Das Treffen 7: มหกรรมรวมพล Porsche ที่สะท้อน DNA แห่งนวัตกรรมและจิตวิญญาณนักขับ
ในโลกของยานยนต์ที่ความเร็วและความหรูหราคือสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ ชื่อของ Porsche ย่อมเป็นหนึ่งในแบรนด์แรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคน ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ นับตั้งแต่การถือกำเนิดของ Porsche 356 รถสปอร์ตคันแรกที่ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์แห่งนักขับผู้เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพแห่งการควบคุม และหากจะกล่าวถึงความสำเร็จในเวทีมอเตอร์สปอร์ต Porsche คือชื่อที่ถูกจดจำในฐานะแบรนด์ชั้นนำที่กวาดชัยชนะมานับไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมรวมกันเป็น DNA อันแข็งแกร่งที่ส่งต่อมาถึงทุกวันนี้
เมื่อมีโอกาสจัดงานรวมพลคนรัก Porsche ไม่ว่าจะที่แห่งใดในโลก แฟนคลับตัวจริงต่างหลั่งไหลมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้เสมอ พวกเขานำยานยนต์คู่ใจหลากหลายรุ่น ตั้งแต่รถคลาสสิกหายากไปจนถึงรุ่นล่าสุด มาจัดแสดงเพื่อแบ่งปันเรื่องราวและความภาคภูมิใจ ดั่งเช่นงาน Das Treffen 7 ที่กลายเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของการรวมตัวของ Porsche ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดโดย Das Treffen Magazine
“Dreams in Colours”: เฉดสีแห่งความฝันและความเป็นตัวตนของชาว Porsche
ภายใต้ธีม “Dreams in Colours” งาน Das Treffen 7 ได้เปิดมิติใหม่ของการแสดงออกถึงความเป็นปัจเจกของเจ้าของรถ Porsche สีสันอันสดใสและหลากหลายสะดุดตาปรากฏอยู่ทั่วบริเวณงาน ราวกับลูกกวาดหลากรสชาติที่ปลุกเร้าประสาทสัมผัส แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตลาดรถยนต์ทั่วไปที่มักจำกัดอยู่เพียงสีขาว ดำ หรือเงิน ภาพของ Porsche สี Racing Yellow สุดเร้าใจ, Lizard Green เข้มข้น, Carmine Red เย้ายวน หรือ Miami Blue สดใส ชวนให้สัมผัสได้ถึงความกล้าที่จะแตกต่างและความเป็นตัวเองที่ชัดเจน
มากกว่าการจัดแสดง: ปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริง
นอกจากการจัดแสดงรถยนต์สุดคลาสสิกและรุ่นใหม่ล่าสุดแล้ว ไฮไลท์สำคัญของงานนี้คือการเปิดโอกาสให้เจ้าของรถได้ปลดปล่อยศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของยานยนต์คู่ใจของตนเองผ่านการแข่งขัน Gymkhana ชิงรางวัลจาก Michelin การแข่งขันนี้ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ แต่ยังเป็นการพิสูจน์สมรรถนะอันเหนือชั้นของรถยนต์ Porsche ที่พร้อมจะแสดงความสามารถที่แท้จริงในสนาม
งาน Das Treffen 7 จัดขึ้น ณ Impact Speed Park สนามโกคาร์ทมาตรฐาน ณ ทะเลสาบเมืองทองธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา และเป็นที่น่ายินดีที่ผู้ที่ขับขี่รถ Porsche เข้ามาร่วมงานสามารถเข้าชมงานได้ฟรี
ในบทความนี้ เราจะพาคุณย้อนรอยบรรยากาศสุดพิเศษของงาน Das Treffen 7 พาชมรถยนต์ Porsche รุ่นต่างๆ ที่นำมาจัดแสดง พร้อมเกร็ดความรู้และเรื่องราวที่น่าสนใจ เริ่มต้นตั้งแต่รุ่นแรกสุดอย่าง Porsche 356 สู่รุ่นปัจจุบันที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง Porsche 911 (992), รถที่พลิกโฉมวงการอย่าง Porsche Cayenne และรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงอย่าง Porsche Taycan
Porsche 356: ก้าวแรกแห่งตำนานสปอร์ตคาร์
จุดเริ่มต้นของตำนาน Porsche เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของ Ferdinand Porsche วิศวกรชาวออสเตรียผู้ก่อตั้งบริษัทในเมือง Stuttgart ประเทศเยอรมนี เมื่อปี 1931 โดยในช่วงแรก บริษัทได้รับมอบหมายให้ออกแบบรถยนต์ราคาประหยัดให้กับพรรคนาซีเยอรมนี ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น Volkswagen Beetle ที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำไปทั่วโลก
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ Ferdinand จะยังคงต้องเผชิญข้อกล่าวหา แต่ Ferdinand “Ferry” Porsche บุตรชายของเขา พร้อมด้วย Louise Porsche บุตรสาว ได้ร่วมกันประคับประคองบริษัทให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตหลังสงคราม ด้วยการรับงานออกแบบให้กับค่ายรถยนต์อื่นๆ
Porsche 356 คือผลผลิตแห่งยุคสมัยนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น แต่ด้วยข้อจำกัดด้านทรัพยากรในเยอรมนีหลังสงคราม Ferry Porsche ได้ตัดสินใจนำชิ้นส่วนบางส่วนจาก Volkswagen Beetle มาใช้ในการพัฒนา 356 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันระหว่าง Porsche และ Volkswagen ซึ่งจะปรากฏให้เห็นอีกในอนาคต ต่อมา Porsche ได้ค่อยๆ พัฒนาชิ้นส่วนให้เป็นแบบฉบับของตัวเองมากขึ้น จน 356 แทบไม่เหลือเค้าโครงของ Beetle แล้ว
ในช่วงแรก Porsche 356 ใช้เครื่องยนต์ Boxer 4 สูบ ขนาด 1.1 ลิตร ซึ่งเป็นพื้นฐานเดียวกับ Beetle แต่ได้รับการปรับปรุงอย่างครอบคลุม ก่อนจะมีการพัฒนาขยายขนาดเครื่องยนต์เป็น 1.3, 1.5, 1.6 และ 2.0 ลิตร พร้อมการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในใหม่ทั้งหมด กลายมาเป็นเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Porsche โดยเฉพาะ Porsche 356 ผลิตขึ้นระหว่างปี 1948 ถึง 1965 รวมทั้งสิ้น 76,313 คัน
นอกจากรุ่นมาตรฐานแล้ว ยังมีรุ่นพิเศษที่เพิ่มสมรรถนะอย่าง Porsche 356 Carrera ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Porsche ใช้ชื่อนี้กับรถของบริษัท มาพร้อมเครื่องยนต์ Double Overhead Camshaft ที่นับเป็นนวัตกรรมล้ำยุคในปี 1955
Porsche 911/912: ไอคอนแห่งวงการสปอร์ตคาร์
เมื่อ Porsche 356 ประสบความสำเร็จอย่างสูง บริษัทจึงเริ่มมองไปถึงการพัฒนารถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น สมรรถนะสูงขึ้น และหรูหรามากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย รถยนต์รุ่นใหม่นี้ถูกเปิดตัวครั้งแรกในงาน Frankfurt Motor Show ปี 1963 และเริ่มวางจำหน่ายในปีถัดมา
ในระหว่างการพัฒนา รถรุ่นใหม่นี้มีรหัสว่า 901 เนื่องจากรหัส 800 ไปจนถึง 900 ถูกใช้โดยรถแข่งเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อเปิดตัว ชื่อ Porsche 901 ก็ถูกตั้งไว้ แต่เกิดปัญหาการโต้แย้งจาก Peugeot ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์ชื่อรุ่นตัวเลข 3 หลักที่มีเลข 0 ตรงกลาง ทำให้ Porsche ต้องเปลี่ยนเลขกลางจาก 0 เป็น 1 กลายมาเป็น Porsche 911 ที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน
Porsche 911 เปิดตัวด้วยเครื่องยนต์ Boxer 6 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งต่อมาได้มีการขยายขนาดเป็น 2.2, 2.4, 2.7, 3.0 และ 3.2 ลิตร จนกระทั่งรุ่น 3.3 ลิตร พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ในรุ่น 930 Turbo ที่เปิดตัวในปี 1974 และเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ให้เป็นที่ยอมรับในฐานะเทคโนโลยีแห่งอนาคต
Porsche 911 รุ่นดั้งเดิมผลิตต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1964 ถึง 1989 ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรุ่น 964 แม้ Porsche จะพยายามนำเสนอ Porsche 928 ซึ่งเป็นรถสปอร์ต V8 เครื่องวางหน้า ขับเคลื่อนด้วยน้ำมาเป็นตัวแทน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เมื่อแฟนคลับยังคงยืนยันที่จะสนับสนุน 911 ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การที่จะจินตนาการถึง Porsche ที่ไม่มีรถเครื่องวางท้ายคงเป็นไปได้ยาก
อีกรุ่นที่น่าสนใจและปรากฏในงาน คือ Porsche 912 ที่แม้จะดูคล้าย 911 แต่ป้ายทะเบียนบ่งบอกความแตกต่าง
หลังจาก Porsche 911 เปิดตัวไปแล้ว Porsche 356 ยังคงวางจำหน่ายต่อไป แต่ราคาของ 911 ที่มีเครื่องยนต์ 6 สูบนั้นสูงกว่ามาก Porsche จึงได้ออกรุ่น 912 เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างทางการตลาด โดยการนำเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร 4 สูบ Boxer ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Porsche 356SC รุ่นสุดท้าย มาติดตั้งในตัวถังของ 911
Porsche 924/944/968: การปรับตัวสู่ความทันสมัย
Porsche มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับ Volkswagen มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม และมีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันอยู่เสมอ ในช่วงปลายยุค 1960 ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่คือ Porsche 914 ซึ่งเปิดตัวในปี 1969 และเข้ามาแทนที่ Porsche 912 และ VW Karmann Ghia โดยผลิตต่อเนื่องจนถึงปี 1976
ในช่วงต้นยุค 1970 ทั้ง Porsche และ VW ได้เริ่มพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่จะมาแทนที่ 914 โดยรถคันนี้จะเป็นรถสปอร์ตระดับสูงสุดของ VW และเป็นรถรุ่นเริ่มต้นของ Porsche แต่เนื่องจากวิกฤติน้ำมันหลังสงคราม Yom Kippur ในปี 1973 ทำให้ VW ถอนตัวออกจากการร่วมมือ เพื่อหันไปพัฒนารถขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นใหม่บนพื้นฐานของ VW Golf ซึ่งก็คือ VW Scirocco
Porsche ซึ่งเป็นบริษัทที่เล็กกว่าและมีความจำเป็นต้องปรับปรุงรถรุ่น 914 ที่มีอายุมากขึ้น จึงตัดสินใจซื้อดีไซน์นี้จาก VW มาพัฒนาต่อยอดเป็นรถสปอร์ตรุ่นใหม่ของตนเอง อีกทั้งยังต้องพัฒนารุ่นพิเศษ Porsche 912E เพื่อจำหน่ายเพียงปีเดียว หลังจาก 914 ยุติสายการผลิต และก่อนที่รถรุ่นใหม่จะพร้อมออกสู่ตลาด โดยเป็นการนำตัวถัง 911 มาติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบของ VW สำหรับจำหน่ายเฉพาะในสหรัฐอเมริกา
ที่สุดแล้ว Porsche 924 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เปิดตัวปลายปี 1975 และเริ่มจำหน่ายในปี 1976 ด้วยพื้นฐานใหม่ที่ Porsche ไม่เคยทำมาก่อน คือเครื่องยนต์วางหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดยใช้เครื่องยนต์ Volkswagen-Audi ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียง
จุดเด่นของ 924 คือการวางระบบเกียร์ไว้ที่ด้านหลังของรถ (Transaxle) เพื่อช่วยให้การกระจายน้ำหนักที่ 48/52 อันเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับรถสมรรถนะสูง ทำให้ Porsche 924 กลายเป็นหนึ่งในรถที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของแบรนด์
ต่อมา Porsche ได้ปรับปรุง 924 ให้หรูหราและมีสมรรถนะสูงขึ้น จนเกิดเป็น Porsche 944 ในปี 1982 โดยมีการเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 4 สูบแถวเรียงที่พัฒนาโดย Porsche เอง แทนที่เครื่องยนต์เดิมของ VW-Audi ในเวลาต่อมา มีการขยายขนาดเครื่องยนต์เป็น 2.7 และ 3.0 ลิตร รวมถึงการเพิ่มเทอร์โบชาร์จเจอร์ควบคู่ไปกับการผลิต 924 ในฐานะรุ่นเริ่มต้น
Porsche 924 ยุติการจำหน่ายในปี 1988 และ Porsche 944 รุ่นปรับปรุงโฉมสุดท้ายเปิดตัวในปี 1989 แต่ด้วยดีไซน์ที่เริ่มล้าสมัย จึงมีความพยายามในการปรับปรุง 944 ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น
Porsche 968 เปิดตัวในปี 1991 เดิมทีคาดหวังจะเป็น Porsche 944 รุ่นปรับปรุงโฉม “S3” แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่มากพอสมควร ทำให้ Porsche มอบรหัสรุ่นใหม่ การพัฒนาพื้นฐานเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง วางหน้า เกียร์วางหลัง ที่เริ่มต้นจาก Porsche 924 ได้ถูกยกระดับขึ้นสู่จุดสูงสุดในรุ่น 968 ซึ่งจำหน่ายจนถึงปี 1995 ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรถสปอร์ตระดับเริ่มต้นรุ่นใหม่ นั่นคือ Porsche Boxster
Porsche 964: สะพานเชื่อมสู่ยุคใหม่
แม้ Porsche 928 จะถูกคาดหวังให้มาแทนที่ 911 แต่ยอดขายที่ไม่เป็นไปตามเป้า ทำให้การพัฒนารถรุ่นเดิมยังคงต้องดำเนินต่อไป ในช่วงกลางยุค 1980 Porsche ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนออกมาใน Porsche 959 รถรุ่นสูงสุดที่เคยครองตำแหน่งรถที่เร็วที่สุดในโลกในปี 1986 ด้วยความเร็วสูงสุด 317 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Porsche 959 มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จเจอร์ และที่สำคัญคือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ All Wheel Drive ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการควบคุมของรถเครื่องยนต์วางหลัง
ในปี 1989 Porsche ได้เปิดตัวรถที่ถือเป็นการ “แทนที่” Porsche 911 รุ่นดั้งเดิมอย่างแท้จริง นั่นคือ Porsche 911 รหัส 964 แม้ดีไซน์จะยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่มากพอจะได้รับรหัสรุ่นใหม่ รถรุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่รหัส M64 ขนาด 3.6 ลิตร แบบ Boxer 6 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศ
Porsche 964 ยังมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย โดยในช่วงแรกมีเพียงรุ่น Carrera 4 ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ก่อนจะมีการเปิดตัว Carrera 2 ขับเคลื่อนล้อหลังในปี 1990 และเทคโนโลยีที่สำคัญอีกประการคือระบบเกียร์อัตโนมัติ Tiptronic ที่แม้จะไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้ Porsche รุ่นเก่าในปัจจุบัน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระบบส่งกำลังอัตโนมัติประสิทธิภาพสูงใน Porsche 911 รุ่นมาตรฐาน
Porsche 964 จึงเป็นรถที่เป็นส่วนต่อเชื่อมระหว่าง Porsche 911 ต้นฉบับ และ Porsche รุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงที่ Porsche ยังไม่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายเท่าปัจจุบันนัก ในช่วงต้นยุค 1990 ซึ่งเป็นยุคสมัยของ 964 นี้เอง Porsche ก็ยังคงประสบปัญหาด้านการเงินอยู่
Porsche 993: จุดสิ้นสุดแห่งยุคเครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยอากาศ
ในปี 1994 Porsche เปิดตัว 911 รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก 964 ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ Porsche 993
จุดเด่นที่สุดของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือดีไซน์ภายนอกที่ปราดเปรียวกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด สำหรับแฟนคลับ Porsche อาจมองเห็น DNA ที่ส่งต่อไปยัง 911 ในยุคปัจจุบัน (ตั้งแต่รุ่น 996 เป็นต้นไป) แต่เบื้องลึกไปกว่านั้น 993 ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกหลายประการ
เช่น ช่วงล่างหลังแบบ Multi-link ที่พัฒนาขึ้นจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทำให้ 993 ขับขี่ได้ง่ายขึ้นและเป็นมิตรต่อผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับรถเครื่องยนต์วางหลังมากยิ่งขึ้น เสริมด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และเกียร์ Tiptronic จากรุ่น 964
เหตุผลที่ Porsche 993 ได้รับการยกย่องให้เป็น 911 ที่น่าสนใจและน่าสะสมมากที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะเทคโนโลยีหรือดีไซน์ แต่เป็นเพราะมันคือ Porsche 911 ที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศรุ่นสุดท้าย ก่อนที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำในรุ่น 996 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ จากรถสำหรับนักขับที่เน้นสมรรถนะ กลายมาเป็นรถสำหรับนักสะสมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องราวและรายละเอียดของตัวรถ
Porsche Boxster/Cayman: การฟื้นคืนชีพและกลยุทธ์การผลิต
Porsche Boxster และ Cayman ในปัจจุบันคือรถสปอร์ตระดับเริ่มต้นของแบรนด์ ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวแทนของ Porsche 968 หลังจากปี 1996 แต่ที่แตกต่างจากรถสปอร์ตเครื่องวางหน้าอย่าง 968 คือ รถรุ่นเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้ Porsche กลับมามีกำไรอีกครั้งหลังจากเผชิญภาวะขาดทุนมานานในช่วงต้นยุค 1990
Porsche Boxster โฉมแรก (รหัส 986) เริ่มพัฒนาในปี 1991 โดยใช้เครื่องยนต์ Boxer 6 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ (เป็นครั้งแรกสำหรับ Porsche) วางอยู่กึ่งกลางระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลัง เครื่องยนต์นี้ต่อมาถูกนำไปใช้กับ Porsche 911 รหัส 996 ในปี 1997
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Boxster เกิดขึ้นได้ คือการเข้ามาของกลุ่มทุนที่มีอดีตวิศวกรจาก Toyota ที่เข้ามาให้คำปรึกษาในการนำระบบ Toyota Production System (TPS) มาปรับใช้กับ Porsche โดยเฉพาะ Lean Production ซึ่งช่วยลดเวลาและต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งเพิ่มคุณภาพของตัวรถ สิ่งนี้ทำให้ Porsche เริ่มมีแนวคิดการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันระหว่างรุ่นต่างๆ มากขึ้น ในขณะที่ Porsche 968 และ 993 มีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันน้อยมาก แต่ Porsche Boxster 986 และ Porsche 911 996 กลับมีการใช้ชิ้นส่วนร่วมกันในสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะส่วนด้านหน้าของรถ
หลังจากผ่าน 4 เจเนอเรชั่น รวมถึงการเข้ามาของ Porsche Cayman ซึ่งเป็นเวอร์ชันหลังคาแข็ง ในปัจจุบัน Porsche 718 ถือเป็น Porsche ที่พบเห็นได้ง่ายเนื่องจากความนิยมที่สูงมาก
Porsche Cayenne: จุดเปลี่ยนสู่ความมั่นคงทางการเงิน
หากคุณไม่ได้ติดตามวงการรถยนต์อย่างใกล้ชิดในช่วงต้นยุค 2000 คุณอาจจะจำไม่ได้ว่า Porsche Cayenne ในช่วงแรกถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้ที่ชื่นชอบ Porsche ว่าไม่ใช้รถ Porsche ที่แท้จริง เพราะเป็นรถ SUV และยังใช้แพลตฟอร์มร่วมกับ Volkswagen แต่ในที่สุด นักวิจารณ์ก็ต้องยอมรับว่า Porsche Cayenne เป็นรถ SUV ที่มีสมรรถนะและการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
ยิ่งไปกว่านั้น Cayenne ยังเป็นรถที่มาถูกที่ถูกเวลา ตรงกับกระแสความนิยมของรถ SUV ที่กำลังพุ่งสูงขึ้น ถ้า Boxster คือรถที่ทำให้ Porsche กลับมามีกำไร Cayenne คือรถที่ทำให้ Porsche กลายเป็นแบรนด์ที่ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากการให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรมแก่บริษัทอื่นอีกต่อไป
ในปัจจุบัน Porsche Cayenne เข้าสู่เจเนอเรชั่นที่ 3 และเป็น Porsche ที่มียอดขายสะสมมากที่สุด เป็นรถ Porsche รุ่นแรกที่ถูกนำมาประกอบนอกทวีปยุโรป และยังมีขุมพลังแบบ Hybrid ให้เลือก ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างรายได้มหาศาลให้ Porsche สามารถพัฒนารถสปอร์ตแบบดั้งเดิมรุ่นต่างๆ ที่แฟนคลับชื่นชอบได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เราไม่อาจปฏิเสธถึงสมรรถนะของรถรุ่นนี้ได้จริง ๆ ตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรก ดังที่เห็นจากรถในภาพ ซึ่งเป็นรถที่ติดตั้งแขน Russian Arm สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ Porsche Cayenne Turbo ถูกเลือกใช้เนื่องจากพละกำลังและความสามารถในการควบคุมที่เหนือกว่ารถ SUV รุ่นอื่น ๆ
Porsche 996/997: ยุคเปลี่ยนผ่านของ 911
ในปี 1997 Porsche เปิดตัว 911 โฉมใหม่รหัส 996 ซึ่งเป็น 911 รุ่นแรกที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ และใช้เครื่องยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนอื่น ๆ ร่วมกับ Porsche Boxster ที่พัฒนาขึ้นมาพร้อมกัน
การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการตอบรับที่ไม่ค่อยดีนักจากกลุ่มลูกค้า Porsche เดิม ทำให้ในปัจจุบัน มูลค่าของ Porsche 996 อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด และเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ไม่ยึดติดกับ Porsche ที่ต้องเป็นเครื่องระบายความร้อนด้วยอากาศ หรือมีไฟหน้าทรงกลม อย่างไรก็ตาม Porsche 996 ที่เข้าร่วมงานมีจำนวนไม่มากนัก
ในทางกลับกัน Porsche 911 โฉม 997 ซึ่งเปิดตัวในปี 2004 และทำตลาดจนถึงปี 2011 กลับมีจำนวนรถที่เข้าร่วมงานมากกว่า 996 อย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างของแฟนคลับ Porsche ต่อ 911 สองเจเนอเรชั่นนี้ แม้ว่า 997 จะมีความแตกต่างจาก 996 ไม่ได้พลิกโลกเท่าตอนเปลี่ยนจาก 993 มา 996 แต่คำวิพากษ์วิจารณ์และความนิยมกลับต่างกันลิบลับ
โดยหลัก ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ไฟหน้าซึ่งกลับมาใช้ทรงกลม อีกทั้งยังมีการเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ ปรับช่วงล่างและตัวถังให้กว้างขึ้น และปรับปรุงภายในให้ดูดีขึ้น ชิ้นส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปใหม่เกือบทั้งหมด แม้ดีไซน์จะยังคงเอกลักษณ์ของ 911 ไว้เช่นเดิม จนมีผู้แซวว่า Porsche ทำรถรุ่นเดียวแล้วลากขายยาวนาน
Porsche 996 และ 997 เป็น 911 โฉมแรกที่มีการเพิ่มจำนวนรุ่นย่อยให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Carrera S, GT3 RS หรือ GT2 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะทางการเงินของ Porsche ที่ดีขึ้น จนมีงบประมาณในการพัฒนารุ่นย่อยที่แตกต่างเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น
Porsche Carrera GT/918 Spyder: สัญลักษณ์แห่งซูเปอร์คาร์ระดับสูงสุด
ในงาน Das Treffen แม้จะไม่ได้พบเห็นซูเปอร์คาร์ระดับสูงสุดอย่าง Porsche 959 แต่ก็มีรถ 2 รุ่นที่เป็นตัวสานต่อตำนานให้ได้เห็นกัน คันแรกคือ Porsche Carrera GT
Porsche Carrera GT ถูกพัฒนาต่อยอดจากทีมแข่งขัน Le Mans ในรุ่น GT1 ช่วงปี 1996-2000 ซึ่งในขณะนั้น Porsche มีแผนจะพัฒนาเครื่องยนต์ V10 แต่ก็ต้องยุติไปเพราะต้องทุ่มเททรัพยากรไปกับการพัฒนารถ SUV อย่าง Porsche Cayenne
โชคดีที่หลังจากเปิดตัว Cayenne สามารถสร้างยอดขายได้เกินความคาดหมาย ทำให้ Porsche มีงบประมาณกลับมาพัฒนารถรุ่นพิเศษได้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Porsche เผยโฉมรถต้นแบบ Carrera GT ในงาน Paris Motor Show ปี 2000 และได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม
Porsche Carrera GT จึงถูกนำมาผลิตจริง ดีไซน์แทบไม่ต่างจากรถต้นแบบ เปิดตัวในปี 2004 พร้อมเครื่องยนต์ V10 สูบ 5.7 ลิตร ที่มาจากรถ Le Mans ที่ถูกพับแผนไป พร้อมด้วยเทคโนโลยีซูเปอร์คาร์อื่นๆ อาทิ โครงสร้างตัวถัง Carbon Fiber ทั้งคัน ช่วงล่างแบบ Pushrod Actuated เช่นรถแข่ง และจานเบรก Carbon Ceramic
อีกคันคือรถที่เกิดขึ้นหลังจาก Carrera GT ได้รับการยกย่องเป็นซูเปอร์คาร์ระดับสุดยอด Porsche ได้สร้างซูเปอร์คาร์อีกรุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง Le Mans นั่นคือ Porsche 918 Spyder เปิดตัวในปี 2013
นี่คือ Porsche รุ่นแรกที่ใช้ขุมพลังแบบ Hybrid โดยผสานเครื่องยนต์ V8 สูบ 4.5 ลิตร ที่นำเครื่องยนต์ของรถแข่ง Le Mans LMP2 มาปรับปรุง เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมถึง 887 แรงม้า (PS) และเป็นรถสำหรับวิ่งบนถนนรุ่นแรกที่ทำลายสถิตินักแข่ง Nürburgring ได้ต่ำกว่า 7 นาที โดยผลิตขึ้นเพียง 918 คันเท่านั้น
Porsche 991/992: พัฒนาการที่ไม่หยุดยั้งของ 911
Porsche 911 โฉม 991 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตระกูล 911 ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด โดยมีการใช้วัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบาในโครงสร้างรถมากขึ้น ปรับตำแหน่งการวางเครื่องยนต์และล้อหลังเพื่อให้การกระจายน้ำหนักหน้าหลังใกล้จุดศูนย์กลางมากขึ้น เป็นการแก้ปัญหาเรื่องรถเครื่องวางหลังที่มักจะหนักท้าย และมีการปรับมาใช้พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า
ในช่วงแรก มีข้อกังขาว่าพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าจะทำให้ฟีลลิ่งพวงมาลัยเปลี่ยนไปจาก 911 เดิมหรือไม่ แต่ข้อกังวลนี้ก็คลี่คลายไปอย่างรวดเร็ว เพราะแพลตฟอร์มใหม่ทำให้ Handling ของ 911 โฉม 991 เหนือกว่ารุ่น 997 เดิมมาก!
อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นในการปรับโฉมเป็นรุ่นที่แฟนคลับเรียกว่า 991.2 เพราะมีการปรับมาใช้เครื่องยนต์แบบใหม่ทั้งหมดในทุกรุ่น (ยกเว้นตระกูล GT3) แม้จะเป็น Boxer 6 สูบ เหมือนเดิม แต่มีขนาด 3.0 ลิตร และหันมาพ่วงเทอร์โบชาร์จเจอร์ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น เพื่อตอบสนองข้อกำหนดด้านอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลพิษของรัฐบาลทั่วโลก
ในปัจจุบัน Porsche 911 ได้เข้าสู่โฉมรหัส 992 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากรุ่น 991.2 ยังคงใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 3.0 ลิตร เหมือนเดิม แต่ปรับแพลตฟอร์มให้มีความเป็น Modular มากขึ้น เพื่อให้การผลิตสามารถสร้างรุ่นย่อยที่แตกต่างกันออกมาได้มากขึ้น รวมถึงใช้ชิ้นส่วนร่วมกับ Porsche 718 Boxster/Cayman โฉมปัจจุบันได้มากขึ้นเช่นกัน ในโลกปัจจุบันที่ต้นทุนการพัฒนารถยนต์แต่ละรุ่นสูงมหาศาล นี่คือสิ่งที่ทำให้รถสปอร์ตเฉพาะกลุ่มเช่นนี้ยังคงอยู่รอดได้
แนวคิดการพัฒนารถบน Modular Platform นี้เอง ถ้าหากไม่มีการนำระบบที่ได้แรงบันดาลใจจาก Toyota Production System มาใช้ในครั้งเปิดตัว Boxster ก็คงจะไม่มีให้เห็นกันอย่างแน่นอน
นอกจากนี้ สำหรับรถรุ่น 992 ในตระกูล GT3 ยังมีการปรับมาใช้ช่วงล่างหน้าแบบพิเศษเฉพาะ Double Wishbone แทนที่แบบ MacPherson Strut ที่ใช้ใน 911 ทุกรุ่นที่ผ่านมา เมื่อรวมกับเครื่องยนต์ 4.0 ลิตร แบบหายใจเองตามธรรมชาติ และระบบเกียร์ธรรมดาเป็นทางเลือก ทำให้หลายคนมองว่า Porsche 911 GT3 อาจจะเป็นรถสำหรับนักขับอย่างแท้จริงรุ่นสุดท้ายของโลกก็เป็นได้
เพราะแม้แต่ Porsche เอง ก็กำลังจะต้องก้าวผ่านไปสู่ยุคของรถยนต์ EV เช่นกัน
Porsche Taycan: อนาคตแห่งพลังงานไฟฟ้าของ Porsche
Porsche Taycan ถูกเผยโฉมครั้งแรกในงาน Frankfurt Motor Show ปี 2015 ในรูปแบบของ Porsche Mission E ซึ่งดีไซน์ของมันได้กลายมาเป็น Taycan ในภายหลัง โดยแทบไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
หลังจากเปิดตัวในปี 2019 และเริ่มจำหน่ายจริงในปี 2020 Porsche Taycan ได้กลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ทั้งในตลาดโลก และโดยเฉพาะในประเทศไทย มันเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่สามารถกล่าวได้ว่าทำมาเพื่อคนที่รักการขับขี่อย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีดีไซน์ที่ปราดเปรียว โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และราคาจำหน่ายมีความคุ้มค่ามากกว่า Porsche รุ่นอื่น ๆ ที่เคยมีมา
ในงาน Das Treffen เอง ก็มี Porsche Taycan หลากหลายรุ่นย่อยมาจอดให้ชมกัน แสดงให้เห็นถึงทิศทางอนาคตของแบรนด์รถสปอร์ตเก่าแก่แห่งนี้
การได้พบเห็นรถยนต์ Porsche บนท้องถนนอาจไม่ใช่เรื่องยากเกินไปนัก แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เห็นกันได้ทุกวัน รถอย่าง Porsche Cayenne รวมถึง Taycan และ Boxster/Cayman แม้จะได้รับความนิยมสูงขึ้น พวกมันก็ยังคงเป็นรถราคาแพงที่น้อยคนจะได้สัมผัส นั่นทำให้งานอย่าง Das Treffen 7 เป็นงานที่น่าสนใจ และเหล่าคนรักรถก็ควรจะได้ไปสัมผัสด้วยตาตนเอง แต่สำหรับผู้ที่พลาดโอกาสนี้ไป อ่านบทความนี้แล้วเกิดความสนใจ ก็ต้องรอการจัดงานครั้งใหม่ในช่วงต้นปี 2024
นอกจากบทความนี้ เรายังมีวิดีโอพาชมบรรยากาศงาน Das Treffen 7 ที่จะตามมาในอีกไม่นานนี้ โปรดติดตามชม!

