ย้อนไปเมื่อปี 2018 ตั้งแต่เปิดตัวรถต้นแบบ C_Two ตัวเลข 412 กม./ชม. เป็นสิ่งที่พวกเขาตั้งเป้าไว้นานแล้ว จนต้องใช้เวลากว่า 1.6 ล้านชั่วโมง ล่าสุดมันเป็นจริงแล้วกับ Rimac Nevera
ทีมงาน Rimac ได้เริ่มมองหาสนามที่จะใช้ทำท๊อปสปีดแบบยาวๆ ได้ จนมาลงเอยที่สนาม Papenburg track ในเยอรมัน ซึ่งมีทางตรงยาว 4 กม. เพียงพอที่จะทำความเร็วทะลุ 400 กม./ชม.ได้
การวิ่งครั้งนี้ Nevera จะเลือกใช้โหมด Top Speed เพื่อดึงประสิทธิภาพรถสูงสุดออกมา ปรับค่าแอรโรไดนามิกให้สมดุลระหว่างแรงต้านและแรงกดเพื่อความนิ่งในความเร็วสูง ยางเป็น Michelin Cup 2R ที่ใช้บนถนนปกติได้ โดยจะมีทีมช่างเทคนิคตรวจเช็คสภาพยางก่อนลุยจริง ผู้อยู่หลังพวงมาลัยรับหน้าที่โดย Miro Zrnčević หัวหน้าฝ่ายทดสอบและพัฒนาของ Rimac ส่วนเครื่องมือวัดความเร็วจะใช้ V-Box จาก Racelogic ซึ่งวัดค่าโดยใช้ GPS แม่นยำสูง
ถึงแม้ Nevera จะทำท๊อปสปีดได้ 412 กม./ชม. แต่รถที่ส่งมอบให้ลูกค้าทุกคันจะถูกล๊อกท๊อปสปีดไว้เหลือ 352 กม./ชม. ซึ่งก็มากเกินพอ ถ้าเจ้าของรถอยากจะสัมผัสความเร็ว 412 กม./ชม. จะต้องอยู่ในอีเว้นท์พิเศษซึ่งทาง Rimac จัด มีทีมงานคอยดูแลอย่างดี เนื่องจากการวิ่งท๊อปสปีดอย่างต่อเนื่องยางอาจจะรับภาระหนักเกินส่งผลต่อความปลอดภัยได้
Rimac Nevera รีดกำลังได้ 1,914 แรงม้า จากมอเตอร์ไฟฟ้าสี่ตัวที่ทาง Rimac ออกแบบเอง เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 1.85 วินาที และถึง 160 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที
Rimac Nevera มีราคากว่า 2 ล้านยูโร ตีเป็นเงินไทยราว 74 ล้านบาท สร้างเพียง 150 คันเท่านั้น
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Rimac Automobili























CHEVROLET CORVETTE ZR1 สุดยอดรถสปอร์ทสายพันธุ์อเมริกัน เร็วกว่า 346 กม./ชม.
1 Nov 2024

ปิด “ระเบียงรถใหม่” ในเดือนของการชุมนุมรถสปอร์ท 3 ชาติพันธุ์ ด้วยโมเดลใหม่ล่าสุดของรถ CHEVROLET CORVETTE (เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์) ซึ่งถือกันว่าเป็นรถสปอร์ทคู่บ้านคู่เมืองของคนอเมริกัน
CHEVROLET CORVETTE เป็นรถสปอร์ท 2 ประตู 2 ที่นั่ง ที่มีตัวถังให้เลือก 2 แบบ คือ ตัวถังคูเปหลังคาแข็ง กับตัวถังเปิดประทุน ตัวถังแบบหลังนี้บางรุ่นก็เป็นตัวถังเปิดประทุนที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า CONVERTIBLE (คอนเวอร์ทิเบิล) แต่บางรุ่นก็เป็นตัวถังเปิดประทุนอย่างที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ROADSTER (โรดสเตอร์)
CHEVROLET CORVETTE รุ่นแรก ซึ่งมีทั้งตัวถังคูเป ตัวถังเปิดประทุน CONVERTIBLE และผิดแปลกไปจากรถรุ่นต่อๆ มา ตรงที่ตัวถังทำจากวัสดุสังเคราะห์ซึ่งรู้จักกันในชื่อ FIBERGLASS (ไฟเบอร์กลาสส์) เริ่มการจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในฐานะรถรุ่นปี 1953 และจากนั้นจนวันนี้ซึ่งยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ รถสปอร์ทอนุกรมนี้เปลี่ยนรุ่นไปแล้วรวม 7 ครั้ง ในปี 1963, 1968, 1984, 1997, 2005, 2014 และ 2020 และมียอดผลิตมากกว่า 1.8 ล้านคัน

รถรุ่นปัจจุบัน (รุ่นที่ 8) ซึ่งก็มีทั้งตัวถังคูเป ตัวถังเปิดประทุน และใช้โรงงานที่เมือง BOWLING GREEN (โบว์ลิง กรีน) ในรัฐ KENTUCKY (เคนทัคคี) เป็นที่ผลิต เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 และเริ่มการจำหน่ายไม่นานหลังจากนั้นในฐานะรถรุ่นปี 2020 เมื่อเริ่มการจำหน่ายมีรถโมเดลเดียว คือ CHEVROLET CORVETTE STINGRAY ซึ่งทั้งรถคูเป และรถเปิดประทุน มีขนาดตัวถังยาว 4.630 ม. กว้าง 1.933 ม. และสูง 1.234 ม. ติดตั้งระบบขับล้อหลัง ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง OHV วี 8 สูบ 6,162 ซีซี 366 กิโลวัตต์/490 แรงม้า ทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ สามารถทำอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที
ในระยะต่อมาจึงเพิ่มรถให้เลือกอีก 2 โมเดล คือ CHEVROLET CORVETTE Z06 (เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เซด 06) กับ CHEVROLET CORVETTE E-RAY (เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ อี-เรย์)
โมเดลแรกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 32 วาล์ว 5.5 ลิตร 500 กิโลวัตต์/670 แรงม้า ส่งกำลังสู่ล้อคู่หลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ สามารถทำอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. โดยใช้เวลาเพียง 2.6 วินาที ส่วนโมเดลหลังซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2023 และมีกำหนดเริ่มจำหน่ายก่อนหมดปีในฐานะรถรุ่นปี 2024 เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อด้วยระบบไฮบริดชนิดไม่ต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ เป็นระบบซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง วี 8 สูบ 32 วาล์ว 6,162 ซีซี 369 กิโลวัตต์/495 แรงม้า และระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ ขับล้อคู่หลัง และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 120 กิโลวัตต์/160 แรงม้า ขับล้อคู่หน้า ได้กำลังรวมสูงสุด 489 กิโลวัตต์/655 แรงม้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ในเวลาแค่ 2.5 วินาที
ส่วน CHEVROLET CORVETTE ZR1 (เชฟโรเลต์ คอร์เวทท์ เซดอาร์ 1) ที่นำมาปิด “ระเบียงรถใหม่” ในเดือนนี้ เป็นรถโมเดลล่าสุด เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2024 และมีกำหนดเริ่มจำหน่ายก่อนสิ้นปีในฐานะรถรุ่นปี 2025

ความพิเศษแบบสุดๆ ของรถโมเดลนี้ คือ เครื่องยนต์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ฝากระโปรงหน้า เป็นเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 8 สูบ 32 วาล์ว ความจุ 5.5 ลิตร ที่ผู้ผลิตกล่าวอ้างว่า เป็นเครื่องยนต์ วี 8 สูบ ผลิตในสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทรถยนต์ที่ทรงพลังที่สุด ซึ่งก็น่าเชื่อว่าเป็นความจริง เพราะเครื่องยนต์บลอคที่ว่านี้ ให้กำลังสูงสุดที่สูงถึง 794 กิโลวัตต์/1,064 แรงม้า ที่ 7,000 รตน. และให้แรงบิดสูงสุดที่สูงถึง 1,123 นิวทันเมตร/114.6 กก.ม. ที่ 6,000 รตน.
นับเป็นรถสปอร์ทสายพันธุ์อเมริกันที่ทั้งแรง และเร็วจนขนลุกเมื่อเห็นตัวเลข ผู้ผลิตคาดหมายว่า RACETRACK TOP SPEED (เรศทแรค ทอพ สปีด) หรือความเร็วสูงสุดเมื่อทดสอบในสนามแข่งรถ จะสูงกว่า 215 ไมล์/กม. หรือ 346 กม./ชม. และการทำระยะทางควอร์เตอร์ไมล์ หรือประมาณ 400 ม. จะใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที
นอกจากเครื่องยนต์ และความเร็วที่ว่านี้แล้ว ยังมีจุดอื่นๆ อีกหลายจุด ที่ทำให้รถใหม่โมเดลนี้แตกต่างไปจากรถอนุกรมเดียวกันโมเดลอื่นๆ ตัวอย่างเช่น กระจกบานหลังที่แยกเป็น 2 ส่วนอย่างที่เห็นในภาพ และการใช้ CARBON FIBER ROOF หรือหลังคาทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักรถ และทำให้จุดศูนย์กลางความถ่วงอยู่ต่ำลง
เป็นรถที่เชื่อว่า คงไม่มีใครนำเข้ามาวิ่งตามท้องถนนในประเทศไทย
CHEVROLET CORVETTE ZR1
รถสปอร์ทคูเป 2 ประตู 2 ที่นั่ง/รถสปอร์ทเปิดประทุน 2 ประตู 2 ที่นั่ง
วางเครื่องกลางลำค่อนไปทางหลัง (REAR MID-ENGINE) ขับเคลื่อนล้อหลัง
เครื่องยนต์ทวินเทอร์โบเบนซินฉีดตรง วี 8 สูบ 5.5 ลิตร 794 กิโลวัตต์/1,064 แรงม้า
ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ 8 จังหวะ
ความเร็วสูงสุด สูงกว่า 346 กม./ชม. (คาดหมาย)



