ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) เปิดตัวประกาศราคาจำหน่าย Hyundai IONIQ 5 N แฮทช์แบ็คไฟฟ้า รหัสตัว N รุ่นตัวแรง ที่มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ให้่กำลังมากถึง 641 แรงม้า เสริมความหล่อด้วยชุดแต่งพาร์ทรอบคันที่สะท้อนอารมณ์ความสปอร์ตตามไตล์ของทางแบรนด์ N เคาะราคาจำหน่ายไว้ที่ 3.79 ล้านบาท

สำหรับ IONIQ 5 N ถูกเปิดตัวครั้งแรกที่ในงาน Goodwood Festival of Speed บนเกาะอังกฤษเมื่อช่วงกลางปี 2023 ที่ผ่านมา


ในด้านรูปลักษณ์จะถูกพัฒนาขึ้นจาก IONIQ 5 โดยตัวรถภายนอกจะเสริมภาพลักษณ์ให้ดูคล้ายกับรถแข่งในสนามด้วยชุดแต่งพาร์ทรอบคันที่สะท้อนอารมณ์ความสปอร์ตตามไตล์ของทางแบรนด์ N เริ่มจาก กันชนหน้ามาพร้อมสปลิตเตอร์ พร้อมช่องระบายอากาศแบบแอคทีฟที่ออกแบบใหม่ รวมถึงตกแต่งด้วนเส้นสายสีแดงที่อยู่รอบคันรถที่อยู่บริเวณสปอยเลอร์หน้า สเกิร์ตข้าง และดิวฟิวเซอร์หลังสีดำขนาดใหญ่

ด้านชุดล้อจะเป็นล้ออลูมิเนียมฟอร์จขนาด 21 นิ้ว รัดด้วยยาง Pirelli P Zero ขนาด 275/35 ที่โชว์ชุดคาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าแบบ 4 พอร์ท และคาลิปเปอร์เบรกแบบ 1 พอร์ทที่ด้านหลัง มากับดิสก์เบรกหน้าขนาด 400 มม. (15.7 นิ้ว) แบะดิสก์หลังขนาด 360 มม. (14.1 นิ้ว) ส่งทำให้กลายเป็นชุดเบรกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่ Hyundai เคยผลิตมา

นอกจากนั้นในส่วนของโครงสร้างตัวรถยังได้เพิ่มจุดยึดอีก 42 จุด และเสริมแนวกาวซิลิโคนเพิ่มอีก 2.1 เมตร เพื่อช่วยให้เสริมความแกร่งให้กับในส่วนของตัวถัง พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับคอพวงมาลัย และพัฒนาระบบที่เรียกว่า N Pedal ที่เป็นฟังก์ชันที่คล้ายคลึงกับระบบ i-Pedal ซึ่งระบบนี้จะเป็นซอฟแวร์ในการจัดการเรื่องของน้ำหนัก โดยจะแปรผันตามอัตราแรงเบรก เพื่อสร้างการถ่ายเทน้ำหนักที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าโค้งของรถ และสามารถออกจากโค้ง ด้วยการถ่ายน้ำหนักที่สมดุลราว กับรถแข่งในสนาม

อีกทั้งยังปรับแต่งในส่วนระบบการจายแรงบิดทั้งด้านหน้า และด้านหลัง หรือที่เรียกว่า Torque Distribution system ให้แปรผันได้เต็มถึง 11 ระดับ นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบ N Launch Control ซึ่งมีการตั้งค่าสำหรับระดับการยึดเกาะได้ถึง 3 ระดับ ช่วยให้ตัวรถสามารถออกตัวได้อย่างรวดเร็ว


รวมทั้งยังได้รับการติดตั้งระบบ N Drift Optimizer ซึ่งทำหน้าที่ผสานการกระจายแรงบิดระหว่างล้อหน้ากับล้อหลัง ในระหว่างการดริฟท์ และมาพร้อมกับระบบช่วยเหลืออย่างระบบ Torque Kick Drift ที่จะเป็นระบบช่วยให้ผู้ขับขี่มีความรู้สึกเหมือนกับการใช้คลัตช์บนขุมพลังเครื่องยนต์สันดาปล้วน ๆ ในรถรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง


ในด้านมิติตัวรถของ IONIQ 5 N จะมีขนาดที่ใหญ่ และกว้างกว่ารุ่นมาตรฐาน โดยจะปรับให้กว้างขึ้น 440 มม. ยาวขึ้น 80 มม. แต่ความสูงจะลดลง 20 มม.




ภายในห้องโดยสารจะได้รับพวงมาลัย N ที่ออกแบบใหม่มาพร้อมปุ่ม N Grin Boost, เบาะที่นั่งบัคเก็ตซีทของทาง N, แพดเดิ้ลชิฟเตอร์โลหะที่อยู่หลังพวงมาลัย, แป้นคันเร่งใหม่



สำหรับขุมพลังขับเคลื่อนที่จะเป็นไฮไลท์หลักของ Hyundai IONIQ 5 N จะมากับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวม 448 kW (601 แรงม้า) นอกจากนั้นยังสามารถเปิดโหมด N Grin Boost เพื่อเค้นสมรรถนะเพื่อขึ้นไปถึง 641 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 740 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 260 กม./ชม.

มาพร้อมชุดแบตเตอรี่ที่มีขนาด 84 kWh ชาร์จไฟวิ่งไกลสุด 448 กม. รองรับการชาร์จด่วนกำลังไฟสูงสุด 350kW ใช้ระยะเวลาชาร์จจาก 10 – 80% ใน 18 นาที อีกทั้งยังมาพร้อมระบบรองรับการชาร์จกำลังไฟ 800V รวมทั้งยังมีระบบปรับสภาพแบตเตอรี่ เพื่อให้สอดคล้องกับโหมดในการขับขี่

นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งระบบ N e-shift ซึ่งจะเป็นการจำลองความรู้สึกของการเข้าเกียร์ DCT 8 สปีด ที่ใช้งานในรถยนต์ ICE โดยจะให้ความรู้สึกกระตุกระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งจะทำให้การขับขี่มีความรู้สึกเหมือนกับขับรถในขุมพลังเครื่องยนต์สันดาป

และยังมากับระบบ N Active Sound+ ที่เป็นระบบเสียงสังเคราะห์ มาพร้อมพร้อมลำโพงภายใน 8 ตัว และลำโพงภายนอก 2 ตัว เพื่อจำลองเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ เช่นเสียงของการจุดระเบิด รวมทั้งเลียนแบบเสียงเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร อีกทั้งยังสามารถเลือก ‘Evolution’ ที่ให้เสียงคล้ายกับ RN22e และเลียนแบบเสียง Supersonic ที่เป็นเสียงของเครื่องยนต์เจ็ท ในเครื่องบินขับไส่ได้อีกด้วย

สำหรับ Hyundai IONIQ 5 N 2024 จะถูกผลิตขึ้นที่ในโรงงานประเทศเกาหลีใต้ โดยจะมีเฉดสีภายนอกให้เลือก 10 สี ได้แก่ สีฟ้า Performance Blue, สีดำ Abyss Black Pearl, สีเทา Cyber Grey Metallic, สีขาว Atlas White, สีเทา Ecotronic Grey Pearl, สีแดง Soultronic Orange Pearl, สีฟ้าแมทต์ Performanceแมทต์ Blue Matte, สีทองแมทต์ Gravity Gold Matte, สีเทาแมทต์ Ecotronic Grey Matte และสีขาวแมทต์ Atlas White Matte
Pininfarina Battista Edizione Nino Farina รุ่นพิเศษ จำกัดแค่ 5 คัน
4 Aug 2023






ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ไฮเพอร์คาร์ Pininfarina Battista เปิดตัวครั้งแรกในปี 2562 ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังไฟฟ้าจาก Rimac ครอบทับบอดี Pininfarina เปิดตัวรุ่นสุดท้ายเมื่อปี 2565 และปีนี้ Automobili Pininfarina เปิดตัวรุ่นพิเศษ เพื่อรำลึกถึง Pininfarina ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันรถ F1 ด้วย Pininfarina Battista Edizione Nino Farina เพื่อรำลึกถึง Nino Farina หรือ Emilio Giuseppe Farina ที่เรียกติดปากว่า Giuseppe Antonio “Nino Farina” คือ แรงบันดาลใจของรถรุ่นนี้ เขาเป็นผู้คว้าตำแหน่งแชมพ์โลก F1 คนแรก ในปี 2493 ด้วยรถ Alfa Romeo ทั้งยังรำลึกถึงลุงของเขา Battista Farina ผู้ก่อตั้ง Pininfarina และนำชื่อมาใช้กับไฮเพอร์คาร์คันแรกของ Automobili Pininfarina รูปลักษณ์ Battista Edizione Nino Farina ภายนอก โดดเด่นด้วยสีแดง Rosso Niro, คาดแถบสีขาว Bianco Sestriere, สลับสีน้ำเงิน Iconia Blue, ไล่สีดำจากขอบกระจกล่างถึงหลังคาทั้งชิ้น, อุปกรณ์หลายอย่างขึ้นรูปจากคาร์บอนไฟเบอร์ อาทิ กระจกส่องข้าง, ชิ้นส่วนสร้างแรงกด (Ground effect) และอื่นๆ, ล้อสีทอง และลายกราฟิคหมายเลข 1 ภายในคอคพิท บุด้วยหนังแท้ เบาะคู่หน้าใช้สีต่างกัน ฝั่งคนขับหุ้มเบาะดำ ส่วนฝั่งผู้โดยสารหุ้มสีแทน มีตัวอักษร “Nino Farina” ทั้ง 2 เบาะ, อุปกรณ์ภายในสลับด้วยสีน้ำเงิน และแดงหลายตำแหน่ง, พร้อมแผ่น Plate ติดประตูผลิตขึ้นพิเศษสำหรับรถแต่ละคัน ขุมพลัง Edizione Nino Farina ยังคงเดิม กำลังสูงสุดรวม 1,877 แรงม้า จากมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ขับตรงทุกล้อ ใช้แบทเตอรีความจุ 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ต่ำกว่า 2 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 349 กม./ชม. ถ้าควบคุมคันเร่งดีๆ ทำระยะเดินทางได้ถึง 482 กม./ชาร์จ 1 ครั้ง Automobili Pininfarina ยังไม่แจ้งเรื่องราคา Edizione Nino Farina แต่ Battista รุ่นมาตรฐาน ตั้งไว้ที่ 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 76.97 ล้านบาท) คงจินตนาการยาก ว่าราคารุ่นพิเศษจะไปถึงไหน





