MERCEDES-AMG ONE สุดยอดรถไฮเพอร์คาร์ ติดตราดาว แรงสุดๆ และเร็วสุดๆ
เดือนนี้ “ระเบียงรถใหม่” นำเสนอเรื่องราวของรถสปอร์ทล้วนๆ เป็นรถ 2 สัญชาติ คือ รถเยอรมันกับรถอิตาลี เป็นผลงานของผู้ผลิตรถยนต์ที่คนรักรถคุ้นเคยกันดีรวม 3 ราย และใช้ระบบขับเพียง 2 แบบ คือ ขับด้วยพลังของเครื่องยนต์เบนซินเพียงอย่างเดียว กับขับด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID (พลัก-อิน ไฮบริด) หรือไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟแบทเตอรี ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า เริ่มกันที่ผลงานใหม่ของค่าย “ดาวสามแฉก” คือ รถติดป้ายชื่อ MERCEDES-AMG ONE (เมร์เซเดส-เอเอมจี วัน) ซึ่งเพิ่งเปิดตัวผ่านระบบออนไลน์เมื่อวันพุธที่ 1 มิถุนายน 2022 อันเป็นวันที่สำนัก AMG มีอายุครบ 55 ปีพอดิบพอดี เนื่องจากหน่วยงานย่อยซึ่งแบกรับภาระการพัฒนารถแรงรถเร็วของค่ายนี้ก่อกำเนิดเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 1967 แต่ต้องรออีกเกือบเดือนหลังจากนั้น ผู้คนจึงมีโอกาสสัมผัสตัวจริงเสียงจริงของรถแบบนี้เป็นครั้งแรก คือ ที่งานมหกรรมมอเตอร์สปอร์ท GOODWOOD FESTIVAL OF SPEED (กูดวูด เฟสติวัล ออฟ สปีด) ครั้งล่าสุด ซึ่งมีขึ้นในเมืองผู้ดีระหว่างวันที่ 23-26 มิถุนายน 2022 เป็นรถตลาดหรือรถผลิตเพื่อจำหน่าย ที่แรงที่สุดและเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษของค่าย “ดาวสามแฉก” เป็นสุดยอดอลังการงานสร้าง สุดยอดแห่งความวิลิศมาหรา และเปรียบเทียบได้ว่า เป็นรถแข่ง ฟอร์มูลา-1 ที่วิ่งตามท้องถนนทั่วไปได้อย่างถูกกฎหมาย ยอดผู้ผลิตรถหรูของเมืองเบียร์ประกาศโครงการออกแบบ/พัฒนารถแบบนี้ ที่งานมหกรรมยานยนต์ฟรังค์ฟวร์ทในเยอรมนี เมื่อเดือนกันยายน 2017 และตั้งเป้าหมายว่าจะทำเสร็จภายในปี 2019 แต่อุปสรรคหลายอย่าง รวมทั้งปัญหาความยากลำบากในการทำให้รถปล่อยไอพิษไม่เกินข้อกำหนดตามกฎหมาย ทำให้งานล่าช้ากว่าที่คาด
ตัวถังซึ่งยาว 4.756 ม. กว้าง 2.010 ม. สูง 1.261 ม. และมีช่วงฐานล้อ 2.720 ม. เป็นผลลัพธ์จากความพยายามของนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญทางอากาศพลศาสตร์ เพื่อให้เกิดความสมดุล รวมทั้งเพื่อให้มี DOWNFORCE (ดาวน์ฟอร์ศ) หรือแรงกดลงสู่พื้นถนนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์ก็คือ แม้เมื่อวิ่งเร็วเพียง 50 กม./ชม. ก็ยังมีแรงกดที่ว่านี้ เป็นตัวถังซึ่งใช้ส่วนประกอบของคาร์บอนไฟเบอร์และพลาสติคผสมในการทำเปลือกตัวถัง กับใช้วัสดุหลายชนิดรวมทั้งคาร์บอนไฟเบอร์และไททาเนียมในการทำแชสซีส์ หน้าตาและรูปทรงองค์เอวของตัวถังภายนอก มีจุดเด่นสะดุดตาอยู่มากมาย รวมทั้งประตูข้างทั้งสองด้านที่เปิดโดยผลักไปข้างหน้าและยกเฉียงขึ้นข้างบน อย่างที่อธิบายในภาษาอังกฤษว่า THE DOORS OPEN DIAGONALLY FORWARDS AND UPWARD เป็นรถขับเคลื่อนทุกล้อ ด้วยระบบ PLUG-IN HYBRID หรือไฮบริดชนิดต้องมีการเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟแบทเตอรี ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบเบนซินฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC วี 6 สูบ 1,599 ซีซี 422 กิโลวัตต์/574 แรงม้า (พัฒนาต่อกิ่งต่อก้านจากเครื่องยนต์ที่ทำให้รถแข่งฟอร์มูลา-1 ของค่ายนี้ คว้าตำแหน่งแชมพ์โลกมาแล้ว 8 สมัยติดต่อกัน) ทำงานร่วมกันกับมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ชุด (ให้กำลังรวม 450 กิโลวัตต์/611 แรงม้า) ป้อนพลังไฟฟ้าด้วยแบทเตอรี ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 8.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง และส่งกำลังสู่ล้อผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ เป็นระบบเกียร์ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า AUTOMATED MANUAL GEARBOX มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ชุดที่กล่าวข้างต้น ชุดหนึ่งซึ่งมีขนาด 120 กิโลวัตต์/163 แรงม้า ติดตั้งและทำงานร่วมกับเพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ซึ่งติดตั้งแบบวางกลางลำ/ตามยาว อีกชุดหนึ่งซึ่งมีขนาด 90 กิโลวัตต์/122 แรงม้า ทำงานร่วมกับคอมพเรสเซอร์และเทอร์โบชาร์เจอร์ซึ่งมีแรงบูสต์สูงสุด 3.5 BAR หรือ 3.5 เท่าของความดันบรรยากาศ ส่วนอีก 2 ชุด ซึ่งแต่ละชุดมีขนาด 120 กิโลวัตต์/163 แรงม้า ทำหน้าที่ขับล้อคู่หน้า ผู้ผลิตบอกว่า ระบบขับไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กที่ว่านี้ ให้กำลังรวมสูงสุดที่สูงถึง 782 กิโลวัตต์ หรือ 1,063 แรงม้า คือ เหนือกว่ารถที่น่าจะเทียบกันได้อย่างรถไฮบริดชนิดต้องเสียบ FERRARI SF90 STRADALE (แฟร์รารี เอสเอฟ 90 สตราดาเล) ซึ่งมีกำลังสูงสุด 735 กิโลวัตต์/1,000 แรงม้า แต่ยังเป็นรองอยู่นิดหน่อย เมื่อเทียบกับรถไฮบริด ASTON MARTIN VALKYRIE (แอสตัน มาร์ทิน วัลคีรี) ซึ่งมีกำลังสูงสุด 849 กิโลวัตต์/1,155 แรงม้า ที่ดูแปลกหน่อยก็คือ ไม่บอกค่าแรงบิดสูงสุด ? โดยให้เหตุผลว่า เป็นระบบขับที่ทำงานซับซ้อนมากจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุตัวเลข !!! เมื่อพูดถึงความซับซ้อนก็คงต้องยอมรับว่า นี่เป็นรถสปอร์ทระดับ HYPERCAR (ไฮเพอร์คาร์) ที่ค่อนข้างซับซ้อนจริงๆ การจะจ่ายเงินแล้วจู่ๆ ก็ขับรถออกสู่ถนนเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะทำอย่างนั้นอาจขับรถไม่ถึงบ้าน คงจะมีการเข้าคอร์สฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเสียก่อน เพื่อให้สามารถขับรถและใช้รถได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเป็นรถที่มีระบบต่างๆ ให้ผู้ขับเลือกใช้อยู่หลายระบบ เช่น การตั้งพโรแกรมการขับ การปรับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ การเลือกใช้ระบบรองรับ (กันสะเทือน) ฯลฯ พโรแกรมการขับเลือกได้มากถึง 6 แบบ คือ RACE SAFE-RACE-EV-RACE PLUS-STRAT 2-INDIVIDUAL และคงต้องใช้พื้นที่หลายหน้ากระดาษจึงจะอธิบายให้เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้งว่า แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไรบ้าง? ขอยกเป็นตัวอย่างและอธิบายอย่างสั้นๆว่า EV เป็นการขับด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ เครื่องยนต์ไม่ทำงาน และ INDIVIDUAL เป็นการตั้งลักษณะการขับบนถนนไม่ใช่ในสนามแข่งตามความชอบของผู้ขับ การปรับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ทำได้ 3 แบบ คือ HIGHWAY-TRACK-RACE DRS (DRAG REDUCTION SYSTEM) ส่วนลักษณะการทำงานของระบบรองรับเลือกได้ 3 แบบ คือ COMFORT-SPORT-SPORT PLUS โดยมีข้อแม้ว่า เลือกได้ระหว่าง COMFORT กับ SPORT เมื่อตั้งโหมดการขับ 4 แบบแรก คือ RACE SAFE-RACE-EV หรือ INDIVIDUAL และเลือกได้ระหว่าง SPORT กับ SPORT PLUS เมื่อใช้โหมดการขับ 2แบบหลัง คือ RACE PLUS หรือ STRAT 2 สมรรถนะความเร็วตามตัวเลขของค่าย “ดาวสามแฉก” อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาแค่ 2.9 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ทำได้ใน 7.0 วินาที และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 15.6 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดคือ 352 กม./ชม. มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 8.7 ลิตร/100 กม. หรือ 11.5 กม./ลิตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 198 กรัม/กม. เมื่อวัดตามมาตรฐาน WLTP กรณีชาร์จไฟเต็มและวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ จะวิ่งได้ไกลประมาณ 18 กม. เป็นรถสปอร์ท 2 ที่นั่ง ค่าตัวประมาณ 100 ล้านบาทไทย ซึ่งจะผลิตในจำนวนจำกัด คือไม่เกิน 275 คัน และทุกคันเป็นรถพวงมาลัยซ้าย MERCEDES-AMG ONE • รถสปอร์ท “ไฮเพอร์คาร์” ขับเคลื่อนทุกล้อด้วยระบบ พลัก-อิน ไฮบริด • มิติตัวถัง 4.756×2.010×1.261 ม. น้ำหนักรถพร้อมขับ 1,695 กก. • เครื่องเทอร์โบเบนซินฉีดตรง DOHC วี 6 สูบ 1,599 ซีซี+มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ชุด • กำลังรวมสูงสุดของระบบ พลัก-อิน ไฮบริด 782 กิโลวัตต์/1,063 แรงม้า • ราคาโดยประมาณ 2.7 ล้านยูโร (ประมาณ 100 ล้านบาทไทย)





















ugatti Centodieci ไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษ ขุมพลัง 1,600 แรงม้า เสร็จสิ้นการทดสอบในอุโมงค์ลมแล้ว
โพสโดย : kraisorn / วันที่ : 2 September 2021

Bugatti Centodieci ไฮเปอร์คาร์รุ่นพิเศษ ขุมพลัง 1,600 แรงม้า เสร็จสิ้นการทดสอบในอุโมงค์ลมแล้ว

Bugatti Centodieci ไฮเปอร์คาร์เวอร์ชั่นพิเศษ ที่มีเพียง 10 คันเท่านั้น ผ่านการทดสอบในอุโมงค์ลมเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะทำการส่งมอบให้กับลูกค้าในปี 2022

Bugatti Centodieci เปิดตัวในงาน Pebble Beach Concours d’Elegance 2019 ซึ่งรถคันนี้ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Bugatti Chiron แต่ตัวรถได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Bugatti EB110

ทั้งตัวรถยังมีน้ำหนักเบากว่า Bugatti Chiron ถึง 20 กก. และทรงพลังกว่า 100 แรงม้า ด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ Quad-turbo W16 ขนาด 8.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 2.4 วินาที และความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 380 กม./ชม.

ด้วยโครงสร้างตัวถังที่เป็นเอกลักษณ์ของ Bugatti Centodieci สร้างความท้าทายครั้งใหม่แกทีมวิศวกร ด้วยกระจังหน้าทรงเกือกม้าขนาดเล็กจึงทำให้มีความแตกในด้านกระแสลมจาก Bugatti รุ่นอื่นๆ ที่ทดสอบ

เพื่อให้แน่ใจว่าการควบคุมเป็นไปอย่างตรงจุด แม้จะขับด้วยความเร็วสูงกว่า 350 กม./ชม. นักพัฒนาก็ลองปรับในส่วนของกันชนด้านหน้า และสปอยเลอร์หลังในรุ่นต้นแบบ และจะนำไปแก้ไขในรุ่นผลิตจริง

นอกจากนี้ยังได้มีการตรวจเช็คอุณหภูมิของเครื่องยนต์ ระบบเบรก และน้ำมันเกียร์กระปุกตลอด ในการทดสอบเพิ่มเติม ลมกระทบตัวถังรถในมุมด้านข้างต่างๆ เพื่อจำลองการควบคุมรถเมื่อเข้าโค้งอย่างรวดเร็วด้วยการเปลี่ยนเกียร์

แม้ว่า Bugatti Centodieci จะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 9,400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 304,000,000 บาท และมีเพียง 10 คัน แต่มันก็ขายหมดเป็นที่เรียบร้อย

และมีรายงานว่าหนึ่งในยอดสั่งจองนั้น มี Cristiano Ronaldo นักฟุตบอลระดับโลกชาวโปรตุเกสเป็นหนึ่งในผู้โชคที่ได้เป็นเจ้าของรถรุ่นดังกล่าวด้วย
อย่างไรก็ตามด้วยกำหนดการส่งมอบในปีหน้าจึงทำให้การปรับจูน Bugatti Centodieci ยังคงดำเนินต่อไป

