MDs’ CAR | Bugatti Tourbillion ไฮเปอร์คาร์ที่มาพร้อมกับการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของแบรนด์
เมื่อพูดถึงชื่อ Bugatti ผู้ชายอย่างเราก็มักจะนึกถึงสุดยอดรถไฮเปอร์คาร์ที่มากับพละกำลังมหาศาลพร้อมรูปลักษณ์สุดดุดันที่ทุกคนต้องหันมอง แบรนด์ไฮเปอร์คาร์จากฝรั่งเศสสร้างสรรค์รถยนต์ที่เป็นสุดยอดเครื่องจักรแห่งความเร็วมาทุกยุคสมัยตลอดประวัติศาสตร์ 115 ปี เราอาจรู้จัก Veyron ในฐานะ Production Car ที่มีพละกำลังมากกว่า 1,000 แรงม้าเป็นรุ่นแรกของโลก และ Chiron ที่เป็น Production Car รุ่นแรกของโลกที่มีพละกำลังถึง 1,500 แรงม้า แต่ Bugatti กำลังจะก้าวเข้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการมาถึงของ Tourbillion ไฮเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดที่มากับเครื่องยนต์ใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุด พร้อมด้วยระบบส่งกำลังและโครงสร้างทางวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด MenDetails อยากชวนทุกท่านลองมาทำความรู้จักไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้ไปพร้อมกันครับ
สืบสาน DNA การออกแบบของ Bugatti

Tourbillion สืบสาน DNA การออกแบบของ Bugatti ที่มีมาตลอด 115 ปี ผสมผสานกับสัดส่วนใหม่ที่มีความประณีต สวยงาม ทันสมัย และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้โดดเด่นด้วย 4 องค์ประกอบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์ ได้แก่ กระจังหน้ารูปทรงเกือกม้า, เส้นโค้ง Bugatti Line บริเวณข้างรถ, แนวเส้นกลางรถที่พาดผ่านฝากระโปรงหน้า หลังคา มาสิ้นสุดที่ฝาปิดเครื่องยนต์ด้านหลัง และการใช้สีทูโทนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้ความสวยงามทั้งตอนจอดนิ่งและเคลื่อนที่
อีกหนึ่งความโดดเด่น Tourbillion คือเทคโนโลยีไฟหน้า LED รูปทรงเพรียวบาง พร้อมกับเทคโนโลยีไฟท้ายรูปทรงเรียวยาวแบบชิ้นเดียว ทำให้ดีไซน์ในภาพรวมของมีความดุดันและล้ำสมัยกว่ารุ่นพี่อย่าง Veyron และ Chiron ชัดเจน เติมเต็มความสปอร์ตด้วยล้อฟอร์จน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้วที่ด้านหน้า และ 21 นิ้วที่ด้านหลัง หุ้มด้วยยาง Michelin Pilot Cup Sport 2 ที่พัฒนาเป็นพิเศษเพื่อไฮเปอร์รุ่นนี้โดยเฉพาะ
เครื่องยนต์ไฮบริด V16 ยุคใหม่

Tourbillion คือ Bugatti รุ่นแรกในรอบ 20 ปีที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ W16 อันเป็นเอกลักษณ์อีกต่อไป นี่คือความกล้าที่จะฉีกขนบเดิม ๆ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดแบบ V16 ความจุ 8.3 ลิตร ที่ได้รับออกแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งเครื่องยนต์ใหม่นี้ปราศจากระบบอัดอากาศ แต่เป็นการทำงานร่วมกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ซึ่งให้พละกำลังรวมกว่า 1,800 แรงม้า และสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 60 กิโลเมตร
มอเตอร์ไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 800V ที่ติดตั้งอยู่ในอุโมงค์กลางและด้านหลังผู้โดยสาร ซึ่งการที่มีระบบไฟฟ้ามาเกี่ยวข้องทำให้ Tourbillion สามารถสร้างแรงบิดมหาศาลได้ทันทีที่ผู้ขับขี่กดคันเร่ง รถสามารถพุ่งทะยานจากจุดหยุดนิ่งสู่ความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ในเวลา 2.0 วินาที ทำความเร็วจาก 0 – 200 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 5 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 445 กม./ชม. นับเป็นตัวเลขสมรรถนะที่เหลือเชื่อ แต่มันคือความจริงที่ไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้ทำได้ ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์ระบบไฮบริดก็ยังช่วยลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมากเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ W16 รุ่นเก่า และยังช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่และยกระดับสู่จุดสูงสุดของอุตสาหกรรมยานยนต์
ประสบการณ์แอนะล็อกที่แท้จริงในห้องโดยสาร

แม้ว่า Tourbillion จะเป็นไฮเปอร์คาร์ยุคใหม่ แต่ภายในห้องโดยสารกลับนำเสนอประสบการณ์แบบแอนะล็อกที่ทาง Bugatti พยายามสื่อถึงความเหนือกาลเวลา โดยได้แรงบันดาลใจจากโลกแห่งนาฬิกา Tourbillion ที่แม้จะถูกคิดค้นมาเป็นร้อยปีแล้วแต่ก็ยังสง่างามและใช้งานได้ดีในปัจจุบัน พร้อมกับผสมผสานผสานแฟชั่นและไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในห้องโดยสารของไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้คือแผงหน้าปัดที่ออกแบบและสร้างขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญของช่างทำนาฬิกาชาวสวิส เป็นแผงหน้าปัดแบบแอนะล็อกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหน้าปัดนาฬิกา Tourbillion ออกแบบเป็นโครงเหล็กที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 600 ชิ้น ผลิตจากไทเทเนียมและอัญมณี เช่น แซฟไฟร์และทับทิม เปรียบเสมือนผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เป็นจุดสนใจของประสบการณ์การขับขี่ โดยหน้าปัดนี้จะยึดติดแน่นอยู่กับพวงมาลัยที่หมุนได้รอบตัว ทำให้ผู้ขับขี่จะมองเห็นแผงหน้าปัดได้อย่างชัดเจนโดยไม่ถูกบดบังไม่ว่าจะหมุนในมุมไหน
พร้อมสัมผัสพื้นถนนในปี 2026

Bugatti Tourbillon กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบขั้นสุดท้าย โดยรถเวอร์ชัน Prototype ได้ออกวิ่งทดสอบบนถนนจริงแล้วเพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2026 โดยเบื้องต้นจะมีการผลิตออกมาทั้งหมด 250 คัน ราคาเริ่มต้นที่ 3.8 ล้านยูโร (ราว 150 ล้านบาท) Tourbillon ทุกคันจะประกอบด้วยมืออย่างพิถีพิถันที่โรงงาน Bugatti Atelier ในเมือง Molsheim ประเทศฝรั่งเศส โดยจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตต่อจาก Bugatti Bolide และ Mistral ซึ่งเป็นสองรุ่นสุดท้ายที่ใช้เครื่องยนต์ W16
ตลอดประวัติศาสตร์ของ Bugatti ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวของความเร็วและสุดยอดยานยนต์ที่เป็นจุดสูงสุดทางเทคโนโลยี Bugatti Tourbillon กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่กับการก้าวเข้าสู่ยุคของเครื่องยนต์ V16 ผสานกับชุดแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้สมรรถนะระดับสูงจนยากจะหาใครมาเทียบเคียง นี่จะเป็นไฮเปอร์คาร์ที่ทรงพลังและล้ำสมัยที่สุดของแบรนด์ พร้อมกับความรู้สึกและประสบการณ์อยู่เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง
ดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Bugatti Tourbillon ได้ที่ www.bugatti.com
สุดยอด Hyper Car “Koenigsegg” เผยโฉมครั้งแรกในไทยรวม 2 คัน 3,000 กว่าแรงม้า

โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 20 October 2563
สุดยอด Hyper Car รถยนต์สมรรถนะสูงกว่าทั่วไปหนึ่งในนั้นต้องมี “Koenigsegg” (เคอนิกเส็กก์) สุดยอดแบรนด์รถไฮเปอร์คาร์สมรรถนะสูงสัญชาติสวีเดน และครั้งแรกบนแผ่นดินไทย ได้เผยโฉมถึง 2 รุ่น
Koenigsegg
บริษัท เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย จำกัด (ในเครือชาริช โฮลดิ้ง) นำโดย อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ และ ศักดิ์ นานา กรรมการ จัดงาน “Koenigsegg Bangkok: The Ultimate Performance” ประกาศแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายไฮเปอร์คาร์ เคอนิกเส็กก์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

พร้อมเผยโฉมที่สุดแห่งนวัตกรรมไฮเปอร์คาร์ 2 รุ่น มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท

Koenigsegg Gemera Mega-GT สี่ที่นั่งคันแรกของโลก (The World’s First Mega-GT and Koenigsegg’s First For Four) ราคา 110,000,000 บาท โควต้าประเทศไทย 4 คัน จองแล้ว 1 คัน เริ่มผลิตปี 2022 รับรถปี 2024

Koenigsegg Jesko Absolut ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Koenigsegg (The Fastest Koenigsegg Ever – Forever) ราคา 350,000,000 บาท จัดจำหน่ายหมดแล้ว (นำมาโชว์)
Koenigsegg Jesko Absolut (เคอนิกเส็กก์ เยสโก้ แอบซูลุท)
ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Koenigsegg (The Fastest Koenigsegg Ever – Forever) และจะไม่ผลิตรถคันไหนที่เร็วและแรงกว่า Jesko Absolut อีกแล้วในอนาคต ทุกส่วนประกอบของ Jesko Absolut ถูกออกแบบมาเพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์การต้านลมของตัวถังและยังเพิ่มความนิ่งของตัวรถเมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้นอีกด้วย Koenigsegg Jesko Absolut มีค่าสัมประสิทธิ์แรงฉุดของอากาศเพียง 0.278 ด้วยเส้นสายและการออกแบบของตัวรถที่มีความปราดเปรียวและดุดันมาก


ยิ่งขึ้นด้วยครีบฉลามคู่ด้านท้ายที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ F-15 ซึ่งตัวครีบฉลามคู่นั้นทำหน้าที่คอยรีดอากาศด้านหลังให้ไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดแรงเฉี่อยจากลมเมื่อต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง ดีไซน์ด้านหน้าของ Jesko Absolut ถูกปรับแต่งให้สามารถเก็บหลังคาได้เพื่อความสะดวกในการใช้งานและจัดเก็บเมื่อต้องการเปิดประทุน ช่วงล่างของ Jesko Absolut ถูกปรับแต่งให้มีความนุ่มมากขึ้นเพื่อการขับขี่ที่สนุกเมื่อขับขี่ในสนามแข่งและยังคงสะดวกสบายเมื่อใช้งานบนถนนสาธารณะ





เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ที่ลากรอบได้สูงสุดถึง 8,500 รอบต่อนาที สามารถเค้นกำลังสูงสุดที่ 1,600 แรงม้า (ด้วยเชื้อเพลิง E85) เครื่องยนต์ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบส่งกำลังแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาและผลิตโดย Koenigsegg เอง ระบบส่งกำลังของ Jesko Absolut เป็นแบบ 9 จังหวะที่เรียกว่า “Light Speed Transmission (LST)” ซึ่งมาพร้อมกับระบบ “Ultimate Power On Demand (UPOD)” ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์สามารถตอบสนองได้ใกล้เคียงความเร็วของแสงพร้อมทั้งยังมีขนาดที่เล็กและน้ำหนักเบาเพียง 90 กิโลกรัมเท่านั้น


นั่นแปลว่ารถคันนี้ยังเป็นรถคันแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถแตะความเร็วสูงสุด 500 กม./ชม. และมากกว่านั้น แต่ ข้อจำกัดสำคัญ คือ ยาง, สถานที่
Koenigsegg Gemera (เคอนิกเส็กก์ เกเมร่า) Mega-GT
รถ ไฮเปอร์คาร์สี่ที่นั่งคันแรกของโลก (The World’s First Mega-GT and Koenigsegg’s First Four Four) ถูกออกแบบมาตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างแท้จริง ด้วยที่นั่งที่สามารถรองรับสรีระของผู้ใหญ่ได้ถึง 4 ที่นั่งและยังสามารถเก็บกระเป๋าสัมภาระได้ถึง 4 ใบ ทั้งยังมาพร้อมที่วางแก้วถึง 8 จุด จอแสดงผลข้อมูลต่างๆทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จุดชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบ Apple CarPlay ลำโพง 11 จุด และระบบเบาะปรับด้วยไฟฟ้าซึ่งช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย


หัวใจหลักของ Gemera คือเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ที่มีชื่อเรียกว่า “Tiny Friendly Giant (TFG)” มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 3 มอเตอร์ มอบพละกำลังสูงสุด 1,700 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดที่ 3,500 นิวตันเมตร ช่วยให้ Gemera ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 1.9 วินาทีเท่านั้น


ด้านเทคโนโลยีช่วยเหลือในการขับขี่ของ Gemera นั้นได้ติดตั้งทั้งระบบเลี้ยวล้อหลังและระบบกระจายแรงบิดเพื่อมอบการควบคุมที่ฉับไวและมั่นใจยิ่งขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่พร้อมเผชิญทุกสภาพถนน นอกจากสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เร้าใจแล้ว Koenigsegg Gemera ยังสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวด้วยความเร็วสูงสุดถึง 300 กม./ชม. และมีพิสัยเดินทางสูงสุด 50 กม. เมื่อต้องการเดินทางโดยปราศจากมลพิษหรือสามารถขับเคลื่อนในรูปแบบไฮบริด โดย Gemera ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 ได้หากต้องใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุดและมีพิสัยเดินทางไกลสุดถึง 950 กม.



Gemera นั้นถูกออกแบบด้วยแนวคิดการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการใช้ในเมืองด้วยความเร็วต่ำและขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วสูง ด้วยระบบความปลอดภัยตั้งแต่โครงสร้างตัวถังแบบ Carbon Fiber Monocoque ถุงลมนิรภัย 6 ใบ ระบบช่วยเหลือการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบเบรก ABS และระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS 2.5 ยิ่งไปกว่านั้นยังมีจุดยึด ISOFIX สำหรับเบาะหลังทั้ง 2 ที่นั่งอีกด้วย ดีไซน์ภายนอกของ Gemera ได้รับการออกแบบประตูใหม่ที่เรียกว่า “Koenigsegg Automated Twisted Synchrohelix Actuation Doors (KATSAD)” ซึ่งสามารถเปิดได้กว้างพอที่ผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลังสามารถเข้ารถไปได้พร้อมกันเลยในเวลาเดียวกันทั้งยังคงรูปลักษณ์แบบรถสปอร์ต 2 ประตู





บริเวณด้านบนประตูนั้นติดตั้งกล้องที่แสดงภาพของรถด้านหลังซึ่งเป็นครั้งแรกของ Koenigsegg ที่นำมาใช้บนรถแทนกระจกมองข้างทั่วไป ล้อขนาด 20 และ 21 นิ้วของ Gemera ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ล้วน ซึ่งมีน้ำหนักไม่ถึง 9 กิโลกรัมต่อล้อ ด้านท้ายของ Gemera ติดตั้งท่อไอเสียจาก Akrapovic ที่เพิ่มความดุดันทั้งด้านรูปลักษณ์และซุ้มเสียงของเครื่องยนต์ที่คำรามพร้อมจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ภายในของ Gemera อำนวยความสะดวกสบายด้วยเบาะปรับไฟฟ้าแบบ 4 ทิศทางในด้านหน้าแลถูกเสริมด้วยเมมโมรี่โฟมเพื่อรองรับสรีระผู้โดยสารให้สบายยิ่งขึ้นทั้ง 4 ที่นั่ง ผู้โดยสารทั้ง 4 ที่นั่งสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียงความบันเทิงและระบบปรับอากาศได้ด้วยตัวเองพร้อมทั้งยังมีช่องเก็บสัมภาระของแต่ล่ะที่นั่งเพื่อเป็นสัดส่วนอีกด้วย สำหรับ Gemera นี้ มีเพียงแค่ 300 คันทั่วโลกเท่านั้น สนนราคาอยู่ที่ 2.998 ล้านยูโร

ติดตามข่าวรถยนต์ ราคารถยนต์ รีวิวรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกยี่ห้อ กับเรา Autospinn
แชร์ความคิดเห็นบนเว็บบอร์ด Autospinn คลิกเลย webboard.autospinn.com
เช็คโปรโมชั่นรถใหม่ เช็คราคารถใหม่ ได้ที่นี่
ราคารถมือสอง ซื้อรถมือสอง ขายรถมือสอง เชิญได้เลยที่ one2car

