกครั้งที่พบเห็น
รถคันนี้ถูกผลิตขึ้นในช่วงปลายยุค 1950 เพื่อรุกตลาดในสหรัฐอเมริกา ที่ผู้คนกำลังอินกับกระแสความนิยมรถเปิดประทุนเป็นอย่างมาก
แล้วทำไมถึงต้องชื่อ California? หากย้อนไปในช่วงนั้น Ferrari ได้รับความนิยมในแถบชายฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มักจะพบเศรษฐีชาวอเมริกันอาศัยอยู่ ซึ่งทำให้เกิดเป็นภาพจำผู้คนริมชายหาดที่มีไลฟ์สไตล์ชีวิตสุดหรูหรา และนั่นก็เป็นภาพฝันของ Ferrari ที่อยากจะให้ผู้คนได้สัมผัสความรู้สึกนั้น และก็ทำมันได้สำเร็จ
หัวใจของ 250 California คือเครื่องยนต์ V12 Colombo ความจุ 3.0 ลิตร และรถรุ่นนี้สามารถใช้แข่งในสนามได้จริง แต่ในขณะเดียวกันก็เหมาะกับการขับเล่นบนถนนได้อย่างมีสไตล์
สิ่งที่ทำให้ 250 California พิเศษไปยิ่งกว่านั้น คือการผลิตจำนวนน้อยมาก ในรุ่นฐานล้อยาว (LWB) ผลิต 50 คัน และฐานล้อสั้น (SWB) ผลิต 56 คัน รวมกันทั้งสิ้น 106 คันทั่วโลก จึงยิ่งทำให้รถคันนี้กลายเป็นของหายากที่ใครก็อยากครอบครองมากขึ้นไปอีก
ในแวดวงการประมูลรถคลาสสิกรุ่นนี้ ยังเคยสร้างความตกตะลึงให้เหล่านักสะสม ด้วยราคาที่สูงลิ่วกว่าจาก Ferrari 250 GT SWB California Spider Competizione ที่ขายได้ในราคา 25,305,000 ดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นสถิติโลกรถที่มีมูลค่ามากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในงานประมูล 2025 Pebble beach auctions โดย Gooding Christie’s และในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ Ferrari 250 GT SWB California Spyder ยังเคยถูกประมูลในงาน RM Sotheby’s ที่ปารีส ด้วยราคากว่า 18.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ความงามสุดคลาสสิกนี้ ยังเคยไปปรากฏอยู่ในฉากของภาพยนตร์ Ferris Bueller’s Day Off แต่เพราะด้วยความหายากและราคาอันสูงลิ่ว ทำให้ผู้สร้างหนังยังไม่สามารถนำรถคันนี้มาไว้ในฉากจริงได้ และทำได้เพียงนำรถจำลองที่ประกอบร่างและใส่รายละเอียดด้วยฝีมือสุดประณีตเพื่อให้สมจริงที่สุด
นับว่าดีไซน์และราคาที่สูงไปตามเวลาที่เลยผ่าน ทำให้รถรุ่นนี้ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะเท่านั้น แต่คือชื่อเสียงของ Ferrari ที่ถูกรวมไว้ในคันเดียว และยากที่จะบอกเลียนแบบได้
เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักกับสุดยอดแบรนด์รถยนต์สุดหรูอย่าง Aston Martin กันดีอยู่แล้ว นอกจากนี้เรายังรู้จัก และเห็นความงามของ Aston Martin มากขึ้นไปอีกในภาพยนตร์ดังอย่าง 007 ซึ่งตัวเอกของเรื่อง Jame Bond ก็ใช้รถ Aston Martin เป็นรถประจำตัวมาแทบจะทุกภาค อย่างในภาคล่าสุดก็ได้ Aston Martin DB10 ที่ออกมาวาดลวดลายโชว์ความหรูหรา และทรงพลังกันให้เห็นกันจนเต็มตาม แต่ DB10 ที่ว่าเจ๋งแล้วจะกลายเป็นเด็กน้อยไปในทันที ถ้าคุณได้เห็น Aston Martin DB11 โฉมใหม่ล่าสุดคันนี้

เรื่องราวของ Aston Martin ที่มีจุดเริ่มต้นจากผู้ชายเพียง 2 คน กลายมาเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นที่สุดแบรนด์นึงของโลก ประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะมีใครทำตามได้ รถคันนึงที่สามารถตอบโจทย์ของคุณได้ทุกข้อทั้ง ความแรง ความสวยงาม ความหรูหรา และจิตวิญญาณในความเป็น Aston Martin

เส้นสายที่สวยงาม อันเป็นเอกลักษณ์อันโดนเด่นของ Aston Martin ที่มีการออกแบบได้อย่างลงตัว ทำให้ Aston Martin กลายเป็นรถที่ใครต่อใครอยากที่จะครอบครองกันทั้งนั้น และในครั้งนี้ Aston Martin ได้เปิดตัว New Aston Martin DB11 ออกมาให้เห็นโฉมหน้ากันแบบเต็มๆ โดยผู้ที่คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ต่างพูดถึง DB11 เป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือ “a new design era” หรือ “ยุคของการออกแบบใหม่” อย่างแท้จริง

ตั้งแต่ หลังคา ที่ออกแบบได้อย่างน่าทึ่ง ไล่ลงมาจนถึง กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และด้านท้ายที่น่าหลงไหลมากกว่าเดิม เพิ่มลูกเล่นอย่าง สปอยเลอร์ สวยดุดัน และช่วยเรื่องของการผ่านของลม เพื่อให้รถมีความมั่นคงในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงที่มีชื่อว่า Areroblade Design

ตัวถังด้านบนทั้งหมดผลิตจาก Aluminum ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งทนทาน สอดประสานกับพลังจากเครื่องยนต์ V12 5.2 ลิตร Twin-Turbocharged ที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อน โดย DB11 สามารถเค้นแรงม้าสูงสุดได้ทั้งหมด 600 แรงม้า และให้แรงบิดถึง 516 ปอนด์/ฟุต ระบบเกียร์อัตโนมัติ ZF 8speed ที่ตอบสนองได้อย่างว่องไว ทำให้ Aston Martin DB11 คันนี้สามารถทำความเร็วจาก 0-100 ได้ภายใน 3.9 วินาที ในแบบกระชากวิญญาณ และสิ่งสำคัญที่เรียกว่าน่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับ DB11 คันนี้ก็คือ เครื่องยนต์ที่สามารถปรับเปลี่ยนอัตราการใช้พลังงานเชื้อเพลิงให้ลดลงเป็น 2.6 ลิตร ได้ ถ้าหากคุณไม่ได้ต้องการการขับขี่ที่รุนแรง และเร้าใจมากนัก อย่างเช่นในเมือง แต่เมื่อคุณต้องการใช้ความเร็วเมื่อไหร่ เครื่องยนต์ก็จะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มกำลังการขับเคลื่อนให้รถทะยานไปข้างหน้าอย่างดุดัน และปรับอัตราการเผาไหม้ให้กลับมาอยู่ที่ 5.2 ลิตรเป็นเต็มๆ

ภายในห้องโดยสารก็มีการออกแบบใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกันกับ DB รุ่นอื่นๆ ก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ารายละเอียด และความหรูหราตามสไตล์ Aston Martin แท้ๆ ยังคงอยู่อย่างครบถ้วน เครื่องเสียงชั้นยอดจาก B&O car audio ที่จะเพิ่มความสุนทรีย์ในการขับขี่ของคุณมีอรรถรสมากยิ่งขึ้นในทุกการเดินทาง

Aston Martin DB11 คันนี้มีการเคาะราคาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $211,995 แต่ถ้าเข้ามาประเทศไทยเมื่อไหร่คงไปไกลกว่านี้พอสมควรเลยทีเดียว สำหรับใครที่มีความชื่นชอบในรถยนต์ค่ายนี้อยู่แล้วเป็นทุนเดิม คงจะต้องกำลังใจสั่นกันอยู่แน่นอน
ทุกวันนี้ชื่อสำนัก Top Secret ของ Smokey Nagata คงไม่แปลกหูสำหรับคนไทย เพราะบ้านเรามีร่างทองของทีมคุณเบียร์ ใบหยก เกือบจะครบตำนาน ไม่ว่าจะเป็น S15, GT-R รวมถึง Supra แต่วันนี้เราจะมาโฟกัสที่รถที่อาจจะบ้าที่สุดของเขา: Top Secret Supra V12

ในโลกของ 2JZ ที่ใครก็ใช้กัน มีไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าดึงหัวใจมันออก แล้วใส่ V12 ลงไปแทน Smokey วางเครื่อง 1GZ-FE V12 จาก Toyota Century ยัด Twin Turbo HKS GT2835 สองลูกเข้าไปเต็มข้อ พ่วงกับ Getrag 6-speed จับคู่คลัตช์ ORC พร้อม LSD ระบบ dry-sump และ ECU จาก HKS F-Con ช่วยควบคุมทุกอย่างแบบแม่นยำ
ตัวถังของ Supra คันนี้ถูกปรับให้กว้างขึ้น มาพร้อม aero เต็มสูตร หม้อน้ำย้ายไปไว้ด้านหลังเพื่อการจัดวางที่มีประสิทธิภาพในห้องเครื่อง ท่อไอดีแยกแต่ละสูบ ทำให้ตอบสนองคันเร่งเร็วจัดจ้าน เสียงที่ออกมาจึงเร้าใจในแบบที่ V12 เท่านั้นให้ได้
ความเร็ว 0-100 กม./ชม. ไม่ได้มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่ท็อปสปีดถูกบันทึกไว้ที่ 358.22 กม./ชม. บนสนาม Nardò Ring ในอิตาลี ปี 2008 ซึ่งน่าจะเพียงพอแล้วที่จะบอกว่า Supra V12 คันนี้แรงจริง
Top Secret Supra V12 คันเดียวที่ Smokey Nagata สร้างขึ้นมา ถูกนำออกประมูลในญี่ปุ่นช่วงปี 2017–2018 โดยราคาสุดท้ายที่ขายอยู่ราว 9,000,000 เยน หรือประมาณ 80,000–90,000 USD
(ราว 2.8–3.2 ล้านบาท ณ เวลานั้น) ราคาอาจจะไม่ได้สูงมาก หากเทียบกับ Supra ใน Fast & Furious ที่ประมูลไปด้วยค่าตัวถึง $550,000
สำหรับใครที่ยังไม่พอใจแค่นี้ รอไปตอนหน้า เพราะ Top Secret ยังมี Fairlady Z VQ twin turbo, GT-R ที่ถูกสร้างมาเพื่อข้ามยุโรป, หรือแม้แต่ Supra Hybrid V8 ที่ยังไม่เคยเล่าแบบนี้ที่ไหนมาก่อน






