กระทิงดุเอาจริง Lamborghini Asterion พร้อมเข้าสู่สายการผลิต
- โดย : Autodeft
- 16 ธ.ค. 57 00:00
- 6,048 อ่าน
สื่อังกฤษแย้ม Lamborghini เอาจริงผลิต Lamborghini asterion ว่าที่ซุปเปอร์คาร์ไฮบริด หลังกระแสตอบรับดีเกินคาด
หลังจากนำออกมาโชว์เมื่อปีที่ผ่านมากับซุปเปอร์คาร์สมรรถนะสูงที่อาจะเปลี่ยนตัวตนของกระทิงดุไปตลาดกาล กับ Lamborghini Asterion ซึ่งมาพร้อมการออกแบบใหม่ที่สร้างความลงตัวมากขึ้นกว่าเดิม และดูเหมือนค่ายอิตาลี่อยากจะผลิตมันจริงๆ
แม้ว่าการเปิดตัวในงาน Paris motor show ที่ผ่านมาอาจจะมีการกล่าวจากฝ่ายบริหารว่าทาง Lamborghini ไม่ได้คาดหวังว่ารถยนต์ Lamborghini Asterion เข้าสู่สายการผลิตในฐานะรถยนต์ Super car hybrid แต่ว่าล่าสุด Autocar นิตยสารรถยนต์ชั้นนำ เผยว่า โครงการนี้ได้ไฟเขียวแล้วอย่างเป็นทางการและอยู่ในระหว่างการประเมินราคาค่าตัว

Autocar ได้เผยว่าตอนนี่ Lamborghini กำลังทำการบ้านอย่างหนักกับ Lamborghini Asterion โดย หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา นาย มาอูริซิโอ เรกจิอานี กำลังพยายามอย่างหนักในการจะประเมินราคาขายของรถยนต์รุ่นดังกล่าวถ้าวางขายจริง
โดยทางนิตยสารเกาะอังกฤษคาดการณ์ในเบื้อต้นว่าราคาของว่าที่กระทิงดุใหม่นั้น จะมีค่าตัวเทียบเท่ากับรถยนต์ Lamborghini Aventador ใหม่ และราคาจำหน่ายของมันนั้นจะต้องบวกรวมกับระบบขับเคลื่อนไฮบริด ซึ่งทำให้คาดว่าราคาจำหน่าย Lamborghini Asterion น่าจะสูงถึง 350,000 ปอนด์โดยประมาณ
ส่วนหนึ่งด้วยความต้องการสมรรถนะจากเครื่องยนต์ V10 ขนาด 5.2 ลิตร ที่ให้กำลังถึง 610 แรงม้า Lamborghini Asterion มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าถึงสองตัว แบตเตอร์รี่ลิเธียมไอออน และ เกียร์คลัทช์คู่ 7 สปีดใหม่ที่แฝงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอีกตัว ซึ่งตอนออกตัวต้นแบบมาเชื่อว่ามันจะมีกำลังมากถึง 910 แรงม้า และ สามารถเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ได้ใน 3.0 วินาที
ทั้งนี้ส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่ายกระทิงดุตัดสินใจขายรถยนต์ Lamborghini Asterion ในท้ายที่สุดก็มาจากกระแสตอบรับที่ดีทั้งจากลูกค้าและสื่อมวลชน ซึ่งทำให้มีโอกาสมากขึ้นในการขายเจ้าชายกระทิงดุไฮบริดคันนี้
Ferrari SF90 Spider รถสปอร์ตเปิดประทุน Plug-in Hybrid ทรงพลังที่สุดในโลก
20,900อ่าน

เปิดตัว Ferrari SF90 Spider รถสปอร์ตเปิดประทุน Plug-in Hybrid ที่มาพร้อมกับสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ทุบสถิติด้วยความแรงระดับ 1,000 แรงม้า เทคโนโลยีถอดแบบจากสนามแข่ง ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาที
Ferrari เปิดตัว Ferrari SF90 Spider รถสปอร์ตเปิดประทุนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นการต่อยอดการพัฒนาระบบพลังงาน Plug-in Hybrid ของค่ายม้าลำพองเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น รถยนต์ เปิดประทุนที่ผลิตเพื่อจำหน่าย ซึ่งทรงพลังที่สุดในโลกด้วย

Ferrari SF90 Spider ถือได้ว่าเป็นเวอร์ชั่นเปิดประทุนของ Ferrari SF90 Stradale ที่ถูกเปิดตัวไปเมื่อ 18 เดือนก่อนหน้านี้ และสืบทอดเรื่องสมรรถนะความแรงมาแบบไม่มีตกหล่น ด้วยพละกำลังรวมถึง 1,000 แรงม้า กลายเป็นสถิติใหม่แซงหน้า Ferrari 812 GTS ไปแล้ว
ดีไซน์การออกแบบ
ความโดดเด่นของ Ferrari SF90 Spider ยังอยู่ที่การออกแบบและดีไซน์ซึ่งเน้นการสานต่อสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์จาก SF90 Stradale ฝาครอบเครื่องยนต์ถูกออกแบบอย่างประณีตแบบ Ferrari Styling Centre สามารถมองเห็นขุมพลังเครื่องยนต์ V8 แม้จะพับหลังคาลงเก็บ

นอกจากนี้ยังมีหลักการออกแบบห้องโดยสารตามหลักสรีรศาสตร์ ด้วยปรัชญา “สายตาอยู่บนถนน, มืออยู่บนพวงมาลัย” ที่ใช้ในการออกแบบรถแข่งซึ่งก่อให้เกิดเป็นแนวคิด HMI (Human Machine Interface) นำไปสู่นวัตกรรมพวงมาลัยแบบใหม่ พร้อมด้วยทัชแพดที่ช่วยให้ผู้ขับควบคุมได้เกือบทุกฟังก์ชันของรถโดยไม่ต้องละมือทั้งสองข้างออกจากพวงมาลัย

ในส่วนของหลังคารถซึ่งเป็นหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ สามารถเปิดหรือปิดได้ในเวลาเพียง 14 วินาที และทำงานได้แม้ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่อยู่ ส่วนกระจกหลังเป็นแบบควบคุมการเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า
เครื่องยนต์และสมรรถนะ
ตามที่กล่าวไปแล้วว่า Ferrari SF90 Spider นับเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนที่แรงที่สุดในโลกในตอนนี้ ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 780 แรงม้า เสริมทัพด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว กลายเป็นกำลังรวมสูงสุด 1,000 แรงม้า พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ที่เลือกได้ คือ eDrive, Hybrid, Performance และ Qualify

นอกจากนี้ Ferrari SF90 Spider ยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ซึ่งช่วยให้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ในเวลา 7.0 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดทำได้ 340 กม./ชม.
สำหรับ Ferrari SF90 Spider ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลราคาออกมา รวมทั้งยังไม่ได้มีกำหนดการจำหน่ายจริงด้วย ต้องรถดูว่าในงาน Motor Expo 2020 จะมีคันจริงมาให้ชมกันหรือไม่ ส่วนใครที่ชื่นชอบความแรงในระดับ 1,000 แรงม้า ก็ยังมีรถยนต์ของค่ายอื่นอย่าง McLaren Speedtail หรือ Mercedes-AMG One ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา ให้รอติดตามกันอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Ferrari Thailand

