PAGANI ZONDA R อสูรดำบ้าพลัง
-กกก+
750 แรงม้าบนน้ำหนักตัวเท่ากับ Mazda 2 ในราคา 1.5 ล้านปอนด์ และนี่คือจักรกลที่มีความสุดขั้วมากที่สุดคันหนึ่งในช่วงเวลาของการบันทึกประวัติศาสตร์แห่งความเร็ว…
พวกอิตาเลี่ยนกับเยอรมันมักจะสร้างอะไรที่ไม่ธรรมดาอยู่เสมอ เฉกเช่นเครื่ิองจักรกลแห่งความแรงหน้าตาประหลาดคันนี้ รถ Pagani Zonda R มีรูปลักษณ์เหมือนรถแข่งก็จริง แต่มันไม่สามารถลงแข่งในรายการใดๆ บนโลกของกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้เนื่องจากมันถูกสร้างโดยไม่คำนึงถึงกฎกติกาการแข่งขันที่กำหนดโดย FIA (สมาพันธ์ยานยนต์นานาชาติ) มันไม่มีแม้กระทั่งไฟเลี้ยวและไฟหน้า การนำมันไปซิ่งบนถนนหลวงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งที่สุด แต่ใครจะไปสนล่ะ


…

Pagani Zonda R ตัวปัจจุบันมีราคาตกคันละ 1.5 ล้านปอนด์ (ยังไม่รวมภาษีนำเข้าของประเทศไทย) และถูกผลิตขึ้นมาด้วยงานประกอบจากมือมนุษย์ล้วนๆ แทบไม่มีเครื่องจักรเข้ามาช่วย ตัวถังของ Zonda R ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และไทเทเนีี่ยมเพื่อลดน้ำหนักที่จะส่งผลไปถึงสมรรถนะโดยรวมของตัวรถ ทุกชิ้นส่วนของมันต่อเชื่อมกันอย่างลงตัวและแม่นยำ ช่วงล่างมีวัสดุพวกอัลลอยผสมพิเศษเพื่อให้เกิดความแข็งแกร่งแต่ยืดหยุ่นตัวสูงกว่าปกติ ตำแหน่งของการวางเครื่องยนต์เอาไว้ในบริเวณกลางลำตัวถูกร่นขึ้นไปที่ด้านหน้าอีก 50 มิลลิเมตรจากรุ่นปกติ เพื่อตัวเลขในการกระจายน้ำหนักที่ดีขึ้นและจะส่งผลทันทีเมื่ิอผู้ขับ ขับเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วที่ทำได้มากกว่ารุ่นที่แล้วอย่างเทียบกันไม่ติด ตัวถังของ Zonda R ยังรับแรงบิดได้ดีกว่ารุ่นเก่าถึง 4 เท่า มันทั้งยาว กว้างและเตี้ยมากกว่ารุ่นปกติอีกด้วย



เครื่องยนต์ของ Pagani Zonda R ยังคงเป็นเครื่องยนต์รูปตัววีพลังสูงจากสำนักแต่ง AMG แผนกที่ดูแลเรื่องการผลิตรถสมรรถนะสูง อะไหล่ ชิ้นส่วนที่ใช้ตกแต่งและกีฬามอเตอร์สปอร์ตของบริษัท Mercedes Benz เครื่อง V12 ปริมาตรความจุ 7.3 ลิตร ของตัวเดิมที่มีน้ำหนักมากกว่าและมีแรงม้าน้อยกว่าถูกถอดออกไปแล้วแทนที่ด้วยเครื่องตัวใหม่ที่ใช้สำหรับการแข่งขันขนาด 6.0 ลิตร บล็อค V12 รหัส M120 บล็อกเดียวกันกับที่เคยใช้ในตัวแข่ง Mercedes-Benz CLK GTR แต่ให้แรงม้ามากว่าจาก 570 เป็น 750 แรงม้า ด้วยการอัดอากาศเข้าสู่ท่อร่วมไอดีของเทอร์โบคู่ขนาดมหึมา ระบบหล่อลื่นแบบ Dry Sump ของ Zonda R ยังสามารถช่วยให้น้ำมันหล่อลื่นไม่ไปกองรวมกันด้านใดด้านหนึ่งในขณะที่ขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ที่มักจะเกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรง G เข้ามากระทำต่อเครื่องยนต์ตลอดเวลา
…



…
ระบบส่งกำลังยังใช้ของเดิมที่เยี่ยมยอดอยู่แล้วในเรื่องของความว่องไว เมื่อปรับเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ขึ้น-ลง เกียร์ของมันยังถูกถอดแบบมาจากสนามแข่งขันที่จะไม่มีความนุ่มนวลใดๆให้เจ้าของได้สัมผัส มีแต่การกระชากอย่างหนักหน่วงและรุนแรงในการส่งถ่ายแรงบิดจากเครื่องยนต์ลงสู่พื้น น้ำหนักตัวรวมทั้งคันที่ 1040 กิโลกรัม เบาพอๆ กับ City Car บางรุ่นในบ้านเราทำให้เจ้า Zonda R มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักมากติดอันดับต้นๆ ของโลก จากจุดหยุดนิ่งไปถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มันใช้เวลาไปเพียง 4.3 วินาที เร็วจนขนหัวลุกเมื่อดูจากตัวเลขที่อสูรกายสีดำคันนี้สามารถทำได้ แต่ถ้าจะออกตัวแบบเต็มกำลังอย่างนั้นกันบ่อยๆ เจ้าของผู้ครอบครองคงต้องเตรียมเงินค่ายาง Pirelli เอาไว้ แต่ก็คงไม่ไช่ปัญหาใหญ่สำหรับคนที่ต้องควักกระเป๋ากว่า 1.5 ล้่านปอนด์เพื่อแลกกับ Zonda R อย่างแน่นอน


…

ภายในค็อกพิท เป็นศูนย์รวมของคาร์บอน อลูมินัมอัลลอย หนังแท้ที่นำมาประกอบขึ้นเป็นภายในทรงโหด ความดิบและดุดันถูกแสดงออกมาในแทบจะทุกตำแหน่งของห้องโดยสารแบบสองที่นั่ง (รวมตำแหน่งคนขับ) พวงมาลัยคาร์บอนมีมาตรวัดรอบอยู่ตรงกลางเพื่อเอาใจลูกค้าที่ชอบดูรอบเครื่องยนต์กวาดขึ้น-ลง จอแสดงผลของมาตรวัดความเร็วและระบบต่างๆ ของตัวรถ ถูกล้อมกรอบด้วยแผ่นอลูมิเนียมแล้วตั้งอยู่ตรงหน้าคนขับ ช่องแอร์ทรงกลม คอนโซลกลางออกแบบย้อยยุคโดยใช้แผ่นอลูมิเนียมบางๆ แปะเข้ากับคาร์บอนไฟเบอร์ลายโหดของแดชบอร์ด ปุ่มปรับโหมดต่างๆ ถูกดีไซน์ให้คล้ายกับปุ่มและสวิทช์ควบคุมของเครื่องบินขับไล่ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ค็อกพิตของมันถูกดามด้วยโรลบาร์เพื่อความปลอดภัยหากเกิดการพลิกคว่ำ
รถ Zonda R ไม่มีระบบให้ความบันเริงเริงรมย์ใดๆทั้งสิ้น โดยมุ่งเน้นให้คนที่ซื้อมันไปขับได้ฟังแต่เสียงอันบ้าคลั่งของเครื่อง V12 ติดเทอร์โบคู่จากสำนัก AMG มากกว่าที่จะมามัวฟังเพลง Hip-Hop หรือ Jazz ซึ่งก่อให้เกิดการเสียสมาธิในการควบคุมเจ้าอสูรดำบ้าพลังคันนี้กันเสียเปล่าๆ สิ่งที่ตามมาอาจเป็นอุบัติเหตุร้ายแรงเอาได้ง่ายๆ จากย่านของพลังที่ส่งถ่ายจากเครื่อง เกียร์ ลงสู่พื้นบนการควบคุมที่น่าเกรงขามเมื่ิอเห็นตัวเลขของแรงม้าต่อน้ำหนัก



แอร์โรไดนามิกส์ มีส่วนสำคัญที่ทำให้ Pagani Zonda R สามารถทำลายสถิติเวลาต่อรอบของสนาม Nurburging ที่รถแข่งความเร็วสูงของพวกอิตาเลี่ยนอย่าง Ferrari 599XX ทำเอาไว้เมื่อปี 2010 ด้วยเวลาที่เร็วกว่าถึง 10 วินาที (6 นาที 47.50 วินาที) บนระยะทางยาว 12.9 ไมล์ แต่ยังไม่สามารถทำลายสถิติความเร็วสูงสุดต่อรอบของสนามในปี 1983 จนถึงปัจจุบัน จากรถแข่งของ Porsche รุ่น 956 Group C พลัง 700 แรงม้า รถทั้งสามคันซึ่งเป็นรถแข่ง Class GT ไม่สามารถนำมาวิ่งบนถนนหลวงได้อย่างถูกต้อง เนื่องจากเสียงของเครื่องยนต์ การปล่อยมลภาวะและชิ้นส่วนบางชิ้นไม่ถูกต้องตามกฎหมายจราจรของยุโรป รวมถึงราคาค่าตัวที่สูงลิบของพวกมันนั่นเอง.
ชมภาพการทำสถิติใหม่ในสนาม Nurburging ของ Pagani Zonda R ได้ที่
http://www.youtube.com/watch?v=YPd0ATqvoJM&feature=player_embedded
Arcom Roumsuwan
E=Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom
BUGATTI CENTODIECI ฉลองอายุครบ 110 ปี ด้วยไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษ
8149 จำนวนผู้เข้าชม |

Bugatti ฉลองอายุครบ 110 ปี ด้วยไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษ โดยใช้ชื่อว่า Centodieci ชื่อนี้ในภาษาอิตาลีจะหมายถึง “Hundred Ten” รถรุ่นใหม่นี้มีแรงบันดาลใจจากรถรุ่นพี่ในอดีต EB110 โดยจะใช้แพลตฟอร์มเดียวกับ Chiron แต่ปรับปรุงให้มีน้ำหนักเบาลงกว่าเดิม 20 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Chiron ปกติ และ เบากว่า 2 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Chiron Sport ผลจากการเปลี่ยนชิ้นส่วนหลายอย่าง และชุดตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์แบบใหม่เข้าไป
ตัวรถยังคง DNA ของรุ่น EB110 ไว้รอบคัน ผนวกกับแนวทางยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว ด้านหน้าตัวรถลาดต่ำตามหลักอากาศพลศาสตร์ กระจังหน้าทรงเกือกม้าขนาดเล็ก แยกส่วนกับโลโก้ที่ถูกย้ายไปบนฝากระโปรงหน้าเหมือนใน EB110 ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ ด้านข้างตัวรถมีช่องวงกลมจำนวน 5 รู คอยดูดอากาศช่วยลดอุณภูมิเครื่องยนต์ ถือเป็นซิกเนเจอร์ที่ขาดไม่ได้ บั้นท้ายโดดเด่นด้วยไฟท้าย 8 ชิ้น แบบ 3 มิติ มาพร้อมสปอยเลอร์ขนาดใหญ่สามารถปรับองศาได้อัตโนมัติ และดิฟฟิวเซอร์รีดอากาศด้านล่างเคียงข้างปลายท่อไอเสียแนวตั้งแบบ 2+2 เพิ่มความดุดัน
Centodieci มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ W16 ขนาด 8 ลิตร เทอร์โบ 4 ลูก ระบบขับเคลื่อน All-Wheel Drive จับคู่กับเกียร์ 7 สปีด DSG รีดกำลังได้สูงสุด 1,600 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที มีแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 1.13 กิโลกรัม ต่อแรงม้า
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.4 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ในเวลา 6.1 วินาที อัตราเร่ง 0-300 กม./ชม. ในเวลา 13.1 วินาที Top speed สูงสุดที่ 380 กม./ชม. (ถูกจำกัดไว้)
มันจะถูกผลิดอย่างประณีตด้วยมือ ที่โรงงานในเมืองมอลไซม์ ประเทศฝรั่งเศส จำกัดเพียง 10 คัน และถูกขายหมดเรียบร้อย คาดว่าจะได้เห็นตัวเป็นๆ วิ่งกัน ราวๆ ปี 2021 ด้วยราคากว่า 9,000,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 274 ล้านบาท ไม่รวมภาษี ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นสุดพิเศษที่เชื่อว่าเก็บไว้ระยะเวลานาน มูลค่าของมันจะสูงขึ้นเท่าตัวแน่นอน
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Bugatti
ภาพจาก : Wsupercar









