12 รถป้ายแดง ปี 2567 ที่มีราคาเริ่มไม่ถึง 6 แสนบาท มีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง
รถใหม่ป้ายแดงปี 2567 กับงบราคาค่าตัวเริ่มที่ต่ำกว่า 6 แสนบาท สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ผ่อนสบาย มีรุ่นไหนให้เลือกบ้างเช็กดูได้เลย
โดย Phalath2 ปีที่แล้ว

รวม 12 รถยนต์ราคาถูกที่เป็นรถใหม่ป้ายแดง ที่ประหยัดงบ แต่ครบเครื่องเรื่องการใช้งาน ราคาเริ่มไม่เกิน 6 แสน ในปี 2024 สำหรับใครที่กำลังมองหารถใช้งานในชีวิตประจำวัน เน้นใช้งานง่ายขับในเมือง หรือนอกเมืองก็ได้ มาพร้อมคุณสมบัติที่ครบครัน เหมาะสำหรับคนที่มีงบประมาณน้อย โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์เงินเดือน เราได้รวบรวมมาไว้ให้แล้ว ส่วนจะมีรุ่นไหน คันไหนบ้างตามไปดูกันเลย

1. Suzuki Celerio
เปิดหัวกันด้วย Suzuki Celerio รถอีโคคาร์ตัวถังแฮตช์แบ็ก 5 ประตู 5 ที่นั่ง ที่ยังคงเป็นแชมป์เบอร์หนึ่งสำหรับรถป้ายแดงที่มีราคาจำหน่ายต่ำที่สุดในไทย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 3 แสนกว่าบาท มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ความจุ 1.0 ลิตร VVT กำลังสูงสุด 68 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 90 นิวตันเมตร รองรับน้ำมัน E20 ได้ ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์ CVT
สำหรับราคาจำหน่ายของ Suzuki Celerio
- รุ่น GA/MT ราคา 338,000 บาท
- รุ่น GL/CVT ราคา 416,000 บาท
- รุ่น GL UP ราคา 423,000 บาท
- รุ่น GX/CVT ราคา 451,000 บาท

2. Suzuki Ciaz
คันที่ 2 ก็มาจากค่ายเดียวกันอย่าง Suzuki Ciaz รถเก๋งซีดานทรงสวย ที่มาพร้อมกับพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง เป้นได้ทั้งรถครอบครัวขนาดเล็ก และรถใช้งานในชีวิตประจำวัน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 4 สูบขนาด 1.2 ลิตร ที่กำลังสูงสุด 91 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตร มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ CVT โดยในรุ่นที่มีราคาไม่เกิน 6 แสนบาทนั้นจะมีในรุ่น GL/MT และ GL/CVT ราคาเริ่มที่ 528,000 บาท
สำหรับราคาจำหน่ายของ Suzuki Ciaz
- รุ่น GL/MT ราคา 528,000 บาท
- รุ่น GL/CVT ราคา 564,000 บาท

3. Suzuki Swift
Suzuki Swift อีโคคาร์สุดฮอตฮิตตัวถังแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ถึงแม้จะอยู่ในช่วงปลายของโมเดลนี้ และโมเดลใหม่ก็ถูกเปิดตัวออกมาแล้วในญี่ปุ่น แต่กว่าจะมาในบ้านเราก็คงต้องรอกันอีกสักพักใหญ่ ๆ แต่ถ้าใครยังไม่อยากที่จะรอโมเดลนี้ก็ยังคงความน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย ด้วยดีไซน์ที่ดูดีไม่ตกยุค มาพร้อมออปชั่น และชุดอุปกรณ์ที่ครบครันที่สำคัญยังคงมาพร้อมกับสมรรถนะที่เต็มกำลังด้วยเครื่องยนต์ K12M ที่ทั้งแรง และประหยัดน้ำมัน ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 83 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตรส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 23.3 กม./ลิตร
สำหรับราคาจำหน่ายของ Suzuki Swift
- รุ่น GL ราคา 567,000 บาท
- รุ่น GL NEXT ราคา 582,000 บาท

4. Mitsubishi Mirage
สำหรับ Mitsubishi Mirage ยังคงวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น จะออกมาระบุว่าได้ยุติการผลิตรถรุ่นนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย Mitsubishi Mirage ยังคงเป็นรถอีกหนึ่งรุ่นที่มีราคาเริ่มต้นไม่ถึง 6 แสนบาท โดยเฉพาะในรุ่นเกียร์ธรรมดาที่มีราคาเริ่มไม่ถึง 5 แสนบาท
ตัวรถมาในรูปแบบแฮทช์แบ็ค 5 ประตู 5 ที่นั่ง ขนาดกะทัดรัดขับขี่ง่าย จอดสะดวก งานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์กับกระจังหน้า Dynamic Shield ของ Mitsubishi เพิ่มกลิ่นอายลุคสปอร์ต ขณะที่ภายในดีไซน์เรียบง่าย เน้นการใช้งาน มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 78 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นธรรมดา 5 สปีด และรุ่นเกียร์อัตโนมัติ CVT โดยมีอัตราสิ้นเปลือง 23.3 กม./ลิตร
สำหรับราคาจำหน่ายของ Mitsubishi Mirage
- รุ่น ACTIVE MT ราคา 474,000 บาท
- รุ่น ACTIVE CVT ราคา 509,000 บาท
- รุ่น SMART CVT ราคา 579,000 บาท
- รุ่น RALLIART ราคา 537,000 บาท

5.Mitsubishi Attrage
Mitsubishi Attrage พี่น้องร่วมสายพันธ์ุกับ Mirage โดย Mitsubishi Attrage จะมาในรุปแบบตัวถังแบบ 4 ประตูทรงสปอร์ต กับราคาเริ่มต้นเบา ๆ แถมยังประหยัดน้ำมันสวนทางกับกราฟราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างไม่หยุด ดีไซน์ภายนอกสวยโฉบเฉี่ยว ภายในห้องโดยสารกว้างขวางพร้อมออฟชั่นเสริมอย่างครบครัน FULLY COMFIDENT ความปลอดภัยล้ำหน้าเทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะจากมิตซูบิชิ ด้านขุมพลังคงความประหยัดน้ำมันด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เบนซินแบบ 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 78 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 100 นิวตันเมตร สามารถช่วยคุณประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึง 23.3 กม./ลิตร รวมทั้งยังเติม E20 ได้อีกด้วย
สำหรับราคาจำหน่ายของ Mitsubishi Attrage
- รุ่น 1.2 Active MT ราคา 494,000 บาท
- รุ่น 1.2 Active CVT ราคา 529,000 บาท
- รุ่น 1.2 SPECIAL EDITION ราคา 543,000 บาท
- รุ่น 1.2 SMART CVT ราคา 584,000

6.Mazda2 รุ่น 1.3 C MY2024
สำหรับแบรนด์ Mazda ในงบประมาณเริ่มต้นที่ไม่เกิน 6 แสนบาทนั้น คงต้องยกให้กับ Mazda2 รุ่น 1.3 C ที่เป็นรุ่นเริ่มต้น กับราคาค่าตัวที่ 599,000 บาท โดยในรุ่นนี้ต้องบอกว่า Mazda2 รุ่นนี้เป็นรุ่นฮอตฮิตเป็นอย่างมากหลังจากลากขายมานานกว่า 9 ปี โดยในเวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายอยู่นี้จะเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ปรับโฉมใหม ที่เรียกว่า Rookie Drive ซึ่งจะโดดเด่นกับดีไซน์ภายนอก ไม่ว่าจะเป็น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีขาว หลังคาสีขาวหรือสีดำที่ออกแบบแตกต่างตามสีภายนอก พร้อมแสดงออกถึงบุคลิกไม่ซ้ำแบบใครจากการตกแต่งด้วยสีส้ม Racing Orange บนชุดสปอยเลอร์หลัง ชุดครอบกระจกมองข้าง คิ้วตกแต่งกันชนหน้าและกันชนหลัง รวมถึงฝาครอบล้อ พร้อมชุดสติกเกอร์ตกแต่งดีไซน์พิเศษ
ด้านขุมพลังยังคงมากับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ที่ให้กำลัง 93 แรงม้า แรงบิด 123 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด มาพร้อมอัตราประหยัดน้ำมันได้สูงสุดถึงที่ 23.3 กม./ลิตร
สำหรับราคาจำหน่ายของ Mazda2
- รุ่น 1.3 C ราคา 599,000 บาท

7. MG3
MG3 รถยนต์ซับคอมแพ็คขนาดเล็ก เป็นรถรุ่นแรก ที่ทาง MG ได้นำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย มาพร้อมกับดีไซน์ที่ล้ำสมัย และเทคโนโลยีที่จัดเต็ม มากกว่ารถยนต์ในคลาสเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชุดไฟหน้าโปรเจคเตอร์ที่ปรับระดับได้ มาพร้อมโหมดเปิด-ปิดอัตโนมัติ มาพร้อมหลังคาซันรูฟ
ขณะที่ภายในห้องโดยสารแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ แผงแดชบอร์ดตกแต่งลาดลายโมเดิร์นกราฟิกพร้อมประดับด้วยเส้นเคฟล่า มาพร้อมปุ่มกดระบบสั่งการด้วยเสียง และระบบ Cruise Control ระบบอินโฟเทนเมนท์มากับหน้าจอแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว เสริมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ i-SMART ฟังก์ชั่นที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย
ด้านขุมพลังมากับเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 112 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง E85
สำหรับราคาจำหน่ายของ MG3
- 1.5L รุ่น C ราคา 519,000 บาท
- 1.5L รุ่น D ราคา 549,000 บาท
- 1.5L รุ่น X ราคา 589,000 บาท

8. MG5
MG5 รถยนต์สไตล์สปอร์ตคูเป้ซีดาน ที่มีมิติตัวรถใหญ่เทียบชั้นกับ รถขนาด C-Segment แต่ราคาเริ่มต้นอยู่ในคลาสเดียวกับรถ Eco Car งานดีไซน์จะเน้นความโฉบเฉี่ยว กระจังหน้า Digital Burning Grille แบบ 3 มิติ มาพร้อมไฟหน้าแบบ LED Projector เปิด-ปิดอัตโนมัติ ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ชุดไฟท้าย LED ดีไซน์ Leopard Claw ภายในห้องโดยสาร กว้างขวางเกินคาด ตกแต่งด้วยเบาะหนังลุคสปอร์ต มาพร้อมหลังคาซันรูฟ, เบาะปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางเฉพาะผู้ขับขี่ จอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว ระบบปรับอากาศแบบดิจิทัลพร้อมช่องแอร์หลัง และระบบกรองอากาศ PM2.5
ขุมพลังมากับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีด
สำหรับราคาจำหน่ายของ MG5
- รุ่น C ราคา 585,000 บาท

9.Toyota Yaris ATIV
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถราคาเริ่มที่ไม่เกิน 6 แสนบาท ในสไตล์ตัวถังซีดานแนวสปอร์ต ชื่อของ Toyota Yaris Ativ น่าจะเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ เพราะด้วยชื่อเสียงของตัวแบรนด์ที่การันตี และที่สำคัญซื้อมาแล้วขายต่อราคาไม่ตก
สำหรับ Toyota Yaris Ativ ในรุ่นที่ราคาไม่เกิน 6 แสนบามนั้นจะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ Sport และ Smart ในด้านงานดีไซน์นั้น จะได้รับการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ใหม่หมดทั้งภายนอก และภายในห้องโดยสาร โดยในส่วนภายนอกถูกออกแบบบให้มาในสไตล์ Fastback ท้ายลาด ส่งผลทำให้ตัวรถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.284 มาพร้อมไฟหน้าแบบ Full LED และไฟท้ายแบบ Full LED Light-guiding ที่มีไฟเลี้ยวแบบ Sequential ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถยุโรป มาพร้อมล้ออัลลอยปัดเงาสีทูโทนขนาด 16 นิ้ว
ขณะที่ภายในตกแต่งภายในให้ดูเรียบหรู และล้ำสมัยเหนือระดับการรถในคลาสเดียวกัน ด้วยการเป็นแบรนด์แรกที่ติดตั้งเบรคมือไฟฟ้า EPB รวมทั้งไฟ Ambient light สร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร สามารถปรับได้ถึง 64 เฉดสี รวมถึงและหน้าปัด Full digital รวมทั้งมีภายในสีแดงให้เลือกที่โดดเด่น ไม่เหมือนใคร
ในด้านขุมพลังจะติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Dual VVT-iE ความจุ 1.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 94 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 110 นิวตันเมตรส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Sequential Shift ประหยัดน้ำมันสูงสุด 23.3 กม./ลิตร และผ่านค่ามาตรฐานไอเสีย Euro 5
สำหรับราคาจำหน่ายของ Toyota Yaris ATIV
- รุ่น SPORT ราคา 539,000 บาท
- รุ่น SMART ราคา 584,000 บาท

อีกหนึ่งรุ่นสำหรับรถราคาเริ่มต้นไม่เกิน 6 แสนบาท ของทางแบรนด์โตโยต้านั่นก็คือ Toyota Yaris Hatchback โดยจะเป็นในรุ่นเริ่มต้น Sport ที่มีราคาค่าตัวเริ่มที่ 559,000 บาท
สำหรับตัวรถของ Toyota Yaris Hatchback อีโคคาร์แฮทช์แบ็ค รุ่นไมเนอร์เชนจ์ใหม่ จะมากับดีไซน์ด้านหน้าใหม่ที่ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่เรียกว่า “Hammerhead Design” ที่เป็นเทรนด์ใหม่ล่าสุดของ TOYOTA ขนาบข้างด้วยชุดไฟหน้า Projector LED แนวคมเข้ม ผสานกับ DRL พร้อมดีไซน์ Secondary Illumination พร้อมทั้งเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานภายในห้องโดยสารเน้นความคุ้มค่า
ในด้านพละกำลังยังคงมากับเครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-IE ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FKE ให้กำลัง 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 109 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อมฟังก์ชัน S Mode
สำหรับราคาจำหน่ายของ Toyota Yaris Hatchback
- รุ่น Sport ราคา 559,000 บาท

11.Honda City Hatchback
Honda City Hatchback ซิตี้คาร์สปอร์ตแฮทช์แบ็ก 5 ประตู เป็นหนึ่งในรถ B-segment ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมากในปัจจุบัน โดยล่าสุดได้เปิดตัวโฉม Minorchange ที่มากับดีไซน์ใหม่ สปอร์ต โฉบเฉี่ยว รอบคัน ทั้งแรง ทั้งประหยัด ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ลงตัวทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนั้นยังติดตั้งเทคโนโลยี Honda SENSING มาให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น
สำหรับในรุ่นที่มีราคาเริ่มต้นไม่เกิน 6 แสนบยามนั้นยังคงเป็นในรุ่น S+ ที่ยังคงราคาเดิมที่ 599,000 บาท ตัวรถมาพร้อมกับกันชนหน้า และกันชนหลังดีไซน์ใหม่ อีกทั้งยังมากับกระจังหน้าโครเมียมดีไซน์ใหม่ เสริมความสปอร์ตด้วยเสาอากาศแบบครีบฉลามสีเดียวกับตัวรถ และยังได้รับล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 15 นิ้ว
ภายในห้องโดยสาร มากับระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch แบบใหม่ มาพร้อมช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง
ในด้านพละกำลังมากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT มอบอัตราประหยัดน้ำมัน 23.3 กม./ลิตร มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 100 กรัม/กม. และรองรับน้ำมัน E20 ทีสำคัญยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING
สำหรับราคาจำหน่ายของ Honda City Hatchback
- รุ่น S+ ราคา 599,000 บาท

12. Nissan Almera
Nissan Almera คอมแพครุ่นปรับโฉมใหม่ โดยในงบประมาณที่ไม่เกิน 6 แสนบาท จะมีให้เลือก 2 รุ่น คือ 1.0L Turbo E CVT และรุ่น 1.0L Turbo EL CVT ในด้านงานดีไซน์จะมากับลุคที่เน้นความทันสมัย อีกทั้งยังมากับฟีเจอร์ล้ำๆ อาทิเช่น ระบบเชื่อมต่อ NissanConnect Services ที่สามารถสั่งล็อก-ปลดล็อกประตู, ตรวจสอบสถานะการล็อกประตู, ระบบสั่งกะพริบไฟหน้า, สั่งระบบแตรระยะไกล, ค้นหาตำแหน่งรถ และนำทางไปยังรถได้ในทันที และสตาร์ทเครื่องยนต์ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้
ภายในห้องโดยสารเน้นคสามสะดวกสบาย ฟังก์ชันครบ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ชาร์จแบบไร้สาย Wireless Charger, เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) และกุญแจรีโมทอัจฉริยะ
ด้านพละกำลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 3 สูบ ขนาด 1.0 ลิตร ที่มีกำลังสูงสุด 100 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT
สำหรับราคาจำหน่ายของ Nissan Almera
- รุ่น E ราคา 549,000 บาท
- รุ่น EL ราคา 589,000 บาท
และทั้งหมดนี้คือ 12 รถยนต์ป้ายแดงที่มีราคาเริ่มต้นไม่เกิน 6 แสนบาท ที่สามารถหาซื้อได้ในปี 2567 และสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ๆ ซึ่งคาดว่าต้องมีรุ่นใด รุ่นหนึ่ง โดนใจเพื่อน ๆ กันบ้าง โดยเฉพาะสำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องการมีรถคันแรกไว้ครอบครองไว้สักคัน
ได้รับการขนานนามว่าเป็นไฮเปอร์คาร์แห่งปีในปี 2010 โดยนิตยสารTop Gear [5]รถยนต์รุ่น Agera RS กลายเป็นรถยนต์ที่ผลิตออกมาเร็วที่สุดในโลกในปี 2017 โดยสร้างสถิติด้วยความเร็วสูงสุดเฉลี่ยแบบสองทางที่ได้รับการยืนยันด้วย GPS ที่ 447 กม./ชม. (278 ไมล์/ชม.) และความเร็วบนทางตรงที่เร็วที่สุดที่ 458 กม./ชม. (285 ไมล์/ชม.) [6]
Agera หยุดการผลิตในเดือนกรกฎาคม 2018 โดยเปิดตัวรถรุ่นสุดท้าย 2 รุ่นในงานGoodwood Festival of Speed ประจำปี 2018 และตามมาด้วยJeskoในปีพ.ศ. 2562 [7] [4]
ข้อมูลจำเพาะและประสิทธิภาพ
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง

ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา รถยนต์คันนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.7 ลิตรพร้อม เทอร์โบชาร์จเจอร์คู่แบบใบพัดตายตัว[8]แต่เครื่องยนต์ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตรที่พัฒนาขึ้นภายในบริษัทและติดตั้งเทอร์โบชาร์จเจอร์คู่ซึ่งสร้างกำลังสูงสุด 706 กิโลวัตต์ (960 PS; 947 แรงม้า) ที่ 6,900 รอบต่อนาทีและแรงบิด 1,100 นิวตันเมตร (811 ปอนด์ฟุต) ที่ 4,000 รอบต่อนาที[9]น้ำหนักรวมของเครื่องยนต์อยู่ที่เพียง 197 กิโลกรัม (434 ปอนด์) เนื่องมาจาก ท่อร่วมไอดี คาร์บอนไฟเบอร์และโครงสร้างอะลูมิเนียม ระบบส่งกำลังเป็นแบบคลัตช์คู่ 7 สปีดของ CIMA ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์[10]นับเป็นระบบเกียร์คลัตช์คู่รุ่นแรกที่มีเพลาอินพุตเพียงเพลาเดียว คลัตช์ที่สองจะชะลอความเร็วของเพลาส่งกำลังระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ขึ้น เพื่อลดเวลาในการซิงโครไนซ์เกียร์ถัดไป ส่งผลให้เปลี่ยนเกียร์ได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบส่งกำลังมีน้ำหนักเพียง 81 กก. (179 ปอนด์) [11]
ประสิทธิภาพการทำงาน (ข้อมูลที่ผู้ผลิตอ้าง)
- 0–100 กม./ชม. (0–62 ไมล์/ชม.) ใน 2.8 วินาที[12]
- 0–200 กม./ชม. (0–124 ไมล์/ชม.) ใน 8.0 วินาที[12]
ความเร็วสูงสุดสำหรับรุ่นที่ผลิตจริงอ้างว่าอยู่ที่ 400 กม./ชม. (249 ไมล์/ชม.) [9]
ภายนอกและภายใน

Agera มีตัวถังที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ / เคฟลาร์ ชุบ สารเสริมน้ำหนักเบา หลังคาฮาร์ดท็อปของรถสามารถจัดเก็บได้ใต้ฝากระโปรงหน้า ตัวถังรถยังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมโครงสร้างรังผึ้ง อลูมิเนียม ที่มาพร้อมกับถังเชื้อเพลิงแบบบูรณาการเพื่อการกระจายน้ำหนักที่เหมาะสมและความปลอดภัย ปีกหลังปรับได้ด้วยไฟฟ้าพร้อมการตั้งค่าอัตโนมัติหรือควบคุมด้วยตนเองเพื่อให้มีการประนีประนอมน้อยที่สุดระหว่างแรงต้านต่ำและแรงกด ขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่[13] Agera มาพร้อมกับล้ออะลูมิเนียมหลอมพร้อมน็อตล็อคตรงกลาง ขนาด 19 นิ้วที่ด้านหน้าและ 20 นิ้วที่ด้านหลัง และหุ้มด้วย ยาง Michelin Super Sport ที่สามารถใช้สำหรับความเร็วสูงสุด 420 กม./ชม. (260 ไมล์/ชม.) คุณสมบัติที่โดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ ประตูแบบ “dihedral-synchro-helix-actuation” ที่เป็นเอกลักษณ์ ระบบควบคุมการยึดเกาะถนนแบบใหม่ ไฟ LEDแถบสีฟ้าบนฝากระโปรงที่ทอดยาวไปจนถึงห้องโดยสารของรถ และภายในห้องโดยสารที่ออกแบบเองพร้อมระบบไฟ “Ghost light” ใหม่ ซึ่งใช้คาร์บอนนาโนทิวบ์ในรูปแบบเฉพาะเพื่อส่องแสงผ่านปุ่มอลูมิเนียมของรถ[14]
นางแบบ
เคอนิกเซ็กก์ อาเกรา อาร์ (2011–2014)
.jpg/440px-Agera_R_(7703604050).jpg)
.jpg/440px-Koenigsegg_Agera_R_(5488113699).jpg)
Agera R เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Geneva Motor Show ในเดือนมีนาคม 2011 โดยมาพร้อมกับ ชุดแต่ง Speed Racerและยางพิเศษของ Michelinสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. (0 ถึง 62 ไมล์/ชม.) ในเวลา 2.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดตามทฤษฎีได้ 439 กม./ชม. (273 ไมล์/ชม.) Agera R มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านที่ C d = 0.37 หรือC d = 0.33 ที่ความเร็วสูง เนื่องจากมีปีกหลังแบบปรับได้ ในขณะที่สร้างแรงกด 300 กก. (660 ปอนด์) ที่ความเร็ว 250 กม./ชม. (155 ไมล์/ชม.) ระบบปีกหลังแบบปรับได้นี้มีน้ำหนักเบากว่าระบบไฮดรอลิก/ไฟฟ้าแบบปรับได้ทั่วไป และมีความสามารถพิเศษในการชดเชยลมที่พัดจากด้านหน้าและด้านหลังได้ เนื่องจากมีการออกแบบแบบสปริง นอกจากนี้ เสาค้ำปีกยังมีบทบาทไม่เพียงแต่ในประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ของ Agera R เท่านั้น แต่ยังช่วยในการสกัดอากาศร้อนออกจากห้องเครื่องอีกด้วย[12]
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2011 ในระหว่างการทดสอบที่Ängelholm Agera R ได้ทำลายสถิติความเร็วทางบกของโลก 6 รายการสำหรับรถยนต์ที่ผลิตขึ้นจริง รวมถึง 0–300 กม./ชม. (0–186 ไมล์/ชม.) ในเวลา 14.53 วินาที และ 0–300–0 กม./ชม. ในเวลาเพียง 21.19 วินาที[15] [16]ประสิทธิภาพการเบรกที่จำเป็นเพื่อรักษาสถิตินี้เกิดขึ้นได้บางส่วนจากความเสถียรของ Agera ซึ่งสาธิตโดย Robert Serwanski นักขับทดสอบ Koenigsegg และช่างเทคนิคระบบส่งกำลัง ซึ่งมีผู้โดยสาร Rob Ferretti (ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “Super Speeders”) บันทึกไว้ว่าเบรกจาก 300 กม./ชม. เป็น 0 โดยไม่จับพวงมาลัย[17]
Agera R สามารถสร้างแรงเข้าโค้งด้านข้างได้ 1.60 G [18]เนื่องมาจากการผสมผสานระหว่างสมดุลทางกลและการยึดเกาะที่สูงจากยาง Michelin Supersport ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ
Agera R เวอร์ชันปี 2013 เปิดตัวครั้งแรกที่งาน Geneva Motor Show ปี 2012 การอัพเกรดได้แก่ ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ หลักอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการปรับปรุง และการอัพเกรดเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ของ Agera R มีกำลังขับเคลื่อน 1,140 PS (1,124 แรงม้า; 838 กิโลวัตต์) ที่ 7,100 รอบต่อนาที และแรงบิด 1,200 นิวตันเมตร (885 ปอนด์ฟุต) ที่ 4,100 รอบต่อนาทีเมื่อใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E85 [19]เทคโนโลยี Flex Fuel Sensor ของ Koenigsegg ช่วยให้ ECU ตอบสนองต่อคุณภาพเชื้อเพลิงและปริมาณแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกันได้โดยการลดระดับพลังงานเพื่อป้องกันเครื่องยนต์ สำหรับเชื้อเพลิงออกเทนต่ำมาตรฐาน กำลังจะลดลงเหลือ 960 PS (706 กิโลวัตต์; 947 แรงม้า) [18]
เคอนิกเซ็กก์ อาเกรา เอส (2013–2014)
_01.jpg/440px-Koenigsegg_Agera_S,_GIMS_2014_(Ank_Kumar)_01.jpg)
Koenigsegg ได้เปิดตัวรุ่น Agera S ในปี 2013 ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับตลาดที่ไม่มีเชื้อเพลิงชีวภาพ E85 โดย Agera S มีการอัปเกรดส่วนใหญ่ของ Agera R เมื่อเทียบกับ Agera ทั่วไป รวมถึงปีกแบบไดนามิก แต่ได้รับการปรับให้เหมาะสมสำหรับการใช้น้ำมันเบนซินออกเทนต่ำ ซึ่งสร้างกำลังสูงสุดที่ 1,030 PS (758 กิโลวัตต์; 1,016 แรงม้า) และแรงบิด 1,100 นิวตันเมตร (811 ปอนด์ฟุต) เมื่อเทียบกับ 960 PS (706 กิโลวัตต์; 947 แรงม้า) และแรงบิด 1,100 นิวตันเมตร (811 ปอนด์ฟุต) ของ Agera R ที่ใช้เชื้อเพลิงเดียวกัน[20]ในปี 2013 Agera S หนึ่งคันถือเป็น Koenigsegg คันที่ 100 ที่เคยผลิตขึ้น โดยมีการฉลองด้วยรถที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษพร้อมลายทองคำเปลวชื่อว่า “Hundra” (ภาษาสวีเดน แปลว่า “หนึ่งร้อย”) [21]
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2014 NAZA Swedish Motors เปิดตัว Agera S ในมาเลเซีย นับเป็น Koenigsegg คันที่สองต่อจาก CCXR ที่มาถึงมาเลเซีย จึงทำให้ Koenigsegg กลายเป็นตลาดใหม่ รถยนต์รุ่นนี้มีราคา 5,000,000 ริงกิตก่อนหักภาษี และคาดว่าจะมีราคา 15,000,000 ริงกิตรวมภาษีและอากรของรัฐบาล ทำให้เป็นรถยนต์ที่มีราคาแพงที่สุดรุ่นหนึ่งในประเทศ Agera S เป็นรุ่นเดียวที่มีจำหน่ายในมาเลเซีย เนื่องจากไม่มีเชื้อเพลิงชีวภาพ E85 ในประเทศ[22]
เคอนิกเซกก์ วัน:1 (2014–2015)

Koenigsegg One:1 [23]ได้รับการนำเสนอที่งานGeneva Motor Show ประจำปี 2014 ซึ่งจัดขึ้นในเดือนมีนาคม[24] Koenigsegg ประกอบรถยนต์หกคันนอกเหนือจากรถที่นำเสนอในงาน Geneva Motor Show ซึ่งทั้งหมดได้ขายไปแล้ว[25] Koenigsegg นำรถยนต์สองคันไปที่งานGoodwood Festival of Speed ประจำปี 2014 ซึ่ง รถยนต์เหล่านี้ได้จัดแสดงร่วมกับรถสปอร์ตคันอื่นๆ เช่นMcLaren P1 , LaFerrari , Porsche 918 SpyderและPagani Huayra
รถยนต์คันนี้ติดตั้งเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ขนาด 5.0 ลิตรแบบเดียวกับที่ใช้ใน Agera รุ่นอื่นๆ โดยให้กำลังสูงสุด 1,360 PS (1,000 กิโลวัตต์; 1,341 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิด 1,371 นิวตันเมตร (1,011 ปอนด์ฟุต) ที่ 6,000 รอบต่อนาที[26]ระบบส่งกำลังเป็นแบบแพดเดิลชิฟต์ 7 สปีดพร้อมคลัตช์คู่ เช่นเดียวกับที่ใช้ใน Agera รุ่นอื่นๆ
ชื่อ One:1 มาจากอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก (1,360 PS ต่อ 1,360 กก.) ทำให้รถมีกำลัง 1 PS ต่อมวล 1 กก. กำลัง 1,360 PS นั้นเทียบเท่ากับ 1 เมกะวัตต์ซึ่ง Koenigsegg อ้างว่าทำให้ One:1 เป็น “เมกะคาร์คันแรกของโลก” รถคันนี้เน้นการใช้งานบนสนามแข่ง ซึ่งแตกต่างจากรถรุ่นก่อนๆ ที่ผลิตโดย Koenigsegg ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น พื้นที่เก็บสัมภาระที่จำกัด
เคอนิกเซกก์ อาเกรา อาร์เอส (2015–2018)
Agera RS เปิดตัวที่งาน Geneva Motor Show ประจำปี 2015พร้อมกับรุ่นต้นแบบของRegera Agera RS เป็นเวอร์ชันขั้นสูงของ Agera R ซึ่งนำเทคโนโลยีและคุณสมบัติใหม่ๆ บางส่วนของ One:1 มาใช้ และผสมผสานคุณสมบัติของ Agera R และ Agera S เข้าด้วยกัน[27] Koenigsegg เรียกมันว่า “เครื่องมือบนสนามแข่งขั้นสุดยอด” เนื่องจากคุณสมบัติที่มีน้ำหนักเบาและเทคโนโลยีที่ปรับให้เหมาะกับสนามแข่ง Agera RS สร้างแรงกดได้ 450 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กม./ชม. เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตรมีกำลังขับเคลื่อน 1,176 PS (865 กิโลวัตต์; 1,160 แรงม้า) เมื่อใช้น้ำมันเบนซินปั๊มปกติ แพ็คเกจ 1 เมกะวัตต์เสริมจะเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์เป็น 1,360 PS (1,000 กิโลวัตต์; 1,341 แรงม้า) Agera RS ผลิตได้ 27 คัน เดิมทีโมเดลนี้จะจำกัดจำนวนผลิตไว้ที่ 25 คัน แต่มีการสร้างรถเพิ่มมาอีก 2 คัน โดยคันหนึ่งเป็นรถที่พัฒนาโดยโรงงาน และอีกคันหนึ่งเป็นรถทดแทนรถของลูกค้าที่ได้รับความเสียหายขณะใช้ในการทดสอบขับ (Agera RS Phoenix สร้างขึ้นหลังจาก Agera RS Gryphon ประสบอุบัติเหตุ) [28]เจ้าของสามารถปรับแต่ง Agera RS แต่ละคันได้ตามความต้องการ
Agera RS มีอัตราการประหยัดน้ำมันดังนี้: *21 ลิตร/100 กม. (11 mpg ‑US ) ในเมืองและ 13 ลิตร/100 กม. (18 mpg ‑US ) บนทางหลวง ซึ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 18 ลิตร/100 กม. (13 mpg ‑US ) [29]
Agera RS คันสุดท้ายออกจากสายการผลิตเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2018 [30]
Koenigsegg Agera ฉบับสุดท้าย (2016–2018)
ในงานGeneva Motor Show ปี 2016มีการประกาศเปิดตัวรถรุ่น Agera สามคันสุดท้าย ซึ่งถือเป็นการฉลองครบรอบรุ่น Agera และเป็นรุ่นสุดท้ายที่จะติดตราสัญลักษณ์ Agera รถยนต์รุ่นนี้สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่และผสมผสานกับแชสซีส์ Agera RS ที่มีเครื่องยนต์ One:1 รถยนต์คันแรกที่เปิดตัวมีชื่อว่า ‘One of One’ ซึ่งมีสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์พร้อมลวดลายคาร์บอนและสีน้ำเงิน ส่วนภายนอกของรถได้รับการเสริมด้วยปีกหลังแบบปรับได้ขนาดใหญ่คล้ายกับรุ่น One:1 และคานาร์ดด้านหน้าสามตัวพร้อมกับสปลิตเตอร์ด้านหน้าขนาดใหญ่[31] [32]
รถยนต์รุ่นสุดท้ายอีกสองรุ่นที่โดดเด่นได้เปิดตัวทางออนไลน์ในเดือนกรกฎาคม 2018 และมีชื่อว่า ‘Agera FE Thor’ และ ‘Agera FE Väder’ ตามลำดับ Thor มีสีตัวถังสีดำทูโทนที่ออกแบบพิเศษซึ่งประกอบด้วยเพชรที่เจียระไนและสีขาวที่เน้นลวดลาย ภายนอกมีปีกหลังขนาดใหญ่ที่ชวนให้นึกถึงที่พบใน Agera XS และชุดคานาร์ดด้านหน้าที่แตกต่างกัน พร้อมด้วยสปลิตเตอร์ด้านหน้าขนาดใหญ่และครีบกลางสไตล์ Le Mans เพื่อเพิ่มแรงกด ทำให้แตกต่างจากรุ่น Agera รุ่นอื่นๆ Väder มีสีตัวถังเพชรที่เจียระไนแบบเดียวกันโดยมีคาร์บอนไฟเบอร์เปลือยตรงกลางพร้อมกับสีขาวที่เน้นลวดลาย โดยมีปีกหลังแบบเดียวกับ Thor แต่ไม่มีครีบกลาง รถทั้งสองรุ่นปรากฏตัวต่อสาธารณชนที่Goodwood Festival of Speed ประจำปี 2018
![[ครบชุด] T1610085 านอาหารตามส งข างทาง แย งล กค าร านอาหารภ ตตาคาร5ดาว](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/10/image-646.png)
![[ครบชุด] T1610086 กหวยรางว ลท เล กก บเม ยสายฟ าแลบ](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/10/image-647.png)