กลายเป็นกระแสฮือฮา ที่เหล่าแฟนคลับไฮเพอร์คาร์ในไทยต้องขนลุก เมื่อได้เห็น Bugatti Chiron Sport “110 ANS Bugatti” ซึ่งถือเป็นรุ่น Limited Edition ฉลองวาระครบรอบ 110 ปี ของการก่อตั้งแบรนด์ ที่ถูกผลิตจำนวนจำกัดเพียง 20 คันทั่วโลก และราคาคาดการณ์ว่าจะสูงกว่า 300 ล้านบาท โผล่วิ่งบนถนนในประเทศไทย !










หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2019 ที่ผู้ผลิตรถสปอร์ทเมืองน้ำหอม ซึ่งเริ่มกิจการตั้งแต่เมื่อปี 1909 ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 110 ปี ด้วยรถโมเดลพิเศษ คือ Bugatti Chiron Sport “110 ANS Bugatti” ซึ่งจะผลิตเพียง 20 คัน รถคันนี้ ไม่ใช่รถที่ออกแบบ/พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งคัน แต่เป็นการนำรถที่มีอยู่ก่อนแล้วในสายการผลิตอย่าง Bugatti Chiron Sport ซึ่งเปิดตัวที่งานมหกรรมยานยนต์เจนีวา ครั้งที่ 88 เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2018 มาแต่งเติมเสริมสิ่งพิเศษ และสิ่งพิเศษที่ว่านี้ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองวาระ 110 ปีเท่านั้น หากยังเป็นการเชิดชูประเทศฝรั่งเศสอันเป็นแผ่นดินเกิดอีกต่างหาก ด้วยเหตุดังกล่าว ทั้งภายนอก และภายในของรถรุ่นพิเศษนี้ จึงเต็มไปด้วย “LE BLEU-BLANC-ROUGE” หรือ “สีฟ้า-สีขาว-สีแดง” อันเป็นสีธงชาติของประเทศนี้ สีฟ้า ซึ่งหมายถึง เสรีภาพ สีขาว ซึ่งหมายถึง ความเสมอภาค และสีแดง ซึ่งหมายถึง ภราดรภาพนั่นเอง เมื่อมองจากภายนอก สีเหล่านี้ปรากฏชัดในหลายจุด ทั้งส่วนหน้า และส่วนท้ายของตัวรถ รวมทั้งบนกระจกมองข้างอย่างที่เห็นในภาพประกอบ ส่วนภายในห้องโดยสารก็เห็นได้ทั้งบนพนักพิงของเก้าอี้ทั้ง 2 ตัว บนที่รองรับศีรษะ และบนพวงมาลัยหุ้มหนังแท้ ด้านกลไกการขับเคลื่อนไม่มีการแตะต้องอะไร ตัวถังยาว 4.544 ม. กว้าง 2.038 ม. และสูง 1.212 ม. ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซิน DOHC ดับเบิลยู 16 สูบ 7,993 ซีซี ติดตั้งเทอร์โบชาร์เจอร์ 4 ชุด ให้กำลังสูงสุด 1,103 กิโลวัตต์/1,500 แรงม้า และถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 7 จังหวะ ตัวเลขสมรรถนะอัตราเร่งความเร็วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาไม่ถึง 2.4 วินาที ความเร็ว 200 กม./ชม. ทำได้ใน 6.1 วินาที 300 กม./ชม. ทำได้ใน 13.1 วินาที และ 400 กม./ชม. ก็ทำได้ในเวลาแค่ 32.6 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดเห็นตัวเลขแล้วหนาว คือ 420 กม./ชม. ส่วนรถ Bugatti Chiron Sport “110 ANS Bugatti” ที่เห็นในประเทศไทยนั้น พบว่าเป็นรถทะเบียนกัมพูชา ซึ่งเป็นของนักธุรกิจหนุ่ม บุตรชายนักการเมืองของประเทศกัมพูชานั่นเอง ข้อมูลเพิ่มเติม – Bugatti และ Rimac Automobili ผนึกกำลังทางธุรกิจ – BUGATTI CHIRON PUR SPORT รถสปอร์ทไฮเพอร์คาร์ แค่กะพริบตาก็หายตัว – BUGATTI CHIRON SUPER SPORT สุดยอดไฮเพอร์คาร์…ทั้งเร็วทั้งแรง และค่าตัวแพงสุดๆ

Pagani Zonda Cinque Roadster แรงแพงและเปิดประทุน
เผยแพร่: 22 ก.ค. 2552 08:55 โดย: MGR Online
ความเร้าใจระลอกที่ 2 จากค่ายปากานี่ ผู้ผลิตรถสปอร์ตจากอิตาลีถูกส่งออกมาสู่ตลาดอีกครั้ง และคราวนี้เป็นการสานต่อโปรเจ็กต์สุดระห่ำอย่าง Cinque ด้วยเวอร์ชันเปิดประทุนที่จะเข้ามาขายด้วยราคากระชากใจตามสไตล์ซูเปอร์คาร์ในกลุ่ม Niche market โดยมีการผลิตออกมาด้วยจำนวน 5 คันตามชื่อรุ่นในปีที่แล้ว ปากานี่เปิดตัวซอนด้า Cinque (ซึ่งเป็นภาษาอิตาลีที่มีความหมายว่า 5) กับตัวถังคูเป้แบบ 2 ที่นั่งเครื่องยนต์วางกลาง และเรียกความฮือฮาได้ไม่น้อยกับค่าตัวที่แพงในระดับเกิน 1 ล้านยูโร ส่วนรุ่นใหม่นี้ก็ทำได้ไม่แพ้กัน เพราะเป็นเวอร์ชันเปิดประทุนที่มากับค่าตัวแพงถึง 1.3 ล้านยูโร หรือ 58.5 ล้านบาท
ตัวรถแชร์พื้นฐานร่วมกับรุ่นคูเป้ แต่ที่ต่างออกไปคือ ไม่มีแผ่นหลังคาคลุมหัว ซึ่งโครงสร้างตัวถังที่ผลิตจากวัสดุไฮเอนด์อย่างคาร์บอน-ไททาเนียมต้องได้รับการออกแบบใหม่เพื่อความแข็งแกร่งที่ต้องมีมากขึ้นเนื่องจากไม่มีหลังคาเหมือนกับรุ่นคูเป้
ด้วยการเลือกใช้วัสดุชั้นเยี่ยมที่ทั้งทนและเบาในการผลิตชิ้นส่วนตัวถังและชิ้นส่วนอื่นๆ ของตัวรถ ทำให้สปอร์ตรุ่นนี้มีน้ำหนักเบาเพียง 1,210 กิโลกรัม และมีการกระจายน้ำหนักระหว่างด้านหน้าและหลังในอัตราส่วน 47-53% และชิ้นส่วนบนตัวถังถูกออกแบบเพื่อสร้างแรงกดในขณะแล่นด้วยความเร็วสูง โดยเมื่ออยู่ในระดับ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมงจะมีแรงกดเกิดขึ้นบนตัวถัง 750 กิโลกรัม
นอกจากนั้น ยังเสริมสวยด้วยล้อแม็กด้าหน้าขนาด 9X19 นิ้วกับยาง 255/35ZR19 และด้านหลัง 12.5X20 นิ้วกับยาง 355/30ZR20 ซึ่งเมื่อใช้ยางแบบธรรมดาสำหรับการใช้งานบนถนน ตัวรถสามารถทำแรง G ทางด้านข้างได้สูงสุด 1.45G
แน่นอนว่าเครื่องยนต์ที่วางอยู่ด้านหลังของห้องโดยสารยังเป็นขุมพลังของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ทาง AMG รับหน้าที่เพิ่มเรี่ยวแรง โดยเป็นบล็อกวี12 ที่มีความจุ 7,300 ซีซี รีดกำลังออกมาได้ 680 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 79.5 กก.-ม. ส่งกำลังสู่ล้อหลังด้วยเกียร์แบบ 6 จังหวะคลัตช์ไฟฟ้าเปลี่ยนเกียร์ในแบบ +/- หรือซีเควนเชี่ยล มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 3.4 วินาที และ 9.6 วินาทีสำหรับ 0-200 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ส่วนระบบเบรกเป็นแบบคาร์บอนเซรามิกด้านหน้าและหลังมีขนาด 380 มิลลิเมตรเท่ากัน แต่คาลิเปอร์เป็นแบบ 6 กับ 4 ลูกสูบ ซึ่งทำให้ระยะเบรกมีประสิทธิภาพมากขึ้น กดเบรกจากความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงจนหยุดสนิทด้วยเวลาเพียง 2.1 วินาที และ 4.3 วินาทีเมื่อแล่นมาด้วยความเร็ว 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง
5 คันเท่านั้นที่รอให้เป็นเจ้าของ ใครมีเงินสำหรับเฉพาะค่าตัวครบตามจำนวนข้างบน (ไม่รวมภาษีนำเข้าในบ้านเรา) ก็รีบติดต่อไปให้ไว เดี๋ยวจะหมดกันเสียก่อน

