5 รถยุโรปมือสอง ราคาไม่เกินล้าน รุ่นไหนน่าซื้อ คุ้มสุด!
MR.CARROสิงหาคม 7, 2020
5 minutes read
ถ้าจะให้พูดถึงตลาดรถมือสองในบ้านเรานั้น ด้วยเงื่อนไขราคาและสภาพของรถ ถือว่ามีตัวเลือกเยอะมาก เริ่มต้นกันตั้งแต่ราคาระดับหลักหมื่น ไปจนถึงหลักล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่ว่ามานี้ ไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถซื้อรถญี่ปุ่นในระดับ Compact Car ป้ายแดงได้เลยทีเดียว
แต่งบก้อนเดียวกันนี้ หลายคนบอก “ไปเล่นรถยุโรปมือสองดีกว่า” ก็สามารถลงมาเล่นรถยุโรปมือสองที่ปีไม่เก่ามาก ได้อีกเหมือนกัน! อีกทั้งยังเป็นเครื่องบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมได้อีกด้วย จากแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมแบรนด์อันหลากหลาย ดูแพงดูมีราคา
สำหรับงบไม่เกิน 1 ล้านบาท หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ก็ซื้อเงินสดได้เลย หรือจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถผ่อนดาวน์ได้ไม่ยาก อาจจะซื้อเป็นรถคันแรก หรือรถคันที่สองก็ย่อมได้ และก็อาจจะเป็นรถที่คนวัย 30+ ขึ้นไป เริ่มมองหารถยนต์ที่ดูเหมาะกับหน้าที่การงานอันมั่นคง หรือมีครอบครัวแล้ว แต่ได้รถแบรนด์ดี ขับแล้วดูดีราคา ขับใช้งานได้ทุกวัน
โดยปกติแล้ว รถแบรนด์ยุโรป คุณภาพการประกอบถือว่าดีกว่ารถญี่ปุ่น แต่ก็มีข้อด้อยอย่างเรื่องระบบอิเลกทรอนิกส์ ที่อาจจะต่างจากรถญี่ปุ่นโดยบางอย่างอาจใช้เฉพาะในสเปครถเมืองหนาว การ Service ต้องระวัง หลายอย่างถ้าแตกหักขึ้นมามีราคาแพงทีเดียว
ส่วนในเรื่องของค่าบำรุงรักษานั้น จะบอกว่าแพงกว่ารถญี่ปุ่นแน่นอน แต่ก็ไม่มากกว่ากันเท่าไหร่ อะไหล่บางชิ้นที่ถูกกว่าก็มี ถ้าคุณดูแลรถเป็น มีอู่นอกที่ไว้ใจได้ โอกาสที่ซ่อมแล้วไม่บานปลายก็มาก

MR.CARRO จะเล่าให้ฟังกัน ว่ามีงบ 1 ล้านบาท ซื้อรถยุโรปมือสองรุ่นไหน ถึงเหมาะกับการใช้งาน!

1. BMW Series 3 (F30)
BMW Series-3 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) ในรหัส F30 นับได้ว่าเป็นรถ Compact Car ยอดนิยมของคนไทยจริงๆ อีกทั้งยังถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นที่ 6 นับตั้งแต่มีการเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1975 ที่ยังคงได้รับความนิยมจากตลาดรถยนต์ในไทยทุกยุคทุกสมัย
สำหรับ BMW Series-3 รุ่นนี้ เปิดตัวในเยอรมนีครั้งแรกเมื่อ 14 ตุลาคม 2011 และเปิดตัวในไทยเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2555 โดยรุ่นแรกมีเฉพาะตัวรุ่นย่อย 320d Sport / Modern / Luxury ที่นำเข้าจากเยอรมนี ก่อนจะประกอบในประเทศ CKD ต่อมา
และในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2555 จึงได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 320i Sport / Modern / Luxury และ 328i Sport
ในโฉมที่มีราคามือสองเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยส่วนมากแล้ว จะเป็นรถประมาณปี 2011 – 2013
สำหรับ BMW Series-3 โฉมนี้ มีมิติตัวรถใหญ่ขึ้นกว่าเดิมทุกมิติ อีกทั้งยังลดน้ำหนักลงในจุดต่างๆ ทำให้รถรุ่นนี้กลับมีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 40 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับแต่ละรุ่น)
และยังมาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบ TwinPower โดยใน 3 รุ่นหลักๆ ทั้ง 320i, 328i และ 320d มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล รายละเอียดตามนี้
ในรุ่น 320i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 16.9 กม./ลิตร
ในรุ่น 328i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 4,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.4 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 15.9 กม./ลิตร
ส่วน 320d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.6 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 21.7 กม./ลิตร
เอาเป็นว่าไลฟ์สไตล์ใครชอบแบบไหน ชอบแรง ชอบประหยัด เชิญเลือกซื้อได้ตามอัธยาศัย …

2. BMW Series 5 (F10)
BMW Series-5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) ในรหัส F10 เหมาะสำหรับคนชอบรถใหญ่ขึ้นมาหน่อย ออกแนวผู้บริหารนั่ง ซึ่งยังคงความเป็นเอกลัษณ์ของ BMW กับกระจังหน้าไตคู่ หลังคาลาดแบบสปอร์ต และเส้นขอบหน้าต่างบานหลังหักมุมในแบบ “Hofmeister Kink” แต่ก็มีราคาเริ่มต้นที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทแล้วเช่นกัน แม้ว่าตอนเปิดตัวใหม่ จะมีราคาสูงมากถึงหลายล้านบาทเลยทีเดียว!
สำหรับ BMW Series-5 รุ่นนี้ เปิดตัวในไทยเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2553 โดยรุ่นแรกมีเฉพาะตัวรุ่นย่อย 530d และ 535i ที่นำเข้าจากเยอรมนี ต่อมาจึงเปิดตัว BMW 523i รุ่นประกอบในประเทศ โดยมี 2 รุ่นย่อย ประกอบด้วย BMW 523i และ BMW 523i Highline
ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 2553 จึงได้เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 520d และ 525d ซึ่งเข้ามาแทนที่ 530d รุ่นนำเข้า โดยทั้ง 2 รุ่นเป็นรุ่นประกอบในประเทศ
ต่อมาในปี 2555 เปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ในรุ่นเครื่องเบนซินอย่าง 520i, 528i, และ 528i Sport โดยทั้ง 3 รุ่น เข้ามาจำหน่ายแทน 523i
ในโฉมที่มีราคามือสองเริ่มต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท จะเป็นรถประมาณปี 2010 – 2012 รุ่นที่น่าสนใจ ก็จะมีประมาณนี้ ในงบไม่เกิน 1 ล้านบาท …
BMW 520d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Advanced Diesel แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า (เพิ่มขึ้น 7 แรงม้า หรือ 4% จากรุ่นก่อนหน้า) แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตร ที่ 1,900-2,750 รอบ/นาที (เพิ่มขึ้น 30 นิวตัน-เมตร หรือ 9% จากรุ่นก่อนหน้า)ส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 8HP 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 8.1 วินาที ประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 19.2 กม./ลิตร (ดีขึ้น 8%)
สำหรับ BMW 525d มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Advanced Diesel แบบ 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8HP Sports Automatic 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 7.2 วินาที อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 16.4 กม./ลิตร
มาพร้อมกับเทคโนโลยี EfficientDynamics ที่เหนือชั้นของบีเอ็มดับเบิลยู เช่น ระบบ Brake Energy Re-Generation และระบบ Active Aerodynamics
และ BMW 523i ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง ขนาด 2.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ Valvetronic ส่งกำลังสู่ล้อหลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 8.5 วินาที (เร็วขึ้น 7%) อัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 12.5 กม./ลิตร

3. Mercedes-Benz C-Class (W204)
Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส) รหัสรุ่น W204 จัดว่ามีราคามือสองในปี 2563 ที่จับต้องได้เลย เริ่มต้นประมาณ 5 แสนบาทก็พร้อมเป็นเจ้าของได้แล้ว อีกทั้งยังเป็นรถที่ปีไม่เก่ามาก และช่างเบนซ์หลายอู่สามารถซ่อมได้ง่าย ซ่อมไม่ยาก
โฉมนี้เปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2550 โดยนำเข้ารุ่น C 200 Kompressor และ C 230 Kompressor ในรุ่น C 200 Kompressor ให้แรงม้าที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 163 แรงม้า เป็น 184 แรงม้า ซึ่งมากขึ้นถึง 13% และการเพิ่มขึ้นของแรงบิดกว่า 18%
ต่อมาในเดือนมกราคม 2551 เปิดตัว C 200 Kompressor Elegance และ C 200 Kompressor Avantgarde พร้อมชูประเด็นเรื่องระบบความปลอดภัย PRE-SAFE ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และความปราดเปรียวในการขับขี่ Agillity Control
และในปี 2553 เปิดตัว C 200 CGI BlueEFFICIENCY และ C 250 CDI BlueEFFICIENCY Avantgarde กับเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด
สำหรับ C200 มาพร้อมกับขุมพลังเบนซินขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 250 นิวตันเมตร ที่ 2,800-5,000 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 230 กม./ชม. สั่งงานด้วยระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 5 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-touch Shift
ในส่วนของ C250 มาพร้อมกับขุมพลังดีเซลคอมมอนเรลเจเนเรชั่นที่ 4 ขนาด 2.1 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 4,200 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-1,800 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ 240 กม./ชม.
ต่อมาในเดือนกรกฎาคมปี 2554 เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ ประเดิมด้วย C 200 BlueEFFICIENCY 184 แรงม้า และ C 250 CDI BlueEFFICIENCY 204 แรงม้า และยังมีรุ่นย่อยที่แรงสุดอย่าง C300 4Matic ใช้ขุมพลังแบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร มีแรงม้าสูงสุด 228 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด 7G-TRONIC PLUS ให้เลือกอีกด้วย …

4. Mercedes-Benz E-Class (W212)
Mercedes-Benz C-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัสรุ่น W212 จัดได้ว่าเป็นเบนซ์รุ่นยอดนิยมมากอีกหนึ่งรุ่น รูปลักษณ์ได้รับอิทธิพลมาจากรถต้นแบบที่ชื่อ Concept Fascination ที่เปิดตัวใน Paris Motorshow 2008 และยังคงรูปลักษณ์ของไฟหน้าแบบดวงคู่ฝั่งละ 2 ดวง เพียงแต่เปลี่ยนจากทรงกลมรี มาเป็นแบบสี่เหลี่ยมไม่เท่ากัน ที่เรียกว่า Rhomboid Headlamps แทน
นับว่าเป็นรถมือสองที่เหมาะสำหรับคนชอบรถใหญ่ รถหรู แนวผู้บริหารมากๆ ราคามือสองในปี 2563 ประมาณ 6 แสนบาทกลางๆ ก็หามาเป็นเจ้าของกันได้แล้ว
ในเดือนสิงหาคม 2552 เปิดตัว E 500 เครื่องยนต์ขนาด 5.5 ลิตร 388 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ที่ 5.2 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 เปิดตัว E 250 CGI BlueEFFICIENCY Avantgarde เพิ่ม โดยเป็นการนำเข้าทั้งคันก่อน
เดือนมกราคม 2553 เปิดตัว E-Class รุ่นประกอบในประเทศ เป็นรุ่น E300 Avantgarde มีรูปทรงที่ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ 0.27 ทำให้เป็นยนตรกรรมหรูที่ลู่ลมมากที่สุด ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 7 สปีด 7G-Tronic พร้อมกับ Direct Select สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้ที่พวงมาลัยอีกด้วย
ในปี 2555 เพิ่มระบบเกียร์ใหม่ ที่เหมาะทุกการขับขี่ ระบบส่งกำลังเป็นเยี่ยม 7G-Tronic Plus
สำหรับ E250 มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ที่ 2,000 – 4,300 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.8 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 238 กม./ชม.
โดยในรุ่น E300 ที่เราแนะนำนั้น มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 3.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 219 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 2,500 – 5,000 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 7.4 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 247 กม./ชม.

5. MINI One / MINI Cooper / MINI Clubman / MINI Countryman
MINI (มินิ) รถเล็กในตำนานยอดนิยมตลอดกาล ที่มีแฟนๆ ทั้งในไทยและทั่วโลก เป็นรถที่ขับสนุก เกาะถนนดี เหมือนขับรถโกคาร์ท อีกทั้งยังมีให้เลือกกันมากมายหลายแบบ ด้วยดีไซน์คลาสสิกเป็นเอกลักษณ์หลักของมินิ ตามปรัชญาการดีไซน์ “From Original To Original” กับพัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วยกำลังเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่เหนือกว่าเดิม
นับตั้งแต่เปิดตัว MINI ครั้งแรกในไทยเมื่อ 2545 จวบจนปัจจุบัน MINI มือสอง ราคาไม่เกินล้าน มีให้เลือกด้วยกันหลายรุ่น เช่น
- MINI One รหัส R50 เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร Tritec รหัส W10 90 แรงม้า
- MINI Cooper รหัส R50 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร Tritec รหัส W10 115 แรงม้า
- MINI Cooper S รหัส R53 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร Supercharged รหัส W10 163 แรงม้า/ 170 แรงม้า (รุ่น LCi เปิดตัวมีนาคม 2548)
- MINI One รหัส R5ุ6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร Prince รหัส N14 95 แรงม้า (เปิดตัวเดือนมิถุนายน 2550)
- MINI Cooper / S รหัส R56 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส N14 120 แรงม้า / 175 แรงม้า (เปิดตัวเดือนมีนาคม 2550)
- MINI Clubman / S /D รหัส R55 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส N14 120 แรงม้า / 175 แรงม้า / ดีเซล 110 แรงม้า
- MINI Cooper / S รหัส R56 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส N16 122 แรงม้า / 184 แรงม้า (รุ่น LCi เปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2553)
- MINI Cooper D / SD รหัส R56 เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร รหัส N47 112 แรงม้า / ดีเซล 143 แรงม้า (เปิดตัวเดือนมีนาคม 2555)
- MINI Countryman / S / SD รหัส R60 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร รหัส N16 122 แรงม้า / 184 แรงม้า (เปิดตัวเดือนพฤศจิกายน 2553) และดีเซล 143 แรงม้า
MR.CARRO ยกตัวอย่างมาให้ดูกัน 5 รุ่น 5 สไตล์ หวังว่าคงถูกใจกันไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณของคุณด้วยล่ะครับ ที่ถึงแม้ว่าซื้อรถราคาคันละเกือบ 1 ล้านบาท ก็ยังต้องตั้งงบไว้สำหรับซ่อมบำรุง ตรวจเปลี่ยนอะไหล่ต่างๆ ด้วยนะครับ
ส่วนถ้าใครเป็นคนชอบรถ Option เยอะๆ ก็ต้องรู้ตัวว่าตัวเองว่า Option ที่รถมีอยู่นั้น ตัวเองมีโอกาสได้ใช้มากน้อยแค่ไหน? ถ้าใช้เยอะก็เลือกได้ แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ ก็เลือกรุ่นถูกลงมาหน่อยก็ได้ เพราะ Option เหล่านี้ มักจะเป็นระบบไฟฟ้าซะส่วนมาก ซึ่งเวลามันรวนแล้ว ค่าใช้จ่ายในการซ่อมหรือเปลี่ยนนี่ บานเลยล่ะคุณ …

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ! เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!
ซึ่งรถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริง เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถ Mazda2 ทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!
เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!
ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถเบนซ์มือสอง หรือบีเอ็มมือสอง รุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่งบไม่พอ! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai
10 รถญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา
26.05.2022
Содержание [–]
- เล็กซัส LFA (2010)
- นิสสัน GT-R NISMO (2013)
- โตโยต้า GT86 (2012)
- เล็กซัส LC500 (2020)
- ฮอนด้าซีวิคไทป์อาร์ (2017)
- Acura NSX (2016)
- โตโยต้าโคโรลลา (2018)
- โตโยต้า Supra MKV (2019)
- มาสด้า Miata MX-5 (2015)
- ซูบารุ อิมเพรสซ่า (2016)
อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในปีพ.ศ. 1980 ได้แซงหน้าสหรัฐอเมริกาและกลายมาเป็นผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในโลก และยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นอยู่อันดับสองรองจากจีนในตัวบ่งชี้นี้ แต่ยังคงเป็นเจ้าของบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดตามปริมาณการผลิต – โตโยต้า
รถยนต์ญี่ปุ่นเป็นที่นิยมอย่างมากในด้านความน่าเชื่อถือความพร้อมของชิ้นส่วนความง่ายในการบำรุงรักษาและศักยภาพในการปรับแต่งที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังเสนอขายในราคาที่ไม่แพงนักในขณะที่ยังคงรักษามูลค่าไว้ในตลาดรถมือสอง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมมากจากดินแดนอาทิตย์อุทัยและรวมอยู่ในการจัดอันดับของ Hotcars.com
เล็กซัส LFA (2010)
มีเหตุผลที่สมเหตุสมผลว่าซูเปอร์คาร์คันนี้มีราคา 500000 เหรียญและรุ่น Limited Nurburgring Editions มีราคาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกล่าวว่านี่คือรถสปอร์ตที่มีเครื่องยนต์ V10 ที่ดีที่สุดในโลก
รถคันนี้ได้รับการพัฒนามาเกือบ 10 ปีแล้วและความคิดของ บริษัท ญี่ปุ่นคือการสร้างรถที่สามารถแข่งขันกับ Ferrari และ Lamborgini ได้ และ Lexus ก็ทำได้แน่นอน

นิสสัน GT-R NISMO (2013)
รถคันนี้หรือที่รู้จักกันในชื่อก็อตซิลล่าเปิดตัวสู่สาธารณะในปี 2007 ทำให้หลายคนชื่นชอบอัตราเร่งที่น่าทึ่งและระบบขับเคลื่อนทุกล้อ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับ Nissan และในปี 2013 GT-R NISMO ที่ดุดันยิ่งขึ้นก็ปรากฏตัวขึ้น
รถได้รับการปรับแต่งโดยแผนกกีฬาของ Nissan โดยมีการปรับปรุงการตั้งค่าระบบกันสะเทือนการเบรกและเสถียรภาพ กำลังพุ่งไปที่ 600bhp และเร่งจาก 0 ถึง 100 กม. / ชม. ใน 2,6 วินาที

โตโยต้า GT86 (2012)
รถคันนี้อาจรู้จักกันในชื่อ Subaru BRZ หรือ Scion FR-S ขึ้นอยู่กับตลาด เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นสองรายคือ Toyota และ Subaru และวางจำหน่ายในตลาดตั้งแต่ปี 2012
Toyota GT 86 เป็นรถสปอร์ตที่คล่องตัวด้วยเครื่องยนต์ 2,0 ลิตรแบบดูดอากาศเข้าตามธรรมชาติที่มาพร้อมกับระบบเกียร์ธรรมดาหรืออัตโนมัติ มันอาจจะไม่ใช่รถที่เร็วที่สุดบนทางตรง แต่ก็มีคุณสมบัติบางประการที่รถสปอร์ตที่มีราคาแพงกว่าไม่สามารถเทียบได้

เล็กซัส LC500 (2020)
หนึ่งในโมเดลที่รุนแรงที่สุดของผู้ผลิตญี่ปุ่นอย่างน้อยก็ชวนให้นึกถึงอดีต รุ่นนี้มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ V8 ที่ดูดอากาศตามธรรมชาติและเครื่องยนต์ไฮบริด V6
Lexus เปิดตัวรุ่นใหม่ในปี 2019 เพื่อให้ผู้ซื้อสนใจ เว้นแต่พวกเขาจะมีเงิน 120 ดอลลาร์สำหรับใช้จ่าย

ฮอนด้าซีวิคไทป์อาร์ (2017)
Honda Civic Type R รุ่นที่ 2,0 ถือเป็นรถพิเศษจริงๆ และไม่ใช่แค่เรื่องของรูปลักษณ์ของรถเท่านั้น เหตุผลก็คือเครื่องยนต์ที่น่าทึ่งจริงๆ ซึ่งมีปริมาตรกระบอกสูบ 320 ลิตร และพัฒนาแรงม้า XNUMX แรงม้า
ฮ็อตแฮทช์มาพร้อมกับเกียร์ธรรมดาที่ส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า รถทำงานได้อย่างน่าอัศจรรย์บนท้องถนนสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัย

Acura NSX (2016)
รุ่นที่สองทำให้หลายคนตกใจด้วยราคาเริ่มต้นที่ 156 เหรียญ อย่างไรก็ตามในทางตรงกันข้ามคุณจะได้รับรถสปอร์ตที่วิ่งจาก 100 ถึง 3,1 กม. / ชม. ใน 306 วินาทีและมีความเร็วสูงสุด 6 กม. มอเตอร์
รถยนต์คันนี้ทำขึ้นจากเหล็กเกรดสูง คาร์บอนไฟเบอร์ และอลูมิเนียม โดยแทบไม่มีอะไรเหมือนกันกับรุ่นก่อนอย่าง NSX รุ่นแรก ซึ่งหยุดการผลิตไปเมื่อ 15 ปีก่อนเลย รุ่นใหม่ประทับใจด้วยตัวถัง ระบบกันสะเทือน และซอฟต์แวร์

โตโยต้าโคโรลลา (2018)
Toyota Corolla คันแรกออกมาในปี 1966 และปัจจุบันเป็นรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยยอดขายมากกว่า 45 ล้านคัน รถคันนี้มีเหตุผลอย่างสมบูรณ์ในรายการนี้เพราะในแต่ละรุ่นผู้ผลิตสามารถปรับปรุงและเอาชนะคู่แข่งได้อีกครั้ง
อาวุธสำคัญของโคโรลล่าคือความน่าเชื่อถือ ความทนทาน ความปลอดภัย และอุปกรณ์ที่เป็นเลิศ รถยนต์รุ่นล่าสุดยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ไฮบริดซึ่งคาดว่าจะทำให้รถยนต์รุ่นนี้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น

โตโยต้า Supra MKV (2019)
ความคาดหวังสำหรับ Supra ที่เกิดใหม่นั้นสูง เนื่องจากรุ่นก่อนได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ญี่ปุ่น จนถึงตอนนี้ รถคูเป้ดูเหมือนว่าจะเป็นผู้สืบทอดที่คู่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นผลลัพธ์จากความร่วมมือระหว่างสองชื่อที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ นั่นคือ Toyota และ BMW
มันเป็นการมีส่วนร่วมของผู้ผลิตบาวาเรียที่ทำให้แฟน ๆ ของแบรนด์บางคนถอยกลับไป แต่ถ้าพวกเขาสามารถนั่งอยู่หลังพวงมาลัยของรถคันนี้ได้พวกเขาจะต้องชอบมันอย่างแน่นอน

มาสด้า Miata MX-5 (2015)
หนึ่งในรถที่ขับสนุกที่สุดในประวัติศาสตร์และได้รับความนิยมอย่างมากมาตลอด 3 ทศวรรษ รุ่นที่สี่ได้รับการแนะนำสู่ตลาดแล้วโดยมีการปรับปรุงบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มในปัจจุบัน
อาจไม่ใช่รถที่ทรงพลังที่สุดในประเภทนี้ แต่พฤติกรรมการขับขี่ (ส่วนใหญ่เกิดจากระบบขับเคลื่อนล้อหลัง) นั้นน่าทึ่งจริงๆ ดังนั้นอย่าแปลกใจเลยว่านี่คือสปอร์ตสองที่นั่งที่ขายดีที่สุดมานานกว่าทศวรรษ

ซูบารุ อิมเพรสซ่า (2016)
โดยทั่วไปรุ่นของ Subaru จะถูกบดบังรัศมีโดยแบรนด์ญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง เช่น Toyota และ Honda อย่างไรก็ตาม บริษัทเล็กๆ แห่งนี้มีรถยนต์ที่น่าประทับใจอยู่หลายคันในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Subaru Impreza ปี 2016 ดีพอที่จะคว้ารางวัลรถยนต์ญี่ปุ่นแห่งปี 2016
ในความเป็นจริงแล้ว Impreza คือรถเก๋งราคาประหยัดรุ่นหนึ่งที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อในทุกรุ่นย่อย เมื่อรวมกับการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ต่ำแล้ว โมเดลนี้ยังน่าดึงดูดใจสำหรับผู้ซื้อมากยิ่งขึ้น

จาก ผู้ดูแลระบบ AvtoTachkiไม่มีความคิดเห็น


