รถซูเปอร์คาร์ คือ รถที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ เพราะเหตุผลไม่กี่อย่างคือ สวยและแรง แต่มีเหตุผลหลักอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเป็นเจ้าของมันได้ คือ ราคา แต่เราสามารถชื่นชมมันได้
วันนี้ Voice Market รวบรวมมาให้ทุกคนได้ทำความรู้จักรถ ซูเปอร์มากขึ้น เพราะมันไม่ได้มีแค่เฟอรารี่ หรือ ลัมโบกินี่เท่านั้น
แบรนด์แรก คือ โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า (Koenigsegg CCXR Trevita) ราคา 155 ล้านบาท นับเป็นรถที่แพงที่สุดในรอบหลายปี ผลิตโดยบริษัทจากสวีเดน ตัวถังทำมาจาก คาร์บอน-ไฟเบอร์เคลือบด้วยเพชร และคงเป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นรถคันนี้บนท้องถนน เพราะรุ่นนี้ มีอยู่เพียง 3 คันบนโลก และมันคงเร็วมากจนสามารถขับผ่านไปในช่วงพริบตา
ดังนั้น คำว่า ‘Super car’ คงไม่สามารถใช้เรียกรถคันนี้อย่างสมศักดิ์ศรี คำว่า ‘Hypercar’ น่าจะเหมาะสมกว่า
ต่อมา คือ แม็คลาเรน พีวัน (McLaren P1) ราคาของมันอยู่ที่ 37 ล้านบาท แม้เครื่องยนต์อาจไม่แรงเท่า V12 LaFerrari (ลาเฟอรารี่) แต่นับว่าแรงมากๆ สำหรับรถระบบ Hybrid แบบเสียบปลั๊กชาร์จ รถรุ่นนี้เป็นแบรนด์จากอังกฤษ ผลิตโดย McLaren Automotive ออกแบบให้มีกำลังถึง 903 แรงม้า คลับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ขนาด 3,800 ซีซี ระบบทวินเทอร์โบ V8 ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ความเร็วสูงสุดถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ต่อมาคือ ไมบาค เอ็กเซอร์เลโร่ (Maybach Exelero) ราคา 255 ล้านบาท ราคาของมันอยู่ที่ 255 ล้านบาท รถรุ่นนี้ผลิตในประเทศเยอรมันนี ตั้งแต่ปี 2005 แต่จะเรียกว่ารุ่นก็คงไม่ถูก เพราะผลิตขึ้นมาเพียงคันเดียวในโลก
ไมบาค เอ็กเซอร์เลโร่ มีสองที่นั่ง ใช้ยางรถยนต์ยี่ห้อ ฟูลด้า (Fulda) เคยถูกนำไปใช้ในการถ่ายทำ MV เพลง “Lost One” ของ Jay-Z มาแล้ว
ต่อมา คือ ลาเฟอรารี่ (LaFerrari) ผลิตโดย Ferrari ผู้ผลิตรถ Super Car ชื่อดังจากประเทศอิตาลี รุ่นนี้ ราคา 42ล้าน บาท ส่วนเครื่องยนต์ แม้จะเป็นระบบ Hybrid หรือชื่อเต็มว่า Kinetic Energy Recovery System (KERS) แต่ขับเคลื่อนด้วยพลังถึง 949 แรงม้า ทำให้ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 370กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว นับว่าเป็นรถที่แรงที่สุดของ Ferrari แต่ด้วยความเป็น Hybrid ทำให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 40% รถรุ่นนี้ผลิตขึ้นมา 499 คัน
ต่อมาคือ แอสตั้น มาร์ติน วัน-77 (Aston Martin One-77) คันนี้ ราคา 59 ล้านบาท นับเป็นรถรุ่นที่หายากที่สุดของ Aston Martins เพราะผลิตขึ้นมาเพียง 77 คัน ผลิตตั้งแต่ปี 2009 ใช้ตัวถังอลูมิเนียมซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 354กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถเร่งเครื่อง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.4 วินาที
กลับมาที่อีกรุ่นของ ไมบาค กับ ไมบาค ลานเดอร์เล็ต (Maybach Landaulet) รถยนต์ที่นำความหรูหราเข้าสู้แทนความเร็ว จนกลายเป็นรถยนต์ 4 ประตูที่แพงที่สุด ราคาอยู่ที่ 45ล้านบาท รถคนนี้ออกแบบมาเป็นทรงยาวคล้าย Limousine มาพร้อมกับหลังคาที่เปิด-ปิด เพื่อรับอากาศได้ Accessories ที่มาพร้อมกับรถรุ่นนี้ก็มีแก้วแชมเปญสุดหรู ตู้เย็นเบาะหลัง ที่กั้นระหว่างคนขับและที่นั่งด้านหลังเพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด แต่ก็มีระบบสื่อสารระหว่างเบาะหน้ากับเบาะหลังคล้ายวิทยุสื่อสารในกรณีฉุกเฉิน
ซูเปอร์คันที่ 7 คือ แลมโบกินี่ เซสโต เอเลเมนโต (Lamborghini Sesto Elemento) ราคาอยู่ที่ 70 ล้านบาท แม้จะยังไม่เปิดตัว แต่ข้อมูลระบุว่า จะผลิตขึ้นเพียง 20 คัน คาดการณ์ว่าจะทำความเร็วได้ถึง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 2.5วินาที ขับเคลื่อนด้วยกำลังถึง 570 แรงม้า อย่างไรก็ตามรถคันนี้ไม่สามารถวิ่งบนท้องถนนในประเทศสหรัฐฯ ได้ วิ่งได้เฉพาะในสนามแข่งตามกฎหมายกำหนดเท่านั้น
ซูเปอร์คาร์ คันที่ 8 “ปากานี่ ซอนด้า ซินกุ โร้ดสเตอร์” (Pagani Zonda Cinque Roadster) ราคาของมันอยู่ที่ 59ล้าน บาท ผลิตโดย “ปากานี่” (Pagani ) จากประเทศอิตาลี ใช้ตัวถัง คาร์บอน-ไฟเบอร์ ผสมไทเทเนียม ที่เรียกว่า คาร์โบ-ไทเทเนียม ทำให้รถรุ่นนี้ทนทานแข็งแรงแต่เบาในเวลาเดียวกัน รถรุ่นนี้ผลิตขึ้นมาเพียง 5 คัน และจะเป็นรุ่นสุดท้ายในรถตระกูล ซอนด้า (Zonda)
ต่อมา คือ Leblanc Mirabeau ราคาอยู่ที่ 24 ล้าน 5 แสนบาท รถซูเปอร์คาร์สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะไม่แพงเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ แต่คุณภาพไม่แพ้กัน เพราะใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 4,700 ซีซี คลับเคลื่อนด้วยกำลัง 700 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 370 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง แม้จะเป็นคลาสรถแข่งแต่สามารถนำมาขับบนถนนทั่วไปได้
ซูเปอร์คาร์ ต่อมาคือ Porsche 918 Spyder ราคาอยู่ที่ 27 ล้านบาท รถรุ่นนี้ถึงแม้จะเร็ว แต่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะปล่อยคาร์บอนไอออกไซด์น้อย ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 340 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ ในเวลาเพียง 2.8 วินาที
ต่อมา คือ บูกาติ เวย์รอน แกรนด์ สปอร์ต วิเตส (Bugatti Veyron Grand Sport Vitesse) ราคาอยู่ที่ 83 ล้านบาท แม้ว่า บูกาติ (Burgatti) เพิ่งเสียตำแหน่งรถที่เร็วที่สุดในโลก แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะกลับมา แต่ครั้งนี้เอาหลังคาออก โดยสถิติของรถรุ่นนี้อยู่ที่ 402.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
และซูเปอร์คาร์คันสุดท้าย กับ ดับเบิ้ลยู มอเตอร์ ไลคั่น ไฮเปอร์สปอร์ต (W Motors, Lykan Hypersport) ราคา 109 ล้าน บาท แม้เป็นรถที่ไม่เร็วที่สุด แต่เป็นรถที่ให้คำนิยามใหม่กับคำว่า ‘หรูหรา’ เริ่มที่ไฟ LED ของ ไลคั่น (Lykan) ใช้เพชรเคลือบฝากระโปรงหน้า และทำด้วยทองคำ ช่วงล่างทำมาจากคาร์บอน-ไฟเบอร์ และที่นั่งเบาะหนังเย็บด้วยทองคำ ของทุกอย่างที่ใช้เป็นวัสดุจริง เมื่อซื้อรถคันนี้ W motors จะแถม นาฬิกา ไซรัส เคล็ปซี่ (Cyrus Klepcys) ราคา 6 ล้าน 4 แสนบาทด้วย ของแถมแพงกว่ารถทั่วๆ ไปเสียอีก
ที่มา VoiceTV
พบกับ Leapmotor B10 รถยนต์ไฟฟ้าล้ำสมัยจากจีนราคาประหยัด
A Abhishek Katariya ต.ค. 28, 2024

กรุงเทพ: ที่งาน Paris Motor Show ปี 2024 ค่าย Stellantis และ Leapmotor ได้เปิดตัวรถยนต์ SUV ไฟฟ้ารุ่นใหม่ B10 ซึ่งเป็นรถยนต์ SUV ในกลุ่ม C-Segment รุ่นแรกของแบรนด์ โดยตั้งอยู่ระหว่างรุ่น Leapmotor C10 และ T03
KEY TAKEAWAYS
Leapmotor B10 จะเปิดตัวเมื่อใด?
Leapmotor B10 จะเข้าสู่ตลาดหลายแห่งในปี 2025
Leapmotor B10 มีราคาเท่าไร?
B10 จะมีราคาอยู่ระหว่าง 100,000 หยวน (5 แสนบาท) ถึง 150,000 หยวน (7 แสนบาท) ในจีน

B10 สร้างขึ้นบนโครงสร้าง LEAP 3.5 ที่ทันสมัย รองรับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบช่วยขับขั้นสูงและดิจิตอลค็อกพิทแบบปรับแต่งได้ ช่วยให้ประสบการณ์การขับขี่ราบรื่น
ดีไซน์ภายนอกที่เน้นความเรียบง่ายและความสมดุลระหว่างสไตล์กับประสิทธิภาพ โครงสร้างด้านหน้ามาพร้อมกระจังหน้าแบบปิด มีไฟหน้าแยกส่วน และไฟเดย์ไทม์ LED ช่องระบายอากาศด้านล่างช่วยในเรื่องการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ส่วนด้านท้ายมาพร้อมไฟท้ายแบบต่อเนื่องและที่จับประตูแบบซ่อน ช่วยลดแรงต้านลม

Leapmotor B10 ยังมีฟังก์ชันการเชื่อมต่ออัจฉริยะ ด้วยค็อกพิทดิจิตอลที่ปรับแต่งได้ ให้ผู้ขับสามารถเข้าถึงข้อมูลและความบันเทิงได้ง่าย ๆ นอกจากนี้ รถรุ่น B10 ยังเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มรถยนต์ซีรีส์ B ของ Leapmotor ที่จะเปิดตัว โดยในรุ่นสูงสุดจะมีระบบ lidar และชิป AI เพื่อเพิ่มความสามารถในการขับขี่อัตโนมัติ
ราคาของ Leapmotor B10 ในจีนจะอยู่ที่ประมาณ 100,000 – 150,000 หยวน (5-7 แสนบาท) เพื่อเจาะตลาดผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในราคาย่อมเยา

Leapmotor B10 เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายตลาดสู่ระดับสากลของบริษัท โดย CEO ของ Leapmotor International ระบุว่า แม้บริษัทจะเป็นสตาร์ทอัพแต่ก็มีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง Stellantis ช่วยเพิ่มทรัพยากรและโครงสร้างบริการระดับโลก
B10 จึงมีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งราคาไม่แพง ฟังก์ชันล้ำสมัย และการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร

