Automobilli Pininfarina เผยโฉม Battitsta Targamerica รถคันแรกที่ถูกผลิตในแบบ Coachbuilt เป็นพิเศษเพียงคันเดียวออกมา ซึ่งเป็นรถเปิดประทุนในสไตล์ Targa ที่ใช้พื้นฐานจาก Battista โดยนอกจากไม่มีหลังคาเพื่อเปิดให้ห้องโดยสารรับอากาศภายนอกแล้ว ยังมีรายละเอียดทั้งภายนอกและภายในเป็นพิเศษตามความต้องการของเจ้าของรถด้วย

Pininfarina Battista Targamerica เป็นรถที่เจ้าของสั่งผลิตตั้งแต่งาน Monterey Car Week 2023 ปีที่แล้ว แต่เพิ่งมีการส่งมอบรถที่สหรัฐอเมริกาในปีนี้ให้กับเจ้าของซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักสะสมรถและมี Battistaรุ่นปกติอยู่แล้ว โดยทางผู้ผลิตระบุว่ารถที่ผลิตเพียงคันเดียวนี้มีหลายส่วนที่แต่งตามความต้องการของลูกค้าโดยอ้างอิงมาจากชีวิตและความสำเร็จของเขา

แน่นอนว่าจุดแตกต่างหลักของรถเปิดประทุนที่ผลิตเพียงคันเดียวกับรถรุ่นปกติคือการไม่มีหลังคา แต่นอกจากนี้แล้วยังมีการออกแบบในส่วนท้ายรถใหม่ด้วย โดยภายนอกของรถเป็นสีเงิน Argento Liquido Gloss ร่วมกับการแต่งด้วยสีฟ้า Iconica Blu Gloss โดยนำแนวทางมาจากรถ Ferrari Testarossa Spider ปี 1986 แต่งพิเศษของ Gianni Agnelli นอกจากนี้ยังมีเส้นสีฟ้า Iconica Blu Gloss เขียนด้วยมือใต้ปีกหลังของรถ พร้อมมีล้ออัลอยลาย 5 ก้านที่ทำให้คิดถึงรถ Ferrari ผิว Ceramic-polished โดยมีตรงกลางเป็นอลูมินัมสีดำอโนไดซ์


ห้องโดยสารของรถที่เปิดรับอากาศภายนอกเต็มไปด้วยการใช้หนังสีน้ำตาลตัดกับหนังสีดำที่แผงแดชบอร์ดและพวงมาลัย โดยพนักพิงศรีษะของเบาะปั๊มโลโก้ F และมีแผ่นป้ายผลิตพิเศษระหว่างเบาะ รวมไปถึงทางผู้ผลิตยังทำชุดกระเป๋าเดินทางที่เข้ากับหนังในห้องโดยสารพร้อมปั๊มรูปทรงของรถ นอกจากนี้อีกจุดเด่นในห้องโดยสารคือเคสผลิตจากอลูมิเนียมและกระจกโดยเฉพาะสำหรับใส่ซิการ์ในห้องโดยสาร รวมไปถึงมีไฟสีเข้ากับโหมดการขับที่เลือก

นอกจากปรับการออกแบบบางส่วนของรถใหม่เพื่อให้เข้ากับการไร้หลังคาแล้ว ทางผู้ผลิตยังวิศวกรรมคาร์บอนไฟเบอร์โมโนค็อกใหม่เพื่อให้รับกับตัวถังใหม่ของรถ เพื่อให้รถยังคงมีสมรรถนะเหมือนกับรถที่มีหลังคาปกติโดยไม่ต้องเสริมความแข็งแกร่งจากการไม่มีหลังคา

ขุมพลังของรถเหมือนกับ Battista และ B95 Barchetta ปกติ ที่ใช้ 4 มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวม 1,900 แรงม้า แรงบิด 2,340 นิวตัน-เมตร มีแบตเตอรีความจุ 120 kWh ให้พลังงานไฟฟ้า สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลาไม่ถึง 2 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุด 300 กม./ชม.

รถถูกนำไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ The Quail A Motorsport Gathering ก่อนส่งมอบให้กับเจ้าของรถ ส่วนราคาที่ผู้ซื้อจ่ายสำหรับรถผลิตพิเสษคันเดียวนี้ไม่ถูกเปิดเผยออกมา
อีกไม่นานวงการรถยนต์คงต้องหาคำจำกัดความใหม่ เมื่อคำว่า Sportcar เริ่มธรรมดาเกินไป และคำว่า Hypercar เริ่มถูกใช้กันมากขึ้น และปัจจุบันดูเหมือนกำลังของ Hypercar กำลังถูกท้าทายจากหลายค่ายผู้ผลิตรถยนต์ที่พัฒนาก้าวข้ามกำแพง 0 – 100 km/h ใน 2 วินาที
ล่าสุด Pininfarina, Italian Designer เก่าแก่ตั้งแต่ปี 1928 , จากผู้เชี่ยวชาญด้านออกแบบ Supercar ที่วันนี้ไดัผันตัวมาผลิตสุดยอดรถสปอร์ตของตัวเอง และสถิติที่ทำได้ก็ถือว่าไม่ธรรมดา กลายเป็นรถที่เร็วในอันดับต้น ๆ ของโลก Pininfarina Battista รถพลังงานไฟฟ้าที่พกพละกำลังมามากถึง 1,900 แรงม้า เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงาน Geneva Motor Show ผลิตจำนวนจำกัดแค่ 150 คันเท่านั้น

Pininfarina Battista ใช้ lithium ion battery pack 120 kWh คุณภาพสูงจาก Rimac พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งแยกสู่ล้อทั้ง 4 อย่างอิสระ พร้อมลดน้ำหนักโครงสร้างที่ผลิตจาก carbon-fiber ทั้งคัน และออกแบบโครงสร้างตำแหน่งแบตเตอรี่แบบ T-Shape ซึ่งช่วยในการกระจายน้ำหนักและสร้างจุดศุนย์ถ่วงที่ต่ำ แถมยังช่วยประหยัดพื้นที่ได้มาก ช่วยให้สามารถออกแบบระบบป้องกันให้แข็งแกร่งได้มากกว่าอีกด้วย ผลลัพธ์คือการได้แรงม้ารวมกันมากถึง 1,900 ตัว แรงบิด 1,696 pound-feet ทำความเร็ว 0-100 km/h ได้ภายในไม่ถึง 2 วินาที ความเร็วสูงสุด 350 km/h เรียกว่าไม่แพ้ Rimac C_Two ที่มีแรงม้าและแรงบิดอยู่ในระดับใกล้เคียงกันชนิดคู่คี่สูสี (1,914 horsepower, 1,696 pound-feet, 0-100 km/h in 1.85 seconds) ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งสามารถขับได้ระยะทางไกลถึง 450 km


การออกแบบดูจะเป็นงานถนัดของ Pininfarina อยู่แล้ว ภายนอกจึงดูสวยงามจากการบาลานซ์ทั้งความทันสมัยและความคลาสสิกเข้าไว้ด้วยกัน ด้านหน้าให้อารมณ์คล้าย Ferrari ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะ Pininfarina ออกแบบ Ferrari มาแล้วมากมายหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Tesstarossa, Enzo หรือแม้แต่ F40 ด้านหลังเด่นด้วยไฟ LED เรียวยาวแยกซ้ายขวาที่ทำหน้าที่เป็น active spoiler หลังไปในตัว
Pininfarina Battista คาดว่าจะตั้งราคาขายไว้ที่ราว 84 ล้านบาท ผลิตจำนวนจำกัด 150 คัน แน่นอนว่านักสะสมคงไม่ปล่อยให้ลอยนวล แต่ใครพลาด Battista ไปก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะนี่น่าจะเป็นคันแรกในโปรเจคของ Pininfarina เท่านั้น คาดว่าจะมีโมเดลอื่น ๆ ตามออกมาในอนาคตแน่นอน




