The Color of M สีสันตำนาน M
BMW “M” แต่ละรุ่น แต่ละโมเดลที่สร้างขึ้นมา ต่างมีสีสันที่สะดุดตา เรียกร้องให้ทุกสายตาบนท้องถนนจับจ้อง และแต่ละสีสันของความเป็น M นั้นก็มีที่มา ซึ่งล้วนเป็นสีที่ BMW ได้รับอิทธิพลจากสนามแข่งอย่างใกล้ชิด และเมื่อเวลาผ่านไป สีเหล่านี้บางสีได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ยากแยกจากกันได้
วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 7 สีสุดฮิตที่เป็นตำนาน สุดคลาสสิกของ BMW M และถูกนำกลับมาเป็น BMW INDIVIDUAL M COLORS.
1. Imola Red & II non-metallic
Imola Red I & II Imola Red คือสีแดงสุดเข้มที่เกิดหลังสนามแข่ง Imola F1 ในซานมารีโน ซึ่ง BMW Williams ชนะการแข่งขันครั้งแรกในปี 2544 โดยการขับของ Ralf Schumacher รถที่เขาขับคือ Williams FW 23 Imola Red ได้ถ่ายทอดบุคลิกที่ร้อนแรงของผู้ขับขี่ด้วยโทนสีแดงที่สดใสมานานกว่าสองทศวรรษ Imola Red เปิดตัวครั้งแรกในปี 2000 บน M3 E46 ซึ่งเป็นรถคูเป้ที่ถือว่าเป็นของสะสมในปัจจุบัน และได้รับการแนะนำอีกครั้งในปี 2020 ใน M5 Coupe

2. Estoril Blue
สีน้ำเงินอมฟ้า Estoril Blue ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Autodromo do Estoril ซึ่งเป็นสนามแข่ง F1 ในโปรตุเกส ในช่วงปี 1984 – 1996 ซึ่ง Aryton Senna ชนะการแข่งขันครั้งแรกของเขาที่ Estoril
BMW Estoril Blue metallic สีนี้ดูเท่และสง่างามโดยสื่อถึงคลื่นสีน้ำเงินเข้มของมหาสมุทรแอตแลนติกนอกชายฝั่งโปรตุเกส หรือท้องฟ้าสีครามเหนือสนามแข่งที่มีชื่อเสียงของเอสโตริล ถูกนำมาผลิตในรุ่น BMW M140i (F20) และ BMW M3 (E36)

3. Dakar Yellow
สีเหลิองเข้มที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขันแรลลี่ Paris- Dakar ในอเมริกาใต้ (อาร์เจนตินาและชิลี) ผู้ชนะการแข่งขันแรลลี่ปี 2014 คือแบรนด์ Mini ทีบริหารทีมโดย BMW ซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตรอันทรงพลังข้ามผ่านทะเลทราย Dakar Yellow เป็นสีที่ทำให้รถบนถนนสว่างไสวเหมือนดวงอาทิตย์แห่งทวีปแอฟริกาตะวันตก การเคลือบสีเฉพาะ M นี้เปิดตัวครั้งแรกบนตัวถังของ BMW M3 E36 และต่อจากนั้นมันก็กลายเป็นสีฮิตของ BMW Individual

4. Macao Blue
ทำไมต้อง Macao Blue? สีนี้ตั้งชื่อตามสนามปิดเมืองแข่งมาเก๊ากรังด์ปรีซ์ที่มีประวัติการแข่งขันมายาวนานนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 BMW E30 M3 ได้รับชัยชนะหลายครั้งที่นี่ นักขับระดับตำนาน จอห์นนี่ เซคอตโต้ Team Schnitzer และ BMW Motorsport ประสบความสำเร็จจน BMW ได้ผลิต E30 M3 รุ่นพิเศษจำนวน 480 คันที่มีชื่อ Cectotto บนแผ่นแดชบอร์ด สีนี้กลับมาอีกครั้งในปี 2016 ด้วยรุ่น BMW M3 Edition 30 Jahre (F80)

5. Silver Grey metallic
เป็นหนึ่งในสีพิเศษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ BMW M อยู่คู่กับยนตรกรรม BMW Individual ตั้งแต่ปี 1992 แต่รุ่นที่โดนเด่นที่สุดที่ใช้ BMW Individual Silver Grey metallic คือ BMW M3 CSL (E46) หนึ่งในเคล็ดวิชาตัวเบาในตำนานของ BMW M

6. British Racing Green
สีเขียวอังกฤษ หรือ BRG หนึ่งในสียอดนิยมที่เกิดขึ้นจากการแข่งขัน Gordon Bennett Cup ปี 1903 ซึ่งจัดขึ้นในไอร์แลนด์ เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงความเคารพรถยนต์ของอังกฤษถูกทาสีเขียวแชมร็อก คล้ายตะไคร่น้ำ และแน่นอนมีชาวบีมเมอร์ไม่น้อยที่ชอบสีเขียวด้านไร้เมทัลลิก BMW Individual British Racing Green โดยรุ่นยอดฮิตคือ BMW M6 Convertible (F12) และ BMW M3 GT (E36)

7. Carbon Black
คาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุที่ใช้เทคโนโลยีสูงและเน้นสมรรถนะ CFRP ซึ่งมักเรียกกันว่าวัสดุนี้มีความทนทานต่อแรงบิดสูง ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ใช้กับ BMW Individual Carbon Black metallic ด้วย การเคลือบสีซึ่งพัฒนาจนกลายเป็นคลาสสิกอย่างแท้จริง สีที่มีความทึบเหมือนกระดาษคาร์บอน แต่มันก้มีเหลือบสีน้ำเงินเข้มๆ อยู่ด้านใน เปิดตัวครั้งแรกใน BMW M5 E39 แต่ยังคงถูกนำกลับมาใช้ประจำ ล่าสุดก็ในบอดี้ BMW M550i xDrive และ BMW X5 M50d BMW Individual Carbon Black metallic.

- ข่าวรถยนต์ต่างประเทศ
- 25 ก.พ. 2567 เวลา 17:58 น.
- Sutisaklim
RUF เผย RUF R Spyder ใหม่ เวอร์ชั่นไร้หลังคา ขับแบบท้าสายลมแดด กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด!
RUF Automobile (รุฟ ออโตโมบิล) สำนักแต่งชื่อดังจากประเทศเยอรมนีของตระกูล Ruf ที่นิยมนำรถจากค่าย Porsche (ปอร์เช่) มาโมดิฟายใหม่ โดยครั้งนี้เป็นการนำ Porsche 911 Speedster ที่เปิดตัวจำหน่ายมาจนถึงปี 2019 ด้วยการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,948 คัน โดยใช้รุ่นว่า 991.2 GT3 มาตกแต่งใหม่

RUF R Spyder ไม่มีกระจกบังลมหน้า กระจกด้านข้าง และหลังคาผ้าที่ควบคุมด้วยมือ เพื่อการขับขี่แบบเปิดโล่งอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังมีฉากกั้นระหว่าง 2 ที่นั่ง และส่วนท้ายที่ทำขึ้นเป็นพิเศษใหม่โดยเฉพาะ ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่รวมสปอยเลอร์หางเป็ดแบบมีช่องระบายอากาศ

อีกทั้งยังติดตั้งกล้องมองข้าง แทนที่กระจกมองข้างที่ติดตั้งอยู่ที่บังโคลนหน้า และไม่มีที่มือจับประตู ส่วนพื้นที่คนขับและผู้โดยสารตอนหน้า มีกระจกบังลมขนาดเล็กเป็นของตัวเอง พร้อมนาฬิกาเอกลักษณ์เฉพาะที่ติดตั้งตรงกลางแดชบอร์ด ด้วยการเจาะผ่านช่องในพาร์ติชันซึ่งมีช่องอากาศเข้าไปเครื่องยนต์ที่ด้านหลังด้วย

และใต้กระโปรงท้าย RUF ได้เพิ่มช่องพิเศษสำหรับเก็บหมวกกันน็อค ซึ่งแสดงให้เห็นว่านี่คือโครงสร้างตัวรถที่เน้นขับในสนามแข่ง

ขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร แบบ 6 สูบนอน Boxer จากรุ่น GT3 ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มีระบบวาล์วขับพร้อมแขนกระดกเคลือบ DLC พร้อมวาล์วไอดีและวาล์วไอเสียแบบแปรผัน ซึ่ง RUF ไม่ได้เผยตัวเลขแรงม้า

แต่เครื่องยนต์สเปกโรงงาน ให้กำลังสูงสุด 513 แรงม้า ใน 991.2 GT3 RS และการติดตั้งช่วงล่างประกอบด้วยแบบแมคเฟอร์สันสตรัทที่ด้านหน้า และระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบ 5 จุดยึด พร้อมกับระบบเบรกแบบคาร์บอนเซรามิก

RUF ไม่ได้บอกว่ามีแผนที่จะสร้าง R Spyder เพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ารถคันนี้ทำขึ้นมาโชว์เท่านั้น หรืออาจจะผลิตจำนวนจำกัดในอนาคต พร้อมกับราคาที่สูงลิบแน่นอน
แหล่งที่มาจาก

