นิสสัน: ขับเคลื่อนอนาคตยานยนต์ไทยด้วยนวัตกรรมแห่งทศวรรษใหม่
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ที่คร่ำหวอดในวงการมานานกว่าสิบปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่พลังงานไฟฟ้า แต่ยังรวมถึงการปรับโฉมแนวคิดการเดินทาง การใช้ชีวิต และการเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับทุกมิติของชีวิตประจำวัน Nissan แบรนด์ที่หยั่งรากลึกในประเทศไทยมานานกว่า 7 ทศวรรษ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอยานยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยมาโดยตลอด ในปี 2025 นี้ Nissan ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม ด้วยการผสมผสานมรดกอันยาวนานเข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ปลอดภัยยิ่งขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ Nissan พร้อมนำเสนอสู่ตลาดในปัจจุบันและอนาคต
ตลาดรถยนต์ในปี 2025 มีความท้าทายและโอกาสที่แตกต่างออกไป ผู้บริโภคมีความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ได้มองหารถแค่พาหนะ แต่ต้องการ ‘โซลูชันการเดินทาง’ ที่ฉลาด ประหยัดพลังงาน และสะท้อนตัวตน Nissan เข้าใจในจุดนี้เป็นอย่างดี และได้นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์อเนกประสงค์ ไปจนถึงรถกระบะสมรรถนะสูง โดยแต่ละรุ่นได้รับการปรับปรุงและเสริมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อให้เป็นผู้นำในตลาดแต่ละเซ็กเมนต์ได้อย่างแท้จริง การก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวทำให้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ (Connectivity) กลายเป็นหัวใจสำคัญ ควบคู่ไปกับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) และแน่นอนว่า ประเด็นเรื่องความยั่งยืนและการลดมลพิษคือสิ่งที่ Nissan ให้ความสำคัญสูงสุด ด้วยกลยุทธ์ “Nissan Intelligent Mobility” ที่มุ่งเน้นการปฏิวัติการขับขี่ในสามมิติหลัก ได้แก่ Intelligent Driving, Intelligent Power และ Intelligent Integration
Nissan Almera: ซีดานอัจฉริยะ คู่หูการเดินทางในเมืองแห่งอนาคต
Nissan Almera ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Nissan ในประเทศไทย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Almera ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์คอมแพคซีดาน ด้วยการนำเสนอแพ็กเกจที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะ ความประหยัด และเทคโนโลยีความปลอดภัย Almera ในปี 2025 ได้รับการยกระดับให้เป็น “ซีดานอัจฉริยะ” ที่สมบูรณ์แบบสำหรับชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หัวใจหลักยังคงเป็นเครื่องยนต์ HRA0 1.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ได้รับการปรับจูนให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ดียิ่งขึ้น ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร สิ่งที่น่าประทับใจคืออัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque) ซึ่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัวและสนุกสนานในทุกย่านความเร็ว เหมาะสมอย่างยิ่งกับการขับขี่ในเมืองที่การจราจรหนาแน่น หรือแม้แต่การเดินทางออกนอกเมืองในวันหยุดสุดสัปดาห์ ไม่ใช่เพียงแค่ความแรง แต่ยังมาพร้อมกับอัตราการประหยัดน้ำมันที่เป็นเลิศ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ รถยนต์ประหยัดพลังงาน
เทคโนโลยีความปลอดภัยคือสิ่งที่ Nissan ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์ที่ใช้งานในเมือง Almera มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคัน 360° Safety Shield ที่ได้รับการพัฒนาให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น ประกอบด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning) ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking) ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) ระบบเตือนขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert) และกล้องมองภาพรอบทิศทางอัจฉริยะ (Intelligent Around View Monitor) ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกสถานการณ์ ทำให้ Almera เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาด รถยนต์ปลอดภัย 2025
ภายในห้องโดยสารของ Almera สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียด ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวางเกินคาดในรถระดับเดียวกัน เบาะนั่งพรีเมียม “Quole Modure” ยังคงเป็นจุดเด่นที่มอบความสบายตลอดการเดินทาง ไม่สะสมความร้อน และรองรับสรีระได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ ระบบเชื่อมต่อในรถยนต์ NissanConnect ยังได้รับการปรับปรุงให้รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Android Auto และ Apple CarPlay ได้อย่างราบรื่น แสดงผลบนหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมระบบนำทางผ่าน Google Maps และระบบสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ (Voice Recognition) เพิ่มความสะดวกสบายและความบันเทิงให้กับการเดินทางในทุกๆ วัน ทำให้ Almera เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ แต่คือศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่เคลื่อนที่ได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการ ซีดานอัจฉริยะ ที่ครบครัน
Nissan Kicks e-POWER: พลิกนิยาม SUV ด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
Nissan Kicks e-POWER ยังคงเป็นผู้เล่นหลักที่โดดเด่นในตลาด B-SUV ด้วยแนวคิดการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ Nissan เทคโนโลยี e-POWER เจเนอเรชันที่ 2 ที่อยู่ใน Kicks e-POWER ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นไม่ต่างจาก รถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่ชาร์จหรือการเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่
หัวใจสำคัญของ Kicks e-POWER คือระบบขับเคลื่อนที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 1.2 ลิตร เป็นเพียงตัวผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นผู้ขับเคลื่อนล้อโดยตรง สิ่งนี้มอบอัตราเร่งที่นุ่มนวล เงียบ และตอบสนองทันใจตั้งแต่ออกตัว ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองหรือการเร่งแซงบนไฮเวย์ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 2.06 กิโลวัตต์-ชั่วโมงที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดถึง 136 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ทำให้ Kicks e-POWER มีพละกำลังที่เหลือเฟือและมอบความสนุกในการขับขี่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะในเมืองที่ทำได้สูงถึง 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร และเฉลี่ย 23.8 กิโลเมตรต่อลิตรในโหมดการขับขี่โดยรวม ทำให้เป็น SUV ประหยัดพลังงาน ที่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
นวัตกรรม “e-Pedal Step” คืออีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Kicks e-POWER แตกต่าง เมื่อผู้ขับขี่เลือกโหมด Sport หรือ Eco สามารถเร่งหรือลดความเร็วได้ด้วยแป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว ซึ่งช่วยลดความเมื่อยล้าในการขับขี่ระยะไกล หรือการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูพลังงานกลับสู่แบตเตอรี่ ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและควบคุมได้ง่ายดายยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่มองหาสไตล์และความพรีเมียมที่เหนือกว่า Kicks e-POWER ยังมีรุ่น AUTECH ที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษ เพิ่มความสปอร์ตและหรูหราให้กับการออกแบบภายนอกและภายใน ทำให้ Kicks e-POWER ไม่เพียงแค่เป็น รถยนต์ไฮบริด ที่ประหยัดพลังงาน แต่ยังเป็นรถที่สะท้อนรสนิยมและความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ตอบโจทย์เทรนด์ รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ที่เน้นความยั่งยืนและการใช้งานจริง
Nissan Navara: รถกระบะอัจฉริยะ แกร่งเกินคาด ฉลาดเกินใคร
Nissan Navara ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนานในฐานะรถกระบะที่สมบุกสมบัน ทนทาน และเชื่อถือได้ แต่ Navara ในปี 2025 คือการยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานความแข็งแกร่งเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานหนัก การเดินทางผจญภัย หรือการใช้ชีวิตในเมือง
ดีไซน์ของ Navara ยังคงเน้นความบึกบึนและทรงพลัง แต่เพิ่มความทันสมัยและสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยเส้นสายที่ดุดันและรายละเอียดที่ประณีต รุ่นพิเศษอย่าง Black Edition ที่มาพร้อมสีตัวถัง Stealth Grey และชุดแต่งสีดำรอบคันยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสะท้อนถึงบุคลิกที่กล้าแกร่งและไม่เหมือนใคร ทำให้ Navara เป็นมากกว่ารถกระบะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของอิสระในการใช้ชีวิต
ขุมพลังของ Navara คือเครื่องยนต์ YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ขนาด 2.3 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบธรรมดา (M mode) ได้ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการควบคุม ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในการบรรทุกและลากจูง พร้อมกับการเร่งแซงที่มั่นใจ นอกจากนี้ ยังรองรับน้ำมันดีเซลได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น B7, B10, หรือ B20 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือก รถกระบะใช้งานหนัก ในปัจจุบัน
โครงสร้างแชสซีส์แบบโมโนเฟรมจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Nissan ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่มอบความแข็งแกร่งและความทนทานสูงสุด ช่วยให้ Navara สามารถรับมือกับงานหนักและการขับขี่ในสภาพถนนที่ท้าทายได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็นการบรรทุกสัมภาระจำนวนมาก หรือการผจญภัยในเส้นทางออฟโรด นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติที่เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน เช่น บันไดที่กันชนท้ายที่ช่วยให้การเข้า-ออกกระบะท้ายง่ายขึ้น และการปรับตำแหน่งตะขอยึดสัมภาระที่ตอบโจทย์การบรรทุกทั้งขนาดใหญ่และเล็ก
Nissan ยังคงเสริมความปลอดภัยให้กับ Navara ด้วย เทคโนโลยีความปลอดภัยกระบะ ที่ครอบคลุม อาทิ ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning) ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) ระบบเตือนขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert) และกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้การขับขี่ Navara เป็นไปอย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกเส้นทาง ทำให้ Navara เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหา กระบะสมรรถนะสูง ที่ฉลาดและพร้อมลุยไปกับคุณทุกสถานการณ์
Nissan Terra: ยานยนต์อเนกประสงค์ระดับพรีเมียม เพื่อการเดินทางของครอบครัวในยุค 2025
สำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่มองหายานยนต์ที่ผสมผสานความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการเดินทาง Nissan Terra คือคำตอบที่ลงตัว ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่แข็งแกร่ง ทำให้ Terra เป็น SUV พรีเมียม ที่พร้อมพาคุณและครอบครัวไปได้ทุกที่อย่างมีสไตล์และมั่นใจ
ภายในห้องโดยสารของ Terra ได้รับการออกแบบให้กว้างขวางเป็นพิเศษ เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับทุกคนในครอบครัวตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ด้วยเบาะนั่งที่รองรับสรีระ และระบบปรับอากาศที่เย็นฉ่ำทั่วถึงทั้งสามแถว ทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสุขและผ่อนคลาย ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 2.3L เทอร์โบคู่ ที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด พร้อมโหมดแมนนวล เพื่อการขับขี่ที่สนุกและควบคุมได้อย่างใจ รองรับน้ำมันดีเซลได้ทั้ง B7, B10 และ B20 พร้อมอัตราการประหยัดเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจสำหรับ รถยนต์อเนกประสงค์ ขนาดใหญ่
จุดเด่นของ Terra คือ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดที่เหมาะสมกับสภาพถนนและการเดินทางได้ ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ ออฟโรด หรือเส้นทางที่ท้าทาย ทำให้ Terra เป็น รถยนต์ครอบครัว ที่พร้อมลุยไปได้ทุกที่ และยังคงความปลอดภัยสูงสุดด้วยเทคโนโลยี 360° Safety Shield ที่ครอบคลุม อาทิ ระบบเตือนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning) ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking) ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Lane Departure Warning) และกล้องมองภาพรอบทิศทางอัจฉริยะ (Intelligent Around View Monitor) เพื่อให้ทุกการเดินทางของครอบครัวเป็นไปอย่างปลอดภัยที่สุด
ความบันเทิงตลอดการเดินทางคือสิ่งที่ Nissan ให้ความสำคัญ Terra มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียง BOSE ระดับพรีเมียมที่ติดตั้ง 8 ตำแหน่งรอบคัน มอบประสบการณ์เสียงที่คมชัดและสมจริง และสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ยังสามารถเพลิดเพลินกับความบันเทิงออนไลน์ตามต้องการผ่านหน้าจอขนาด 11 นิ้ว พร้อมการเชื่อมต่อ HDMI หรือ Smart TV ทำให้ Nissan Terra ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่คือห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ที่เติมเต็มความสุขให้กับทุกสมาชิกในครอบครัว
เทคโนโลยีที่มากกว่าแค่การเดินทาง: นิสสัน ลีฟ กับวิสัยทัศน์แห่งพลังงานยั่งยืน
ในฐานะผู้นำระดับโลกด้าน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า Nissan ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าว่าสามารถทำอะไรได้มากกว่าแค่การขับเคลื่อน Nissan LEAF รถยนต์ไฟฟ้า 100% คือตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิด “Energy Share” ของ Nissan ที่เปลี่ยนบทบาทของรถยนต์ให้เป็นมากกว่าพาหนะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะ
ในยุคที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและความยั่งยืน Nissan ได้บุกเบิกการใช้งานระบบชาร์จไฟสองทาง (Bi-directional charge) ที่เรียกว่า Vehicle-to-Home (V2H) และ Vehicle-to-Grid (V2G) เทคโนโลยี V2H ช่วยให้ Nissan LEAF สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่รถยนต์กลับเข้าสู่ระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้ ทำให้รถยนต์กลายเป็นแหล่งพลังงานสำรองยามฉุกเฉิน หรือช่วยลดค่าไฟในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในยุคที่การจัดการพลังงานในครัวเรือนเป็นสิ่งสำคัญ ในขณะที่ V2G หรือ Vehicle-to-Grid คือการเชื่อมต่อรถยนต์ไฟฟ้าเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ เพื่อช่วยเสริมเสถียรภาพของกริดพลังงาน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา พลังงานหมุนเวียน ในภาพรวม
Nissan ได้ทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการศึกษาโครงการแปลงพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์ไฟฟ้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานยั่งยืนในประเทศไทย การใช้แบตเตอรี่ขนาด 40kWh ของ Nissan LEAF และเทคโนโลยีการชาร์จแบบสองทางนี้ ถือเป็นการนำ นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ระดับโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ Nissan LEAF กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และเป็นต้นแบบของ รถยนต์ไฟฟ้า 2025 ที่สามารถเป็นมากกว่าพาหนะ
สัมผัสประสบการณ์ Nissan และก้าวสู่อนาคตไปพร้อมกัน
Nissan มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์คุณภาพสูง แต่ยังรวมถึงการบริการหลังการขายที่ใส่ใจ และข้อเสนอทางการเงินที่ยืดหยุ่น เพื่อให้การเป็นเจ้าของรถ Nissan เป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าที่สุด เราเข้าใจว่าการตัดสินใจซื้อรถยนต์เป็นการลงทุนที่สำคัญ ดังนั้น Nissan จึงมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบำรุงรักษา อะไหล่ หรือการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉิน มั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดจาก Nissan
ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว Nissan ยังคงยืนหยัดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค พร้อมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืน ปลอดภัย และเชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด เราขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเดินทางครั้งสำคัญนี้ สัมผัสเทคโนโลยีล้ำสมัยและสมรรถนะที่เหนือชั้นของรถยนต์ Nissan ทุกรุ่น
อย่ารอช้าที่จะสัมผัสอนาคต! เชิญมาทดลองขับรถยนต์ Nissan รุ่นที่คุณสนใจได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมนิสสันทั่วประเทศ เพื่อค้นพบยานยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ และร่วมเดินทางสู่โลกแห่งยานยนต์อัจฉริยะที่ยั่งยืนไปพร้อมกับ Nissan ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมก้าวไปข้างหน้ากับคุณในทุกเส้นทาง

