สุดยอด 10 ยนตรกรรมพรีเมียม: เปิดประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับในงาน Motor Show 2025
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของ รถหรู และ รถสปอร์ตพรีเมียม มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับงาน Motor Show 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ได้ยลโฉมบรรดารถยนต์ที่ผสมผสานทั้งสมรรถนะอันเร้าใจ ดีไซน์อันประณีต และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะกลุ่ม รถยนต์ผู้บริหาร และ รถยนต์สปอร์ตหรู ที่ไม่เพียงแต่เป็นยานพาหนะ แต่ยังสะท้อนถึงรสนิยมและสถานะของผู้ครอบครอง
ปีนี้ งาน Motor Show 2025 ได้นำเสนอ รถยนต์พรีเมียมเปิดตัวใหม่ ที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับ Entry-level ที่ราคาจับต้องได้มากขึ้น ไปจนถึงซูเปอร์คาร์และอัลตร้าลักชัวรี ที่มาพร้อมราคาค่าตัวระดับ “หูดับตับไหม้” แต่ก็สะท้อนถึงความพิเศษและความเป็นที่สุดในทุกมิติ บทความนี้ ผมจะพาคุณเจาะลึก 10 ยนตรกรรมที่น่าจับตาเป็นพิเศษในปีนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นที่หมายปองของนักสะสมและผู้ที่หลงใหลใน ยนตรกรรมสุดหรู อย่างแน่นอน
Audi กลับมาสร้างปรากฏการณ์ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Audi Q8 e-tron ใหม่ ที่ไม่ใช่แค่การปรับโฉม แต่คือการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ SUV ไฟฟ้าหรูไปอีกขั้น จากประสบการณ์ตรงของผม Q8 e-tron คือผลลัพธ์ของการผสมผสานความหรูหราแบบออดี้อย่างลงตัวเข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอันทรงพลัง
ดีไซน์ภายนอกยังคงความสง่างามตามแบบฉบับ Audi แต่เสริมด้วยเส้นสายที่เฉียบคมและแอโรไดนามิกมากขึ้น พร้อมไฟหน้า Matrix LED ที่มอบทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพในการส่องสว่าง การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการอัปเกรดระบบส่งกำลังไฟฟ้า ทำให้ Q8 e-tron สามารถให้ระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น และอัตราเร่งที่จัดจ้านกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ภายใต้วัสดุคุณภาพเยี่ยม การตกแต่งภายในของ Q8 e-tron สะท้อนถึงความพิถีพิถันของ Audi ได้เป็นอย่างดี ทั้งการเลือกใช้หนัง Nappa ชั้นดี, การตกแต่งด้วยลายไม้แท้ หรือ Carbon Fiber ให้เลือกสรร แผงคอนโซลกลางมาพร้อมหน้าจอสัมผัสคู่แบบใหม่ที่ผสานการทำงานของระบบ Infotainment และระบบควบคุมต่างๆ ได้อย่างลื่นไหลและใช้งานง่าย
Audi Q8 e-tron มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (e-tron quattro) ที่ให้กำลังรวมสูงสุดกว่า 400 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล ส่งผลให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. อยู่ในระดับที่น่าประทับใจเพียง 5.6 วินาที (สำหรับรุ่น 55 quattro) และด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทำให้รถรุ่นนี้สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดกว่า 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่มองหา รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับเดินทางไกล
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
เทคโนโลยี e-quattro: ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้าอันชาญฉลาด ที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนและความมั่นคงในการขับขี่
ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive Air Suspension: ปรับระดับความสูงและความแข็งของช่วงล่างได้อัตโนมัติ เพื่อความสบายสูงสุดในการขับขี่ทุกสภาพถนน
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง: อาทิ Adaptive Cruise Control, Lane Keeping Assist, และ Parking Assistant Plus
ราคาเริ่มต้น: ราว 6.5 ล้านบาท (สำหรับรุ่น 55 quattro)
BMW 7 Series G70: ความหรูหราที่ก้าวข้ามทุกนิยาม
BMW 7 Series รุ่นใหม่ รหัสตัวถัง G70 ไม่ได้เป็นเพียงการปรับปรุง แต่คือการตีความคำว่า “Luxury Sedan” ใหม่ทั้งหมด สำหรับผม นี่คือหนึ่งใน รถยนต์หรูสำหรับผู้บริหาร ที่น่าสนใจที่สุดในรอบทศวรรษ การออกแบบภายนอกมีความโดดเด่นและแตกต่างอย่างชัดเจน เส้นสายที่ดูสง่าผ่าเผย ทว่าแฝงด้วยพละกำลังที่ซ่อนอยู่
ภายในห้องโดยสารคือจุดที่ BMW ต้องการมอบประสบการณ์เหนือระดับอย่างแท้จริง วัสดุที่ใช้เป็นเกรดสูงสุด ทั้งหนัง Merino คุณภาพเยี่ยม, การตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติอย่างลายไม้ หรือจะเป็น Carbon Fiber ก็มีให้เลือกสรร จุดเด่นคือ BMW Theatre Screen จอภาพขนาด 31 นิ้ว ที่พับเก็บได้จากเพดานหลังคา พร้อมระบบเสียง Bowers & Wilkins Diamond Surround Sound ทำให้การเดินทางกลายเป็นการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ส่วนตัว
ด้านขุมพลัง G70 นำเสนอหลากหลายทางเลือก ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซิน V8 TwinPower Turbo ที่ทรงพลัง ไปจนถึง BMW i7 ซึ่งเป็นเวอร์ชันไฟฟ้าล้วนที่มาพร้อมสมรรถนะอันน่าทึ่ง BMW i7 xDrive60 ให้กำลังสูงสุด 544 แรงม้า สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.7 วินาที และมีระยะทางวิ่งสูงสุดกว่า 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
BMW Interaction Bar: แถบไฟ LED ที่ผสานการทำงานของระบบแสงสว่าง, แอร์, และปุ่มควบคุมต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
Executive Lounge: การปรับเบาะหลังให้กลายเป็นที่นั่งที่สะดวกสบายที่สุด พร้อมฟังก์ชันการปรับเอน, นวด, และที่วางขา
ระบบ Driving Assistant Professional: ชุดระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ที่มอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายสูงสุด
ราคาเริ่มต้น: ราว 7.5 ล้านบาท (สำหรับรุ่น 750Li) / 8.2 ล้านบาท (สำหรับรุ่น i7 xDrive60)
Ferrari 296 GTB: สปอร์ตคาร์ลูกผสมที่น่าทึ่ง
Ferrari 296 GTB ไม่ได้เป็นเพียง รถสปอร์ตหรู ทั่วไป แต่คือการปฏิวัติวงการรถสปอร์ตจาก Maranello ด้วยขุมพลัง Plug-in Hybrid ที่ผสานเครื่องยนต์ V6 Turbo เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว หากคุณมองหา ซูเปอร์คาร์ที่ขับได้ทุกวัน นี่คือคำตอบ
การออกแบบภายนอกยังคงเอกลักษณ์ความงดงามของ Ferrari ไว้ได้อย่างครบถ้วน เส้นสายที่ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ผสานกับดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่นในตำนานอย่าง 250 LM ทำให้ 296 GTB มีเสน่ห์เฉพาะตัว การขับขี่มอบประสบการณ์ที่แตกต่างจาก Ferrari ในอดีต ด้วยพละกำลังรวมสูงสุดถึง 830 แรงม้า ผสานกับแรงบิดไฟฟ้าที่เข้ามาช่วยเสริมในช่วงรอบต่ำ ทำให้ 296 GTB สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 2.9 วินาที และมีความเร็วสูงสุดทะลุ 320 กม./ชม.
สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ สมรรถนะในโหมดไฟฟ้าล้วน (eDrive) ที่ทำให้ 296 GTB สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 25 กิโลเมตร ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบไร้มลพิษในเมือง หรือขับขี่ในระยะทางสั้นๆ โดยไม่จำเป็นต้องสตาร์ทเครื่องยนต์ V6
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
เครื่องยนต์ V6 Hybrid Plug-in: ให้พละกำลังรวมสูงสุด 830 แรงม้า และแรงบิด 740 นิวตันเมตร
น้ำหนักเบา: ด้วยโครงสร้างตัวถังแบบ Monocoque ที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์
Aeroดีไซน์: ระบบแอโรไดนามิกที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อรีดสมรรถนะสูงสุด
ราคาเริ่มต้น: ราว 30 ล้านบาท
Lamborghini Revuelto: พลัง V12 อันบ้าคลั่งในยุคใหม่
Lamborghini Revuelto คือคำประกาศก้องของ Lamborghini ในยุคใหม่ พลัง V12 สูบอันเป็นเอกลักษณ์ยังคงอยู่ แต่ได้ถูกผสานเข้ากับระบบ Plug-in Hybrid อย่างลงตัว เพื่อสร้างสรรค์ ซูเปอร์คาร์ V12 ปลั๊กอินไฮบริด ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา
การออกแบบภายนอกยังคงความดุดันและล้ำยุคตามแบบฉบับกระทิงดุ แต่เสริมด้วยเส้นสายที่เฉียบคมและโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม ฝากระโปรงหน้าแบบ “Huffers” อันเป็นเอกลักษณ์ ผสานกับช่องรับอากาศขนาดใหญ่ แสดงถึงพละกำลังที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรือนร่าง
ขุมพลังของ Revuelto คือหัวใจหลัก เครื่องยนต์ V12 เบนซิน แบบ Atmospheric ที่ให้กำลังสูงสุด 825 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (2 ตัวที่ล้อหน้า, 1 ตัวที่เกียร์) ทำให้ได้กำลังรวมสูงสุดถึง 1,015 แรงม้า ด้วยพละกำลังมหาศาลนี้ Revuelto สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุดทะลุ 350 กม./ชม.
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
เครื่องยนต์ V12 พร้อมระบบไฮบริด: ให้สมรรถนะที่เหนือกว่าใครในตลาด
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อไฟฟ้า: ช่วยเพิ่มการควบคุมและความมั่นคงในการขับขี่
วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์: ใช้ในโครงสร้างตัวถังเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความแข็งแกร่ง
โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย: ตั้งแต่โหมดเน้นประหยัดไปจนถึงโหมดสุดโหดสำหรับการขับขี่ในสนามแข่ง
ราคาเริ่มต้น: ราว 45 ล้านบาท
McLaren 750S: วิวัฒนาการแห่ง Super Series
McLaren 750S คือการพัฒนาต่อยอดที่ยอดเยี่ยมจาก 720S ที่เคยสร้างความฮือฮาในอดีต ในฐานะ ซูเปอร์คาร์สมรรถนะสูง จากอังกฤษ McLaren 750S มาพร้อมการปรับปรุงที่ครอบคลุมทั้งด้านสมรรถนะ ดีไซน์ และเทคโนโลยี
รูปลักษณ์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์ของ McLaren ที่เน้นความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ แต่ได้มีการปรับปรุงในรายละเอียด เช่น ปลายท่อไอเสียตรงกลางที่ใหญ่ขึ้น, สปอยเลอร์หลังที่ขยายขนาด และการออกแบบที่ช่วยเพิ่ม Downforce ให้สูงขึ้น
หัวใจของ 750S คือเครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo ขนาด 4.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 750 แรงม้า และแรงบิด 800 นิวตันเมตร ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิมถึง 30 แรงม้า ผสานกับน้ำหนักตัวที่เบาลง ทำให้ 750S สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 330 กม./ชม.
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
ระบบช่วงล่าง Proactive Chassis Control III (PCC III): ปรับการทำงานของช่วงล่างแบบเรียลไทม์ เพื่อความสมดุลระหว่างความสบายและการยึดเกาะ
เบรก Carbon-Ceramic: มอบประสิทธิภาพการเบรกที่เหนือชั้น
ห้องโดยสารที่เน้นผู้ขับขี่: การออกแบบที่จัดวางอุปกรณ์ทุกอย่างให้เข้าถึงง่าย
ราคาเริ่มต้น: ราว 32 ล้านบาท
Mercedes-Benz AMG SL 63 S E PERFORMANCE: พลังเบนซิน-ไฟฟ้าที่ไร้ขีดจำกัด
Mercedes-AMG SL 63 S E PERFORMANCE ไม่ใช่แค่ รถสปอร์ตเปิดประทุน แต่คือการรวมสุดยอดเทคโนโลยีจาก Mercedes-AMG เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เป็นการผสมผสานระหว่างขุมพลัง V8 สุดดุดัน เข้ากับเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่ให้พละกำลังมหาศาล
ดีไซน์ภายนอกมีความสปอร์ต หรูหรา และสง่างามตามแบบฉบับ SL แต่เสริมด้วยความดุดันของ AMG ด้วยกระจังหน้า Panamericana ขนาดใหญ่, ช่องรับอากาศทรงพลัง และเส้นสายที่เน้นสมรรถนะ
ภายใต้ฝากระโปรงคือขุมพลัง V8 Biturbo ขนาด 4.0 ลิตร ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่สมรรถนะสูง ทำให้ SL 63 S E PERFORMANCE สามารถให้กำลังรวมสูงสุดถึง 816 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 1,420 นิวตันเมตร ส่งผลให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. อยู่ในระดับที่น่าทึ่งเพียง 2.9 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 317 กม./ชม.
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
AMG E PERFORMANCE Plug-in Hybrid: ระบบส่งกำลังที่ให้ทั้งพละกำลังและความประหยัด (เมื่อเทียบกับสมรรถนะ)
AMG ACTIVE RIDE CONTROL: ระบบช่วงล่างแบบ Active ที่ช่วยลดการโคลงเคลงของตัวรถ
AMG DYNAMICS PLUS: ระบบการขับขี่ที่ปรับโหมดได้หลากหลาย
ราคาเริ่มต้น: ราว 28 ล้านบาท
MINI Cooper SE Convertible: ความสนุกในการขับขี่แบบเปิดประทุนไฟฟ้า
สำหรับผู้ที่มองหา รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่มอบความสนุกสนานในการขับขี่และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร MINI Cooper SE Convertible คือตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นี่คือ รถเปิดประทุนไฟฟ้า ที่สะท้อนจิตวิญญาณของ MINI ได้อย่างครบถ้วน
ดีไซน์ภายนอกยังคงความน่ารักและเป็นเอกลักษณ์ของ MINI ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม การเป็นรถเปิดประทุนไฟฟ้าทำให้ 720S คันนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่กลางแจ้ง และสัมผัสบรรยากาศของเมือง
ขุมพลังของ MINI Cooper SE Convertible คือมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 184 แรงม้า ซึ่งเพียงพอสำหรับการขับขี่ในเมืองและเส้นทางทั่วไป ด้วยอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ดี และแบตเตอรี่ที่ให้ระยะทางวิ่งที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
ความเป็นรถเปิดประทุนไฟฟ้า: มอบประสบการณ์ขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร
ขนาดกะทัดรัด: เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและหาที่จอดง่าย
สไตล์ MINI ที่เป็นเอกลักษณ์: โดดเด่นไม่ซ้ำใคร
ราคาเริ่มต้น: ราว 2.5 ล้านบาท
Porsche 911 GT3 RS: สุนทรียภาพแห่งสนามแข่งบนถนนจริง
Porsche 911 GT3 RS ไม่ใช่แค่ รถสปอร์ตสมรรถนะสูง แต่คือสุดยอดผลงานทางวิศวกรรมที่ถอดแบบมาจากรถแข่ง มาสู่การใช้งานบนถนนจริง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมขอยืนยันว่านี่คือหนึ่งใน รถยนต์ที่ขับสนุกที่สุดในโลก
การออกแบบภายนอกเน้นหลักอากาศพลศาสตร์อย่างสูงสุด ด้วยปีกหลังขนาดใหญ่, ช่องระบายอากาศต่างๆ ที่ช่วยรีดสมรรถนะ และน้ำหนักตัวที่เบาลงอย่างมาก ทำให้ 911 GT3 RS ดูดุดันและพร้อมสำหรับการลงสนามแข่ง
หัวใจของ GT3 RS คือเครื่องยนต์ Boxer 6 สูบ ขนาด 4.0 ลิตร แบบ Atmospheric ที่ให้กำลังสูงสุด 525 แรงม้า การทำงานร่วมกับระบบเกียร์ PDK 7 สปีด ทำให้รถคันนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 3.2 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 296 กม./ชม. แต่ตัวเลขเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง สิ่งที่น่าประทับใจคือการตอบสนองของเครื่องยนต์, ความแม่นยำของพวงมาลัย และการยึดเกาะถนนที่เหนือชั้น
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
ระบบ DRS (Drag Reduction System): สามารถปรับปีกหลังเพื่อลดแรงต้านอากาศในการทางตรง
ระบบช่วงล่างที่ปรับได้ละเอียด: เพื่อให้เข้ากับการขับขี่ทุกรูปแบบ
น้ำหนักตัวที่เบา: ด้วยการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์อย่างแพร่หลาย
ราคาเริ่มต้น: ราว 22 ล้านบาท
Rolls-Royce Spectre: อัลตร้าลักชัวรีไฟฟ้าที่ไร้ที่ติ
Rolls-Royce Spectre คือการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของแบรนด์ รถยนต์อัลตร้าลักชัวรี ด้วยการเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้าสุดหรู คันแรกของแบรนด์อย่างเต็มตัว Spectre ไม่เพียงแต่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ของ Rolls-Royce อย่างสมบูรณ์แบบ
ดีไซน์ภายนอกมีความสง่างามตามแบบฉบับ Rolls-Royce แต่แฝงด้วยความล้ำสมัยของรถยนต์ไฟฟ้า เส้นสายที่โค้งมน, กระจังหน้าแบบ Pantheon ที่กว้างขึ้น และการออกแบบที่เน้นความเงียบและนุ่มนวล
หัวใจหลักคือระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ให้กำลังรวมสูงสุด 584 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 900 นิวตันเมตร ส่งผลให้ Spectre สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.5 วินาที ซึ่งถือว่าน่าประทับใจมากสำหรับรถที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 2.9 ตัน และด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ทำให้รถคันนี้สามารถวิ่งได้ระยะทางกว่า 520 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
ความเงียบและนุ่มนวล: มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้เสียงรบกวนอย่างแท้จริง
ภายในห้องโดยสารที่หรูหราเหนือระดับ: การใช้วัสดุชั้นเลิศ, การตกแต่งแบบ Bespoke และเทคโนโลยีล่าสุด
ระบบช่วงล่างแบบ Planar Suspension: ช่วยให้รถลอยตัวและนุ่มนวลบนทุกสภาพถนน
ราคาเริ่มต้น: ราว 55 ล้านบาท
Volvo EX90: ความปลอดภัยและความหรูหราในยุคใหม่
Volvo EX90 คือนิยามใหม่ของ รถยนต์ SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง ที่ผสานความปลอดภัยระดับโลกของ Volvo เข้ากับความหรูหราและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ในฐานะผู้ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาเป็นอันดับแรก ผมมองว่า EX90 คือความก้าวหน้าที่น่าจับตา
ดีไซน์ภายนอกมีความเรียบง่าย ทว่าสง่างามตามแบบฉบับ Volvo ยุคใหม่ เน้นเส้นสายที่ลื่นไหล และการออกแบบที่ลดแรงต้านอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวิ่งของระบบไฟฟ้า
ภายในห้องโดยสารตกแต่งอย่างเรียบหรู ใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมาพร้อมหน้าจอสัมผัสกลางขนาดใหญ่ ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย EX90 ยังมาพร้อมเทคโนโลยี LiDAR และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง ที่จะช่วยยกระดับความปลอดภัยไปอีกขั้น
ขุมพลังของ EX90 เป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวมสูงสุด 408 แรงม้า และแรงบิด 910 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 5.9 วินาที และวิ่งได้ระยะทางสูงสุดกว่า 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
จุดเด่นที่น่าสนใจ:
ระบบ LiDAR และ AI: เพื่อยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่
การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: สะท้อนความมุ่งมั่นของ Volvo ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ห้องโดยสาร 7 ที่นั่ง: ตอบโจทย์ครอบครัวที่ต้องการความสะดวกสบาย
ราคาเริ่มต้น: ราว 5.5 ล้านบาท
บทสรุปและก้าวต่อไป
งาน Motor Show 2025 ได้แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมยานยนต์พรีเมียม ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้า, ความหรูหราที่ยกระดับขึ้น, และสมรรถนะที่เหนือกว่าเดิม สำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์หรูมือหนึ่ง หรือ รถยนต์สปอร์ตพรีเมียม ที่จะมาเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์แบบ นี่คือโอกาสอันดีที่คุณจะได้สัมผัสและเป็นเจ้าของยนตรกรรมเหล่านี้
ผมขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจใน รถยนต์สุดหรู เหล่านี้ ให้ลองไปเยี่ยมชมและสัมผัสคันจริงที่งาน Motor Show 2025 คุณอาจจะพบกับ “คันที่ใช่” ที่จะพาคุณโลดแล่นไปบนท้องถนนด้วยความภาคภูมิใจและสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด.

