LOTUS DRIVING EXPERIENCE กับประสบการณ์ขับขี่เร้าใจ ครบทั้ง 3 รุ่น
September 6, 2024
335
0
Share:
LOTUS DRIVING EXPERIENCE ครั้งแรกกับประสบการณ์ขับขี่เร้าใจ ครบทั้ง 3 รุ่น ตามแบบฉบับของ LOTUS ในงาน HYPER DRIVE โดดเด่นด้วยยนตรกรรม สัมผัสความโฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ต มอบอรรถรสอันเป็นเอกลักษณ์
LOTUS CARS THAILAND จัดงาน HYPER DRIVE – LOTUS DRIVING EXPERIENCE ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสถึงประสบการณ์ขับขี่ตามแบบฉบับของ LOTUS อย่างแท้จริง สะท้อน DNA ของแบรนด์รถสปอร์ตในตำนาน Formula 1 จนถึงปัจจุบันกว่า 76 ปี

ด้วยประสบการณ์ยาวนานและแข็งแกร่งด้วยพละกำลังเครื่องยนต์ที่มอบอรรถรสการขับขี่ที่เร้าใจ สปอร์ต ทั้งสมรรถนะความเร็ว และเอกลักษณ์โดดเด่นของรถที่เน้นออกแบบเรื่อง Aerodynamic มาโดยเฉพาะ เป็นจุดยืนของแบรนด์ LOTUS ที่ต้องการสะท้อนคาแรกเตอร์ผ่านงานดีไซน์อย่างปราณีตมาตั้งแต่รถยนต์รุ่นสันดาปจนมาถึงรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน
ภายในงาน HYPER DRIVE – LOTUS DRIVING EXPERIENCE ครั้งนี้ เพื่อให้ได้สัมผัสสมรรถนะอันยอดเยี่ยมแห่งที่สุดยนตรกรรมทั้ง 3 รุ่น Flagship
นำโดย LOTUS EMIRA FIRST EDITION ถือเป็นการเปิดตัวทดลองขับครั้งแรกในงานนี้ รถสปอร์ตระดับพรีเมียม เครื่องสันดาปรุ่นสุดท้ายของทางโลตัส และรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นล่าสุดที่เข้ามาปรับโฉมและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในยุค New Generation นี้คือ รุ่น LOTUS ELETRE (Hyper-SUV) และ LOTUS EMEYA (Hyper-GT) พร้อมให้ทดสอบอัตราเร่งและพละกำลัง และยังมีจัดกิจกรรมพิเศษ GYMKHANA CHALLENGE ให้ได้สัมผัสอรรถรสการขับขี่อันเร้าใจ

สำหรับเฉพาะรุ่น LOTUS EMIRA FIRST EDITION ซึ่งในงานครั้งนี้ จัดเต็มไปด้วยกิจกรรมการขับขี่ที่เน้นการปฏิบัติจริงในสนามทดสอบให้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ครบทุกรูปแบบ ทั้งสมรรถนะการขับขี่ ฟังก์ชั่นการใช้งาน อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และความสบายสำหรับห้องโดยสาร อันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความสปอร์ตระดับพรีเมียม
โดยในช่วงอบรมและตลอดระยะเวลาการทดลองขับ ทาง LOTUS เตรียมผู้เชี่ยวชาญการขับขี่มากประสบการณ์ นำโดย คุณวุฒินันท์ สภาวสุ (Head Driving Instructor) คอยดูแลและให้คำแนะนำการขับขี่ให้กับผู้เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การทดสอบเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูงสุด

ไฮไลท์ในงานยังมีรถโชว์รุ่น LOTUS EMIRA V6 FIRST EDITION เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร พร้อมกับซูเปอร์ชาร์จเจอร์ Edelbrock 1740 ซึ่งให้กำลังขับเคลื่อนกว่า 400 แรงม้า แรงบิด 430 นิวตันเมตร จัดแสดงอย่างเอ็กคลูซีฟภายในงานครั้งนี้
รายละเอียดรถยนต์ LOTUS ทั้ง 3 รุ่น Flagship ที่นำมาทดลองขับภายในงาน
EMIRA FIRST EDITION สปอร์ตคาร์ระดับพรีเมียม พร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร TURBOCHARGED (1,991 ซีซี) มาด้วยพละกำลัง 360 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ประสิทธิภาพสูงสามารถเร่งกำลังได้ถึง 7,200 รอบ/นาที พร้อมเกียร์ 8-Speed Dual Clutch Transmission (DCT) สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 275 กม./ชม. ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 4.4 วินาทีเท่านั้น

ด้วยจุดเด่นภาพลักษณ์ภายนอก เริ่มต้นจากไฟหน้า LED แนวตั้งเป็นมาตรฐาน แบบ Twin blade ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรถรุ่น “LOTUS EVIJA” ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างรถยนต์ที่ออกแบบอย่างโดดเด่นและปราณีต ส่งต่อเอกลักษณ์มาในรุ่น EMIRA FIRST EDITION โดดเด่นด้วยตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 1,405 กิโลกรัม ขนาดความยาว 4,412 มม. ความกว้าง 1,895 มม. ความสูง 1,225 มม. และฐานล้อ 2,575 มม. อีกทั้งการออกแบบรูปทรงโมเดิร์นด้วยพื้นผิวที่ลื่นไหล

และเส้นลักษณะที่คมชัด ด้วยรายละเอียดทางเทคนิค อีกทั้งฝากระโปรงหน้าที่มีช่องอากาศโดดเด่นสะดุดตา และช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ตัดเข้าไปในด้านท้ายของรถ เพื่อชูโรงเรื่อง Aerodynamic อย่างแท้จริงและมอบอรรถรสขับขี่ที่สปอร์ตจนอยากครอบครอง พร้อมให้เป็นเจ้าของเพียง 3 คัน เท่านั้น เริ่มต้นที่ 10.99 ล้านบาท
ELETRE รถยนต์ไฟฟ้าไฮเปอร์เอสยูวี (Technology & Performance Electric Hyper-SUV)

รุ่นย่อย Eletre R : ให้กำลังสูงสุด 905 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 985 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้ระยะเวลา 2.95 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 265 กม./ชม. วิ่งได้ในระยะทาง 450 KM.(WLTP) ราคาเริ่มต้น 6.89 ล้านบาท
รุ่นย่อย Eletre S : ให้กำลังสูงสุด 603 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 710 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้ระยะเวลา 4.5 วินาที
ทำความเร็วได้สูงสุด 258 กม./ชม. วิ่งได้ในระยะทาง 535 KM. (WLTP) ราคาเริ่มต้น 5.99 ล้านบาท
รุ่นเริ่มต้น : ให้กำลังสูงสุด 603 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 710 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้ระยะเวลา 4.5 วินาที
ทำความเร็วได้สูงสุด 258 กม./ชม. วิ่งได้ในระยะทาง 600 KM. (WLTP) ราคาเริ่มต้น 5.69 ล้านบาท
EMEYA รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตซีดาน (The World’s Fastest Electric Hyper-GT 4 Door with Dual Motor)

รุ่นย่อย Emeya R : ให้กำลังสูงสุด 905 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 985 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้ระยะเวลา 2.78 วินาที
ทำความเร็วได้สูงสุด 256 กม./ชม วิ่งได้ในระยะทาง 485 KM. (WLTP) ราคาเริ่มต้น 6.89 ล้านบาท
รุ่นย่อย Emeya S : ให้กำลังสูงสุด 603 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 710 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้ระยะเวลา 4.15 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 250 กม./ชม ได้ในระยะทาง 540 KM. (WLTP) ราคาเริ่มต้น 5.99 ล้านบาท
รุ่นเริ่มต้น : ให้กำลังสูงสุด 603 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 710 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้ระยะเวลา 4.15 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 250 กม./ชม ได้ในระยะทาง 610 KM. (WLTP) ราคาเริ่มต้น 5.69 ล้านบาท
เรื่อง : ณัฐพล เดชสิงห์
เรียบเรียงข้อมูลโดย GRANDPRIX ONLINE
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานต์ยนต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th
Porsche 718 Spyder RS ใหม่ สปอร์ตเปิดประทุนตัวแรง เปิดตัวเดือนมิ.ย.นี้

โดย Wongsupat
โพสต์เมื่อ 14 May 2566
ระยะเวลากว่า 30 ปีหลังการนำเสนอรถยนต์ต้นแบบ Boxster ปอร์เช่ได้เปิดตัวรถสปอร์ตโรดสเตอร์เครื่องยนต์วางกลางรุ่นยอดนิยม กับปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส ใหม่ เวอร์ชั่นทรงพลังที่สุด ครั้งแรกกับขุมพลังเครื่องยนต์รอบสูงที่ไร้ระบบอัดอากาศ ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากปอร์เช่ 911 GT3 สู่ยนตรกรรมสปอร์ตเครื่องวางกลางเปิดประทุน
Porsche 718 Spyder RS สปอร์ตเปิดประทุนตัวแรง เครื่องยนต์วางกลาง
Porsche 718 Spyder RS ราคา
- ราคาเริ่มต้นที่ 16,500,000 บาท
(มีกำหนดเปิดตัวครั้งแรกของโลกในเดือน มิถุนายน พร้อมวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ ณ โรงงาน Stuttgart-Zuffenhausen และหลังจากนั้นจะถูกนำไปเผยโฉมที่งาน Goodwood Festival of Speed ประเทศอังกฤษ)

ปอร์เช่ ยกระดับสมรรถนะให้รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางสายพันธ์ 718 โดยมุ่งเน้นการออกแบบเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด ปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส ใหม่ คือคู่แฝดของ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส ในเวอร์ชั่นเปิดประทุน นับเป็นครั้งแรกที่นำเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ 6 สูบ แบบไร้ระบบอัดอากาศจาก ปอร์เช่ 911 GT3 ที่ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 500 แรงม้า มาใช้กับรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางเปิดประทุน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รอบสูงและมีน้ำหนักเบา บล็อกเดียวกับรถแข่งตัวแรงอย่างปอร์เช่ 911 GT3 Cup โดยน้ำหนักส่วนเกินได้ถูกรีดออกจนเบาเป็นพิเศษ
และหลังคาประทุนแบบ soft-top ทำงานด้วยระบบกลไกของ ปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส พร้อมเสียงเครื่องยนต์อันดุดันที่มอบประสบการณ์สุดเร้าใจ คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนมาจากท่อไอเสียแบบสปอร์ตสเตนเลสสตีล ที่มีน้ำหนักเบาจากปอร์เช่ และการออกแบบจัดวางตำแหน่งช่องรับอากาศด้านข้าง บริเวณหลังพนักพิงศีรษะ

ขุมพลัง Porsche 718 Spyder RS
ระบบขับเคลื่อนของ ปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส ใหม่ มาในแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์เช่นเดียวกับสปอร์ตคูเป้ ปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส ใช้เครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ 6 สูบ ที่มาพร้อมความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร รอบเครื่องยนต์สูงสุดกว่า 9,000 รอบต่อนาที ให้พละกำลังสูงสุด 500 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ผสานการทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ (PDK) 7 สปีด ที่มีอัตราทดสั้น ส่งผลให้สปอร์ตโรดสเตอร์ 2 ที่นั่ง สามารถรีดสมรรถนะออกมาได้อย่างเต็มพิกัด ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.4 วินาทีเท่านั้น และสามารถทำความเร็ว 200-กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยเวลาเพียง 10.9 วินาที
เมื่อเปรียบเทียบกับ 718 สไปเดอร์ ที่ไม่ใช่รุ่น อาร์เอส รถรุ่นเรือธงลำใหม่ล่าสุดนี้ นอกจากจะมีพละกำลังที่เพิ่มขึ้นถึง 80 แรงม้าแล้ว ยังให้อัตราเร่งออกตัวจนถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วกว่าถึง ครึ่งวินาที ความเร็วสูงสุดเพิ่มแตะระดับ 308 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่รุ่นเดิมทำได้ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส ใหม่ ได้รับการติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่อัจฉริยะ (PDK) เช่นเดียวกับรถสปอร์ต อาร์เอส รุ่นใหม่ ระบบส่งกำลังชุดนี้ทำงานด้วยการเปลี่ยนอัตราทดทั้ง 7 สปีดด้วยความเร็วราวสายฟ้าแลบ และให้ความมั่นใจในสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ระบบเกียร์ Paddle Shift ช่วยให้ทั้งสองมือของผู้ขับขี่สัมผัสกับพวงมาลัยอยู่ตลอดแม้ขณะเปลี่ยนเกียร์แบบ manual ก็ตาม
นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้จากคันเกียร์บริเวณคอนโซลกลาง ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ นอกจากเครื่องยนต์อันทรงพลังแล้ว รถสปอร์ตรุ่นใหม่ยังมีน้ำหนักตัวที่เบาจนสัมผัสได้ถึงสมรรถนะที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน น้ำหนักโดยรวมของ สไปเดอร์ อาร์เอส อยู่ที่ 1,410 กิโลกรัม ซึ่งเบากว่า 718 สไปเดอร์ รุ่นธรรมดาที่ติดตั้งระบบเกียร์ PDK ถึง 40 กิโลกรัม และยังเบากว่า 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส ถึง 5กิโลกรัม สไปเดอร์ อาร์เอส คือตัวแทนของความเหนือระดับรุ่นล่าสุดจากสายพันธ์สปอร์ตเครื่องวางกลางที่มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559

ตัวถังด้านหน้าของ ปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส ใหม่ มีเอกลักษณ์ที่แทบจะไม่แตกต่างจาก 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส ฝากระโปรงหน้ามาตรฐานผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) เพิ่มขนาดของช่องอากาศบนกันชนหน้าให้ใหญ่ขึ้น ครีบดักอากาศ NACA ทั้งสองฝั่ง ทำหน้าที่ระบายความร้อนให้แก่ระบบเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อค่าสัมประสิทธ์แรงเสียดทาน (Coefficient of Drag) อุปกรณ์ Sideblades บริเวณมุมกันชนมีส่วนช่วยในการสร้างแรงกด ลิ้นสปอยเลอร์หน้ามีขนาดสั้นกว่าของ 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส เล็กน้อย ประสานการทำงานกับปีกหลังขนาดใหญ่ สามารถสร้างแรงกดโดยรวมสูงกว่ารุ่น เคย์แมน
และเนื่องจากการตัดสินใจเลือกเพิ่มขนาดของลิ้นสปอยเลอร์เพื่อเสริมความสมดุลย์ให้ระบบอากาศพลศาสตร์แทนการใช้ปีก ส่งผลให้รูปทรงของ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส มีเหลี่ยมมุมที่เฉียบคมในสไตล์ ducktail อุปกรณ์ด้านอากาศพลศาสตร์ทั้งหมดล้วนแล้วแต่ถูกดีไซน์ให้ทำงานร่วมกัน เพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างสมดุลย์ รวมทั้งให้เสถียรภาพสูงสุดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง

หลังคาประทุนดีไซน์เฉียบ Porsche 718 Spyder RS
ปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส ใหม่ ติดตั้งหลังคาประทุน single-layer lightweight soft-top น้ำหนักเบาพิเศษ ควบคุมการทำงานด้วยระบบกลไก แฝงด้วยงานดีไซน์ที่น่าอัศจรรย์ ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนหลัก 2 ชิ้น ได้แก่ แผงบังแดด sun shield และแผ่นกันลม weather deflector อุปกรณ์ทั้งคู่สามารถถอดประกอบได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังสามารถจัดเก็บรวม หรือแยกจากกันเอาไว้ในรถได้อย่างกลมกลืน และยังสามารถเลือกใช้เพียงแค่แผงบังแดด sun shield เพื่อเป็นหลังคาแบบ ‘Bimini top’ สำหรับป้องกันแสงแดดให้แก่ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารได้อีกด้วย
โดยในกรณีนี้พื้นที่ฝั่งผู้โดยสารจะเปิดโล่งไปจนถึงด้านข้างและด้านหลัง และเมื่อใช้งานร่วมกับแผ่นกันลม weather deflector และปิดกระจกประตูจนสนิท จะทำหน้าที่เป็นหลังคาป้องกันน้ำฝนได้อย่างสมบูรณ์แบบ โครงสร้างหลังคา รวมทั้งชิ้นส่วนกลไกมีน้ำหนักเพียง 18.3 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่เบากว่า 718 สไปเดอร์ ถึง 7.6 กิโลกรัม และเบากว่า 718 บ๊อกสเตอร์ ถึง 16.5 กิโลกรัม ผู้ขับขี่สามารถลดน้ำหนักตัวรถลงได้ถึง 8 กิโลกรัมด้วยการถอดหลังคาเก็บไว้ที่บ้าน และขับรถออกไปสัมผัสกับความสดชื่นในวันที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย

ช่วงล่างสปอร์ต Porsche 718 Spyder RS
ระบบช่วงล่างของปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส ใช้ชิ้นส่วนร่วมกับ 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส และ 718 สไปเดอร์ รวมทั้งแนวคิดในการดีไซน์เพื่อรองรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตในทุกเส้นทาง มาพร้อมระบบควบคุมการทำงานของช่วงล่าง Porsche Active Suspension Management (PASM) ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานมากับตัวรถ ซึ่งได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษ โดยลดระดับความสูงลง 30 มิลลิเมตร เสริมด้วยระบบ Porsche Torque Vectoring (PTV) และเฟืองท้าย limited-slip differential รวมทั้ง ball-jointed suspension bearings ดุดันด้วยล้อ forged aluminium ขนาด 20 นิ้ว
คุณลักษณะของระบบช่วงล่าง เน้นไปที่ความเฉียบคมแม่นยำของพวงมาลัย โดยยังคงไว้ซึ่งความปราดเปรียวคล่องตัว และการบังคับควบคุมที่เป็นธรรมชาติที่สุด ความสูงใต้ท้องรถ มุม camber ความกว้างฐานล้อ และเหล็กกันโคลง anti-roll bar สามารถปรับตั้งได้อย่างอิสระ เมื่อเปรียบเทียบกับปอร์เช่ 718 เคย์แมน จีทีโฟร์ อาร์เอส ค่าความแข็งของสปริง และโช้คอัพ ได้รับการปรับแต่งให้ลดลงเพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลผ่อนคลายยิ่งขึ้น โดยการ set-up ตัวรถจะเป็นไปตามบุคลิกเฉพาะตัวของรถเปิดประทุน

ห้องโดยสาร Porsche 718 Spyder RS
อารมณ์สปอร์ตคือสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดไปสู่บรรยากาศภายในห้องโดยสาร โดยมุ่งเน้นการลดฟังก์ชั่นที่ไม่จำเป็น และเพิ่มการใช้งานที่ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ พวงมาลัย RS sports หุ้มด้วยวัสดุ Race-Tex พร้อมมาร์คแถบสีเหลืองที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เบาะนั่ง full bucket seats น้ำหนักเบาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ในลวดลาย carbon- weave รองรับสรีระของผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัว ตัวเบาะหุ้มด้วยหนังแท้สีดำ
ขณะที่ช่วงกลางของเบาะหุ้มด้วยวัสดุ Race-Tex ที่ให้ความแตกต่างของเฉดสีพื้นหลัง ซึ่งเลือกได้ทั้งสีเทา Arctic Grey หรือสีแดง Carmine Red ตราสัญลักษณ์ ‘Spyder RS’ ประทับบนหมอนรองศีรษะด้วยสีเดียวกับตัวเบาะ แผงคอนโซล และชิ้นงานตกแต่งภายในหุ้มด้วยหนังแท้ ทั้งนี้สามารถเลือกสีตัวถังภายนอกได้หลากหลาย ตั้งแต่สีปกติ 4 สี, สีเมทาลิก 3 สี รวมทั้งสีใหม่ล่าสุด Vanadium Grey Metallic และสีพิเศษ Arctic Grey, Shark Blue และ Ruby Star Neo อีกด้วย

ชุดแต่ง Weissach Package และนาฬิกา chronograph รุ่นพิเศษเข้าคู่กับตัวรถ
สามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์ชุดแต่งพิเศษ Weissach Package ให้กับ ปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส เพื่อลดน้ำหนักรวมของตัวรถให้เบาลงได้อีก ทั้งชุดแต่งจากล้อ forged magnesium ซึ่งสามารถสั่งเพิ่มเติมในกรณีที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด ปลายท่อไอเสียสปอร์ตผลิตจากวัสดุ titanium ได้ภาพลักษณ์ที่มาจากรับแรงบันดาลใจของปอร์เช่ 935 limited-edition ในปี 2561 เสริมความโดดเด่นภายในห้องโดยสารที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนจาก anti-glare Race-Tex วัสดุหุ้มแผงคอนโซลหน้า ที่มีคุณสมบัติลดแสงสะท้อน
พิเศษสุดเฉพาะผู้ที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส สามารถสั่งซื้อนาฬิกา chronograph จาก Porsche Design ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือคุณภาพสูงผลิตภายใต้การดูแลของปอร์เช่ จากโรงงาน Solothurn ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ออกแบบดีไซน์ให้เข้าคู่กับรูปแบบการตกแต่งตัวรถ ตัวเรือนนาฬิกาน้ำหนักเบาผลิตจากวัสดุ titani-um แผงหน้าปัทม์ผลิตจากวัสดุ carbon และสายรัดข้อมือตัดเย็บจากหนังแท้แบบที่ใช้ในห้องโดยสาร ชุด rotor บนฝาหลังสะท้อนภาพของลวดลายอันโดดเด่นที่ปรากฎบนล้ออัลลอยด์ของปอร์เช่ 718 สไปเดอร์ อาร์เอส


อัปเดตข่าวรถยนต์ ดูรีวิวรถยนต์ รีวิวรถมอเตอร์ไซค์ ทุกยี่ห้อ โดยทีมงานมืออาชีพ เช็คราคา ตารางผ่อน พร้อมเกาะติดข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV ไปกับ Autospinn.com
ซื้อขายรถมือสอง ทุกรุ่น ทุกแบบ ทั้งรถเก๋งมือสอง รถตู้มือสอง รถกระบะมือสอง ราคาดี ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก คุณภาพพร้อมใช้งาน ดูรายละเอียด และราคารถมือสองได้ที่ ตลาดรถ One2car
![[ครบชุด] T1510012 สะใภ เล นของ Ep.2](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/10/image-627.png)
![[ครบชุด] T1510012 สะใภ เล นของ Ep.2](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/10/image-628.png)