Maserati GranTurismo โฉมใหม่มีทั้งเครื่องยนต์สันดาป และไฟฟ้า 100% เคาะราคาเริ่มในไทย 12.9 ล้านบาท
All-new Maserati GranTurismo โฉมใหม่ เปิดตัวในไทย มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน V6 Nettuno 3.0 ลิตร ให้ความแรงสุด 550 แรงม้า และขุมพลังไฟฟ้า 100% ที่มากับมอเตอร์ไฟฟ้า 761 แรงม้า เคาะราคาเริ่มในไทยที่ 12.9 ล้านบาท

มาเซราติ ประเทศไทย เปิดตัว All-new Maserati GranTurismo รถสปอร์ต 2 ประตู สายพันธุ์แรง โฉมใหม่ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่ Maserati GranTurismo Modena (มาเซราติ กรันทูริสโม โมเดนา), Maserati GranTurismo Trofeo (มาเซราติ กรันทูริสโม โทรเฟโอ) และ Maserati GranTurismo Folgore (มาเซราติ กรันทูริสโม โฟลกอเร) มาพร้อมขุมพลังความแรงให้เลือก 2 รูปแบบ ทั้งในรุ่นเครื่องยนต์สันดาป และขุมพลังไฟฟ้า 100% โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้
- Maserati GranTurismo Modena ราคาเริ่มต้น 14.5 ล้านบาท
- Maserati GranTurismo Trofeo ราคาเริ่มต้น 16.9 ล้านบาท
- Maserati GranTurismo Folgore ราคาเริ่มต้น 12.9 ล้านบาท

สำหรับ Maserati GranTurismo (มาเซราติ กรันทูริสโม) โฉมใหม่ นับเป็นการเปิดตำนานบทใหม่ ที่เริ่มขึ้นจาก Maserati A6 1500 เมื่อ 77 ปีที่ผ่านมา โดยเป็นยนตรกรรมสไตล์จีที (GT) ที่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของสมรรถนะแบบรถสปอร์ต เข้ากับความสะดวกสบายเพื่อรองรับการขับทางไกล



ในด้านงานดีไซน์มาพร้อมความสง่างาม และสมรรถนะเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยรูปลักษณ์ ที่ไม่ซ้ำใคร และสามารถจดจำได้ในทันที เส้นสายดูเรียบง่ายแต่ชัดเจน ผสานประสิทธิภาพการขับเคลื่อนที่ดีสุดในเซกเมนต์ สะท้อนตัวตนและความพิถีพิถันในการออกแบบ ขณะเดียวกัน ก็สามารถรักษาสัดส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างครบถ้วน ด้วยฝากระโปรงหน้าทรงยาว และตำแหน่งผู้ขับที่อยู่กึ่งกลางระหว่างล้อทั้ง 4 พร้อมหลังคาลาดต่ำสู่ด้านหลัง เน้นให้เห็นความ โค้งมนของเสาซี ที่มีโลโก้ตรีศูลติดตั้งอยู่


ภายในห้องโดยสารติดตั้งนวัตกรรมล้ำสมัย ด้วยระบบมัลติมีเดีย Maserati Intelligent Assistant (MIA), อินโฟเทนเมนท์ใหม่ล่าสุด, หน้าจอ comfort display ที่รวมฟังก์ชั่นหลักของทัชสกรีนอเนกประสงค์, นาฬิกาดิจิทัลอัจฉริยะ (Digital Smart Clock) และเฮด-อัพ ดิสเพลย์ (เป็นออปชั่น)


นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์พิเศษแบบ ‘all-round sound experience’ การันตีด้วยสุ้มเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของ มาเซราติ รวมทั้งเวอร์ชั่นรถไฟฟ้า อันเกิดจากฝีมือการพัฒนาของวิศวกรจาก Maserati Innovation Lab มอบประสบการณ์สมบูรณ์แบบผ่านระบบเครื่องเสียง Maserati Sound Audio System และมีออปชั่นพิเศษกับสุดยอดเครื่องเสียงสัญชาติอิตาลี ‘Sonus Faber’ ลำโพง 12 ตำแหน่ง และ 19 ตำแหน่งให้เลือก

ในด้านพละกำลังขับเคลื่อน รุ่น Modena และรุ่น Trofeo จะมากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน V6 Nettuno ความจุ 3.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ บล็อกเดียวกับ MC20 โดยในรุ่น ิจะมีกำลังสูงสุด 490 แรงม้า มาพร้อมแรงบิด 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุดจะอยู่ที่ 302 กม./ชม. มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ GT, Comfort และ Sport
ส่วนในรุ่น Trofeo จะได้รับการอัพเกรดเพิ่มกำลังเป็น 550 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 650 นิวตันเมตร มาพร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม. โดยทั้งสองรุ่นจะถูกส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ มาพร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ GT, Comfort, Sport และ Corsa
ขณะที่ในรุ่น Folgore จะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ส่งกำลังผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (หน้า 1 หลัง 2) ให้กำลังรวม 761 แรงม้า และเพิ่มเป็น 830 แรงม้า เมื่อใช้ MaxBoost มาพร้อมแรงบิดสูงสุด 1,350 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.7 วินาที และความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม. มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด คือ GT, Max Range, Sport และ Corsa

มาพร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800V พร้อมติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาดความจุ 92.5 kWh ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของรถแข่ง Formula E ติดตั้งแบตเตอรี่ไว้บริเวณโครงสร้างกลางรถ (T-Bone) แทนที่การติดตั้งไว้ใต้เบาะผู้ขับ ส่งผลดีต่อสมดุลและจุดศูนย์ถ่วงของรถ ชาร์จไฟเต็มวิ่งได้ระบะทางไกลสุด 450 กม. (WLTP) พร้อมรองรับการไฟ DC ขนาด 270 kW ที่สามารถชาร์จไฟเพียง 5 นาที สามารถให้ระยะทางการวิ่งได้ถึง 100 กม.

สามารถสัมผัสตัวจริงของ มาเซราติ กรันทูริสโม รุ่นใหม่นี้ได้ใกล้ชิดที่ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 หรืองาน Motor Show 2024 ที่จะถูกจักขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 2 เมษายน 2566
ชุดแต่ง GTstreet R By TECHART สำหรับ Porsche 911 Turbo และ Porsche 911 Turbo S อัพเกรดสู่สมรรถนะที่ “ดุร้าย” ทั้งบนถนน และในสนาม
โพสต์เมื่อ 8th มิถุนายน 2017 หมวดหมู่: รถแต่ง โดย iAMCAR Team
สำนักแต่ง TECHART นำเสนอแพคเกจ GTstreet R สำหรับ Porsche 911 Turbo และ Porsche 911 Turbo S เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บความร้ายกาจ พร้อมประกาศศักดาความน่าสะพรึง ด้วยสมรรถนะที่ดุดันด้านการ “ซิ่ง” ทั้งบนถนน และในสนาม ยกระดับมาตรฐานรถ “สปอร์ต” ครั้งใหม่ ที่ถือกำเนิดขึ้นภายใต้แบรนด์
TECHART กับการปรับมาตรฐานงาน Aerodynamics
Lightweight Carbon Fiber หรือ วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา คือ องค์ประกอบสำคัญในการผลิตชุดรบให้กับเรือนร่างของ Porsche อนุกรม 911 ทั้ง 2 รุ่น เพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ และแรง Downforce สำหรับสร้างเสถียรภาพในตั้งแต่กดคันเร่ง ไปจนถึงทุกๆ ย่านความเร็ว โดยบทสรุปก็คือ น้ำหนักกดที่มากถึง 321 กก. ที่ความเร็ว 300 กม./ชม. ใน Performance Mode

ชุดรบ GTstreet R จะประกอบด้วยลิ้นสปอยเลอร์ด้านหน้าแบบ Active ที่จะปรับปริมาณอากาศให้เหมาะสมกับความต้องการ โดยมีช่องดักอากาศกลางกันชนทำหน้าที่ช่วยลดแรงยก เสริมด้วยชุด Carbon Airframes บริเวณช่องดักอากาศบนกันชนหน้าเพื่อสร้างแรงกด Downforce และลดแรงเสียดทานอากาศไปพร้อมๆ กัน ปิดท้ายด้วยการเปลี่ยนไปใช้ฝากระโปรงหน้าแบบคาร์บอน ประทับตราโลโกสำนักแบบ 3 มิติ เพิ่มความเฉียบคมให้กับมุมมองจากด้านหน้า
โดยชุดกันชนหน้ายังออกแบบให้บริเวณซุ้มล้อหน้ามากับช่องระบายอากาศ เพื่อระบายความร้อนให้กับระบบเบรก และแรงดันอากาศในช่วงจังหวะการเลี้ยว ส่วนด้านข้างตัวรถติดตั้งสเกิร์ตทำจากวัสดุคาร์บอน ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อกันทั้งด้านหน้า และด้านหลัง เพื่อให้การไหลผ่านของอากาศทำให้ได้สะดวก สู่ช่องดักอากาศบริเวณซุ้มล้อหลัง เพื่อช่วยให้ Intercooler ทำหน้าที่เต็มประสิทธิภาพ
ด้านหลังมากับความดุดันกับกันชนหลัง พร้อม Diffuser ทำจากคาร์บอน ออกแบบให้รับกับชุดไฟท้ายแบบ 3 มิติ โดยไฮไลต์ คือ การออกแบบให้รับกับชุดท่อไอเสีย High Performance Sport Exhaust System ถึง 4 ปลายท่อ ในขณะที่บนฝากระโปรงหลังติดตั้งปีกหลังแบบ Active ทำจากคาร์บอน ปรับระดับได้ตามความเร็วที่ใช้ เช่น ใน Performance Mode จะยกตัวสูง พร้อมกับปรับครีบตั้งขึ้น 15 องศา เพื่อเสริมเสถียรภาพการขับขี่


2 สไตล์กับงานดีไซน์ภายใน
GTstreet R มากับ 2 ทางเลือกการตกแต่งภายในห้องโดยสาร คือ Exclesive ที่เน้นความเรียบง่าย และหรูหราด้วยวัสดุหนังเกรดพรีเมี่ยม หรือแบบ Clubsport ที่เน้นอารมณ์สปอร์ตเต็มขั้นด้วยหนัง Alcantara, Roll-Bar สีเดียวกับตัวรถ, เข็มขัดนิรภัย 6 จุด และมือจับเปิดขปิดประตูแบบห่วงผ้า
โดยทั้ง 2 สไตล์จะมากับอุปกรณ์มาตรฐานที่ตกแต่งแบบ GTstreet R เช่น เบาะนั่ง, แผงแดชบอร์ด, คอนโซลกลาง, ผ้าหลังคา, แผงบังแดด และเสาประตูที่หุ้มด้วย Alcantara ส่วนสวิทช์ควบคุมบนพวงมาลัย, กรอบช่องแอร์, หัวเกียร์ PDK, กรอบฐานเกียร์ และปุ่มปรับระดับเบาะนั่ง สามารถเลือกโทนสีที่ต้องการได้
แต่ถ้าหากยังไม่ถูกใจก็สามารถเลือกเปลี่ยนเป็นชุดออพชั่น TECHART Carbon Fiber Package ได้เช่นกัน โดยในส่วนของกาบบันได และแป้นเหยียบต่างๆ จะเป็นแบบอลูมิเนียม และจะขาดไปไม่ได้เลยทีเดียวกับเพลทโลหะที่บอกจำนวนการผลิต ซึ่งเดาว่าทางสำนัก น่าจะกำหนดจำนวนเอาไว้แน่นอน


“อสูรร้าย” ที่ถือกำเนิดจากเครื่องยนต์ 3.8 ลิตร
ขุมพลัง 3.8 ลิตร แบบ 6 สูบนอน Flat-Six บล็อคเดิม ถูกจับมาอัพเกรดขึ้นใหม่ ด้วยชุด Power Kit พร้อมด้วยการเปลี่ยนชุดทางเดินไอเสียใหม่เป็น TECHART High Performance Sport Exhaust ทำให้มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 640 แรงม้า และแรงบิดขยับเป็น 880 แรงม้า ซึ่งทางสำนักได้วางแผนต่อไป ด้วยการนำเสนอชุด Power Kit เวอร์ชั่น 2 ที่เพิ่มพละกำลังขึ้นไปอีกเป็น 720 แรงม้า


ส่วนการขับเคลื่อนจะมากับระบบ Active All-Wheel Drive System พร้อมกับการเพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่ขึ้น ด้วยล้อขนาด 20 นิ้วรุ่น Formula IV Race แบบ Center Lock พร้อมยาง 265/35 ZR 20 ในด้านหน้า และขนาด 325/30 ZR 20 ในด้านหลัง ซึ่งสามารถขยับเป็นออพชั่นล้อขนาด 21 นิ้ว รุ่น Formula IV น้ำหนักเบา พร้อมยาง 265/30 ZR 21 ในด้านหน้า และขนาด 325/25 ZR 21 ในด้านหลังได้เช่นกัน
ด้านระบบช่วงล่างทางสำนักได้อัพเกรดใหม่เป็น TECHART VarioPlus Coilover Suspension พร้อมระบบ PDDC- Porsche Dynamic Chassis Control ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบปรับความสูงช่วงล่างด้านหน้า TECHART Noselift โดยจะอำนวยความสะดวกด้วยการยกตัวรถให้สูงขึ้นอีก 60 มม. ตามด้วยการอัพเกรดระบบเบรกให้มีคุณภาพ ด้วยการเคลือบสารเพื่อให้สามารถทนความร้อนได้สูงมากขึ้น













![[ครบชุด] T1610005 กหล งร าน Ep.2](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/10/image-606.png)
![[ครบชุด] T1610004 อท าร งเก ยจ Ep.2](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/10/image-607.png)