เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก wallstcheatsheet
รถยนต์กับความเร็วเป็นสิ่งที่หนีกันไม่ได้จริง ๆ ซึ่งเรื่องหนึ่งที่คนรักรถใส่ใจนอกจากความเร็วสูงสุดแล้ว อัตราเร่งยังเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจกันมาก ซึ่งการพัฒนารถยนต์ให้มีอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมนั้น ไม่เพียงแต่ต้องใช้เครื่องยนต์ที่ดีเท่านั้น ต้องรวมถึงการออกแบบโครงสร้าง ตัวถัง และระบบการทำงานอื่น ๆ ให้สัมพันธ์กันอย่างยอดเยี่ยมด้วย และวันนี้ กระปุกคาร์ก็อยากพาคนรักรถทั้งหลายมารู้จักกับ 10 อันดับรถยนต์รุ่นผลิตจำหน่ายที่มีอัตราเร่งดีที่สุดในโลกจากเว็บไซต์ wallcheatstreet.com มาให้ได้ยลโฉมกันครับ
อันดับที่ 1 Ariel Atom V8

อัตราเร่งที่ดีย่อมมาจากน้ำหนักตัวถังที่เบา พร้อมด้วยเครื่องยนต์กำลังแรงพอเหมาะ ซึ่งแอเรียล อะตอม วี8 มีอย่างครบถ้วน ทั้งโครงสร้างรถน้ำหนักเบาและเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3,000 ซีซี กำลัง 500 แรงม้า ทำให้มันทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.3 วินาที นับว่าเร็วที่สุดในโลกเท่าที่มีอยู่ในปี 2014 เลยทีเดียว แต่ถ้าหากคุณอยากจะขับมัน ก็ต้องสวมหมวกกันน็อกไว้ด้วย เนื่องจากมันเป็นรถเปิดประทุนที่ไม่มีกระจกหน้า และก็ต้องกำเงินค่าตัวมันซึ่งสูงถึง 225,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.3 ล้านบาท) ไว้ด้วยครับ
อันดับที่ 2 Porsche 918 Spyder

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของรถยนต์ไฮบริดคือนอกจากจะประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องยนต์แบบเดิมแล้ว ยังมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริมสมรรถนะให้เร็วและแรงยิ่งกว่าเดิม ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4,600 ซีซี กำลัง 608 แรงม้า ทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว กำลัง 286 แรงม้า รวมกันแล้วมีพละกำลังถึง 887 แรงม้า มากพอจะพารถรุ่นดังกล่าวทะยานจาก 0-100 กม./ชม ภายใน 2.4 วินาที ด้วยความล้ำสมัยขนาดนี้ มันจึงมีราคาสูงถึง 845,000 บาท (ประมาณ 27 ล้านบาท) เลยทีเดียว
อันดับที่ 3 Bugatti Veyron Supersport

มาตรฐานความเร็วสูงสุดของโลกในปัจจุบัน ด้วยการออกแบบและเลือกใช้วัสดุระดับเดียวกับยานอวกาศ พร้อมเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8,000 ซีซี กำลัง 1,200 แรงม้า ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.5 วินาที พ่วงด้วยความเร็วสูงสุด 431 กม./ชม. ถือเป็นเจ้าแห่งซูเปอร์คาร์อย่างแท้จริง
อันดับที่ 4 Caparo T1

รถสปอร์ต 1 ที่นั่งที่มีหน้าตาคล้ายกับรถแข่งสูตรหนึ่ง มาพร้อมสมรรถนะยอดเยี่ยมราวกับรถสูตรหนึ่งทั้งทางด้านการขับขี่และความเร็ว พกพาเครื่องยนต์วางกลางขนาด 3,500 ซีซี กำลัง 575 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.5 วินาที ตามที่ผู้ผลิตได้บอกไว้ นับเป็นรถอีกรุ่นที่ออกแบบได้อย่างยอดเยี่ยม

แม็คลาเรน (McLaren) เป็นอีกค่ายหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมไฮบริดไม่ได้มีประโยชน์แค่ลดการใช้พลังงาน แต่ยังไม่สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมอย่างที่แม็คลาเรน พี1 (McLaren P1) แสดงให้ทุกคนได้เห็นกันไป โดยมันมาพร้อมเครื่องยนต์ V8 กำลัง 3,800 ซีซี ทวินเทอร์โบ ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมกัน 903 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ดูอัลคลัตช์ 7 สปีด ทำให้มันทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.6 วินาที ที่สำคัญมันมีจำนวนเพียง 375 คันทั่วโลกเท่านั้น
อันดับที่ 6 Porsche 911 Turbo S

รถสปอร์ตระดับตำนานที่ไม่เคยทำให้ใครผิดหวังกับปอร์เช่ 911 เทอร์โบ เอส (Porsche 911 Turbo S) ผู้สานต่อความแรงของตระกูล 911 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบวางหลัง ขนาด 3,800 ซีซี กำลัง 560 แรงม้า ส่งกำลังสู่เกียร์ PDK 7 สปีด และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ทำให้มันทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.6 วินาที ซึ่งเร็วพอที่จะเป็นรถสปอร์ตแถวหน้าของโลกได้อย่างสบาย ๆ
อันดับที่ 7 Lamborghini Aventador

ซูเปอร์คาร์กระทิงดุซึ่งดุดันโดดเด่นตั้งแต่ดีไซน์ยังเสียงเครื่องยนต์ พร้อมด้วยราคาจำหน่ายที่สูงสมน้ำสมเนื้อ ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6,500 ซีซี กำลัง 700 แรงม้า ซึ่งทำเวลาจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.7 วินาที นับเป็นรถสปอร์ตที่สามารถใช้งานบนท้องถนนที่ออกตัวได้รวดเร็วมาก ๆ เลยล่ะ
อันดับที่ 8 SSC Ultimate Aero TT

ซูเปอร์คาร์จากสหรัฐฯ ที่เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ใช้เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ กำลัง 1,300 แรงม้า แรงบิด 1,500 นิวตันเมตร ใช้เวลาเพียง 2.78 วินาทีในการไต่จากจุดหยุดนิ่งจนถึง 100 กม./ชม. แถมยังมีความเร็วสูงสุด 440 กม./ชม. นับเป็นซูเปอร์คาร์อเมริกันที่ทำได้ดีไม่แพ้ค่ายชั้นนำจากยุโรปทีเดียว
อันดับที่ 9 Catherham Seven 620R

รถแข่งสไตล์วินเทจที่พกพาเทคโนโลยีวิศวกรรมชั้นยอด ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2,000 ซีซี ซูเปอร์ชาร์จจากฟอร์ด ให้กำลัง 310 แรงม้า แต่ด้วยตัวถังที่มีน้ำหนักเพียง 545 กิโลกรัมทำให้มันทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.79 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ มันยังมีราคาเริ่มต้น 73,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2280,000 บาท) ต่ำกว่าซูเปอร์คาร์ชั้นนำมากมาย แม้จะทำความเร็วเริ่มต้นได้พอ ๆ กันก็ตาม
อันดับที่ 10 BAC Mono

รถสปอร์ต 1 ที่นั่งดีไซน์สุดล้ำราวกับรถประจำตัวของซูเปอร์ฮีโร่นี้ สร้างขึ้นโดยบริษัท บริกก์ ออโตโมทีฟ คอมปานี ออกแบบให้เกิดมาเพื่อทำความเร็วได้อย่างยอดเยี่ยมโดใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2,300 ซีซี กำลัง 280 แรงม้า แรงบิด 280 นิวตันเมตร แต่สามารถทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.8 วินาที นอกจากมันจะมีดีไซน์สวยเด็ดและเร็วไม่แพ้ใครแล้ว มันยังสามารถใช้ขับบนถนนได้ในหลายประเทศอีกด้วย
จะเห็นได้ว่าทั้ง 10 คันเป็นสุดยอดรถยนต์ที่พกพาทั้งสมรรถนะเครื่องยนต์ วัสดุอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมแนวทางการออกแบบที่ยอดเยี่ยมกันทั้งนั้น ซึ่งแน่นอนว่า บรรดาผู้ผลิตทั้งหลายจะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่ พวกเขาต่างก็พยายามสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีอัตราเร่งดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่มันจะออกมาเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องติดตามกันให้ดีนะครับ
BMW iX3 เน้นใช้วัสดุรีไซเคิลมากที่สุด
4 Oct 2025

ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า BMW iX3 เป็นรถรุ่นแรกในซีรีส์ของ Neue Klasse ที่ล้ำสมัยด้วยสถาปัตยกรรม, ระบบคอมพิวเตอร์ และระบบมอเตอร์ แต่สิ่งที่ไม่เคยพูดถึง คือ แนวคิดรักษ์โลกที่นำมาใช้ ตั้งแต่ที่มาของวัตถุดิบ
BMW พยายามอย่างเต็มที่ในการเน้นความยั่งยืน โดยใช้วัสดุรีไซเคิลมากที่สุด ตั้งแต่แพคแบทเตอรี จนถึงวัสดุหุ้มภายในห้องโดยสาร จนถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต
ผู้ผลิตรถหลายแบรนด์หันมาใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตรถใหม่มากขึ้น ตั้งแต่ชิ้นส่วนพลาสติค จนถึงวัสดุหุ้มเบาะ สำหรับ BMW ใช้อวนดักปลา และเชือกจากอุตสาหกรรมเดินเรือ ในการผลิตชิ้นส่วนครอบมอเตอร์ และแผ่นรองห้องเก็บสัมภาระ โดยเป็นขยะจากทะเลถึง 30 %, วัสดุภายในห้องโดยสารผลิตจากขวดน้ำอัดลม (ขวด PET), เส้นด้ายถักทอพรมปูพื้น, แผงหลังคา และวัสดุหุ้มเบาะเป็นพลาสติครีไซเคิล
BMW ตั้งเป้าใช้พลาสติค PET สำหรับผลิตชิ้นส่วนเป็นส่วนใหญ่ เพราะสามารถรีไซเคิลได้ง่ายกว่า หลังจากรถหมดอายุการใช้งานแล้ว
แม้แต่ส่วนประกอบในแชสซีส์ ซึ่งต้องใช้อลูมิเนียมหล่อ ในการผลิตแกนล้อ และชุดลูกปืน ยังมีส่วนประกอบของอลูมิเนียมรีไซเคิลถึง 80 %

ล้ออัลลอยมีส่วนผสมของอลูมิเนียมรีไซเคิล 70 % คงมีกระป๋องน้ำอัดลมเก่ารวมอยู่ด้วย แนวคิดนี้เป็นโครงการนำร่องของ BMW และ Ronal ผู้ผลิตล้ออัลลอย ในการผลิตล้อจากวัสดุอลูมิเนียมรีไซเคิล สำหรับ Mini Cooper S E ที่เปิดตัวออกมาก่อนหน้า แม้แต่แบทเตอรีก็ใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อทดแทนการใช้แร่จากการทำเหมือง ทั้งโคลอลต์, ลิเธียม และนิคเคิล ที่ใช้วัสดุรีไซเคิลมาทดแทนได้ถึงครึ่งนึง
BMW iX3 ใหม่ ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพการใช้งานสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า ยังสามารถลดปริมาณไอเสียที่เกิดจากการผลิตแบทเตอรีถึง 42 % เมื่อเทียบกับการผลิตแพคแบทเตอรีรุ่นก่อนหน้า ฐานการผลิตของรถรุ่นนี้ปล่อย CO2 น้อยกว่าโรงงานประกอบรถ BMW แห่งอื่นถึง 66 % บริษัทให้ความสำคัญต่อการลดการปล่อยมลพิษมาก เพราะโดยปกติแล้วโรงงานผลิตรถไฟฟ้า มักจะปล่อยมลพิษมากกว่าโรงงานผลิตรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน นอกจากนั้นรถ iX3 ยังใช้พลังงานน้อยกว่ารุ่นก่อนถึง 20 % หากใช้ iX3 ตลอดอายุการใช้งานจะปล่อยมลพิษเท่ากับ BMW X3 เครื่องยนต์เบนซินที่วิ่งไปเพียง 13,360 ไมล์ (21,500 กิโลเมตร) สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ iX3 มีความก้าวหน้าเหนือกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปภายในได้อย่างชัดเจน
Share

