Alpine เป็นอีกหนึ่งค่ายรถยนต์ที่ได้สร้างตำนานในการแข่งขันรถยนต์ทางฝุ่นหรือแรลลี่ พร้อมคว้าชัยชนะในการแข่งขันที่ ซานเรโม่ ประเทศอิตาลี เมื่อปี 1970,1971 และ 1973 ด้วยรถ Alpine A110
ปัจจุบันทางแบรนด์ต้องการสืบทอดรถแข่งระดับตำนานด้วยการเปิดตัวรถยนต์ Alpine A110 San Remo 73 รุ่นพิเศษ ที่นำโฉมปัจจุบันมาปรับลุคให้เหมือนกับรถที่ใช้ในการแข่งขันเมื่อปี 1973 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปี
แน่นอนว่ารถคันนี้มาพร้อมกับสีฟ้า Caddy Blue อันโดดเด่น สะดุดตาด้วยหลังคาคาร์บอนสีแดง ลวดลายกราฟิกบริเวณด้านข้างตัวรถและฝากระโปรง ที่กันชนหลังมีสัญลักษณ์ “San Remo 73” สีแดงเพื่อบ่งบอกว่านี่คือรถรุ่นพิเศษ
ภายในของรถตกแต่งด้วยเบาะทรงสปอร์ต ติดตั้งโรลบาร์ให้อารมณ์แบบรถแข่ง เข็มขัดนิรภัยปักลาย “World Champion 73” แต่ยังคงความสบายและอุปกรณ์มาตรฐานตามรถสมัยใหม่ทั้งเซ็นเซอร์จอดรถหน้าและหลัง กล้องถอยหลัง
ADVERTISEMENT
แน่นอนว่าขุมพลังของ Alpine A110 San Remo 73 ยังคงใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ 1.8 ลิตรเทอร์โบ กำลังสูงสุด 296 แรงม้า พร้อมระบบเบรกประสิทธิภาพสูงและท่อไอเสียแบบสปอร์ต ซึ่งรถรุ่นพิเศษนี้จะผลิตออกมาเพียงแค่ 200 คันเท่านั้น จำหน่ายแล้วในประเทศฝรั่งเศส ราคา 89,000 ยูโร หรือประมาณ 3.2 ล้านบาท
นับเป็นการสานต่อรถแข่งแรลลี่ระดับตำนานรุ่นที่ 2 แล้ว โดยก่อนหน้านี้ทาง Alpine ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่น A110 Tour de Corse 75 ตำนานหมายเลข 7 ที่เข้าแข่งขันรายการ Tour de Corse ปี 1975 ผลิตเพียง 150 คันทั่วโลก
Alpine A110 San Remo 73 รุ่นพิเศษในโอกาส 50 ปีที่ชนะการแข่งแรลลี
By บรรณาธิการ
March 24, 2023
707
0
Share:

แม้ Alpine กำลังพัฒนารถไฟฟ้าของตนเองอยู่ แต่ผู้ผลิตรถสปอร์ตฝรั่งเศสรายนี้ก็ยังขยันนำเอารถรุ่น A110 ที่ขายอยู่ของตนมาทำเป็นรุ่นพิเศษผลิตจำกัด โดยรถรุ่นพิเศษที่เพิ่งส่งออกมาคือ A110 San Remo 73 ในโอกาสกาส 50 ปีที่ชนะการแข่งแรลลีซานรีโม ซึ่งเป็นการชนะเวิร์ลด์แรลลีแชมเปียนชิพในฐานะทีมผู้ผลิตเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเมื่อปี 1973

Alpine A110 San Remo 73 มาในแนวทางเดียวกับA110 Tour de Corse 75 รถรุ่นพิเศษที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว โดยรถที่แต่งพิเศษเพื่อแสดงถึงการสืบทอดประวัติศาสตร์ด้านมอเตอร์สปอร์ตของบริษัทเหมือนกัน และตัวเลขในชื่อรถก็มาจากปีในอดีตเหมือนกัน

รถแต่งพิเศษรุ่นใหม่มีภายนอกเป็นเฉดสีฟ้า Caddy Blue พร้อมเพิ่มความโดดเด่นด้วยเสาของรถสีดำ และหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์สีแดง นอกจากนี้ยังมีลายกราฟฟิกสีดำ–ขาวพร้อมชื่อรุ่นพิเศษสีแดงทั้งที่ฝากระโปรงหน้า ประตู และกันชนหลังของรถ ปิดท้ายความพิเศษด้วยล้ออัลลอยลาย Grand Prix ขนาด 18 นิ้วสีขาวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งแรลลี พร้อมมีคาลิเปอร์เบรก Anthracite จาก Brenbo อยู่ด้านหลัง



ห้องโดยสารของรถเน้นการใช้ไมโครไฟเบอร์เดินด้ายสีเทา รวมทั้งมีเบาะบั๊กเก็จซีตชิ้นเดียวจาก Sabelt Racing ปักโลโก้ 73 World Champion ที่พนักพิงหลังและมีเข็มขัดนิรภัย 6 จุดสำหรับรถแข่ง ส่วนที่แผงประตูรถมีการแต่งด้วยแถบกราฟฟิกสีดำ-ขาวเหมือนภายนอก รวมไปถึงมีแป้นเหยียบสปอร์ตสำหรับผู้ขับ ที่วางเท้าอลูมิเนียมสำหรับผู้โดยสาร และพรมปูพื้นพิเศษเฉพาะรุ่น


อย่างไรก็ตาม แม้รถจะนำแนวทางการแต่งมาจากมอเตอร์สปอ์ต แต่ก็มาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มความสะดวกและความรื่นรมณ์ในการขับอย่างเซ็นเซอร์หน้า-หลังสำหรับจอดรถ กล้องมองหลัง และระบบเสียง Focal Audio และแน่นอนว่ามีป้ายระบุหมายเลขการผลิตของรถเพื่อบ่งบอกถึงการเป็นรถรุ่นพิเศษผลิตจำกัด

ขุมกำลังของรถยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 1.8 ลิตร เทอร์โบเหมือนกับรถรุ่นมาตรฐาน ทำให้มีกำลังขับเคลื่อน 300 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุด 340 นิวตัน-เมตร สำหรับจำนวนการผลิตของรถสปอร์ตรุ่นพิเศษอยู่ที่ 200 คัน ส่วนราคาอยู่ที่ 89,000 ยูโร
เรื่อง : กองบรรณาธิการ
เรียบเรียงข้อมูลโดย GRANDPRIX ONLINE
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานยนต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th
