RUF CTR เมื่อ The Yellow Bird กลับมา แต่ไม่ได้มีพื้นฐานจาก Porsche อีกต่อไป
11 มีนาคม 2017 เวลา 00:14 น. | หมวดหมู่ New Cars : Worldwide, NEWS | โดย AE110 | อ่านไปแล้ว: 4707
ปี 1987 เป็นปีที่ RUF CTR ซึ่งรู้จักในนาม The Yellow Bird มีพื้นฐานมาจาก Porsche
964 ที่ถูกนำมาต่อยอดจนมีสมรรถนะสูง ได้กลับมาเกิดอีกครั้งในชื่อเดิมว่า 2017 RUF
CTR นอกจากนี้ หน้าตา และเฉดสีตัวถังยังเหมือนเดิมอีกด้วย แม้ว่าทาง RUF จะระบุว่า
โครงสร้างตัวถังทั้งหมดของรถยนต์คันนี้ถูกผลิตขึ้นใหม่ทั้งหมด
โครงสร้างตัวถังทั้งหมดของรถยนต์คันนี้ถูกผลิตขึ้นใหม่ทั้งหมด


2017 RUF CTR ใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบ Monocoque ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ถือ
เป็นรถยนต์เครื่องยนต์วางหลัง ขับเคลื่อนล้อหลังคันแรกที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบนี้ สำหรับ
ส่วนของห้องโดยสาร, ตัวถังด้านหน้า และด้านหลังยังคงเป็นเหล็กอยู่ น้ำหนักตัวถังจึงอยู่ใน
พิกัด 1,200 กิโลกรัม

2017 RUF CTR ยังคงใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในการทำวัสดุตัวถังภายนอก งานออกแบบนั้น
เหมือนกับ The Yellow Bird รุ่นต้นตำรับแบบไม่ต้องสงสัย มือเปิดประตูเป็นแบบซ่อนได้
ซึ่งจะเลื่อนออกมาเมื่อต้องการใช้งาน กระจกด้านหลังทำองศาให้ส่งลมเย็นเข้าช่องดักลม
ท้ายรถโดยตรง ส่วนช่องดักลมบริเวณโป่งล้อหลังขวายังคงเอกลักษณ์ของ RUF เอาไว้
เพื่อเป่าลมเย็นเข้า Intercooler
2017 RUF CTR มีเบาะนั่ง Bucket Seat เพียง 2 ตัวเท่านั้นหุ้มด้วย Alcantara และทั้ง
ห้องโดยสารล้วนใช้วัสดุนี้เช่นกัน ด้านหลังติดตั้ง Roll Cage เอาไว้เพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังออกแบบแผงควบคุมแบบปุ่มกด 5 ปุ่ม และใช้ผ้า Tartan สีเหลืองตกแต่ง
ภายใน ให้เหมือนกับ Porsche ย้อนยุคด้วย

ขุมพลังของ 2017 RUF CTR เป็นเครื่องยนต์เบนซินแบบ Flat 6 สูบ 3.6 ลิตร วางหลัง
เทอร์โบคู่ มีพื้นฐานมาจากเครื่องยนต์ Porsche Mezger ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้
กำลังสูงสุด 710 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 89.72 กก-ม. (880 นิวตันเมตร) ทำงาน
ร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ส่งกำลังผ่านล้อคู่หลัง ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ภายใน 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 362 กิโลเมตร/ชั่วโมง


ล้อของ 2017 RUF CTR ลาย 5 ก้านมีขนาด 19 นิ้ว พร้อมน็อตล็อคกลาง ช่วงล่างเป็น
แบบ Double Wishbone โดยที่โช็คหน้าจะติดตั้งในแนวนอนวางแนวตามยาวไปกับ
ตัวถัง ส่วนด้านหลังจะติดตั้งแนวนอนเช่นกัน แต่วางแนวขวางตัวถังแทน ระบบเบรกเป็น
แบบคาร์บอนเซรามิค พร้อมคาลิปเปอร์ขนาด 6 พอต ในด้านหน้า และ 4 พอต ในด้านหลัง
2017 RUF CTR ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 30 คันเท่านั้น สนนราคาคันละ 750,000 ยูโร
(ราว 28,280,000 บาท) ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมภาษี


Pininfarina Battista Edizione Nino Farina ไฮเปอร์คาร์ EV รำลึกแชมป์ F1 คนแรก มีเพียง 5 คัน
Pininfarina Battista Edizione Nino Farina ไฮเปอร์คาร์ขุมพลังไฟฟ้ารุ่นพิเศษที่รำลึก และเฉลิมฉลองให้กับ Giuseppe ‘Nino’ Farina แชมป์โลก F1 คนแรกของโลก ผลิตเพียง 5 คัน และจะเปิดตัวที่ในงาน Goodwood Festival of Speed บนเกาะอังกฤษ
โดย Phalath2 ปีที่แล้ว1.2kผู้อ่าน

Automobili Pininfarina สำนักออกแบบจากอิตาลี เตรียมเปิดตัว Pininfarina Battista Edizione Nino Farina ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้ารุ่นพิเศษ ที่ในงาน Goodwood Festival of Speed บนเกาะอังกฤษ

สำหรับความพิเศษของ Pininfarina Battista Edizione Nino Farina นั้นจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการรำลึก และเฉลิมฉลองของยิ่งใหญ่ของ Giuseppe ‘Nino’ Farina อดีตแชมป์โลก F1 คนแรกของโลก โดยไฮเปอร์คาร์ EV รุ่นพิเศษคันนี้ จะถูกสร้างออกมาเพียง 5 คันเท่านั้น

สำหรับ Pininfarina Battista Edizione Nino Farina ทั้ง 5 คันที่ถุกผลิตออกมานี้จะถูกสร้างโดยอ้างอิงจากการ 5 เหตุการณ์ที่สำคัญในชีวิตของอดีตแชมป์โลก F1 ชื่อดังคนนี้ ซึ่งเหตุการณ์สำคัญเหล่านี้จะรวมถึงวันเกิด สถานที่เกิด, การคว้าชัยชนะครั้งแรกในการแข่งขันบริติชกรังด์ปรีซ์ปี 1950, ชัยชนะครั้งที่สองในปี 1950 ที่สวิสกรังด์ปรีซ์, ชัยชนะครั้งที่สาม และครั้งสุดท้ายในปี 1950 ที่อิตาเลียนกรังด์ปรีซ์ และชัยชนะในการแข่งขันชิงแชมป์โลก F1 ในปี 1950

Pininfarina Battista Edizione Nino Farina ได้รับการปรับแต่งบนพื้นฐานจาก Pininfarina Battista ตัวรถจะมากับเฉดสีแดง Rosso Nino ซึ่งเป็นสีเดียวกับรถแข่งของทาง Nino Farina ที่นำลงแข่งขัน


พร้อมกับตัดกับแถบสีขาว Bianco Sestriere (เบียงโก เซสตริเอเร) และสีน้ำเงิน Iconica Blu (ไอโกนิกา บลู ) ทั้งที่สปลิตเตอร์หน้าคาร์บอนไฟเบอร์, กาบข้างประตู, แถบกระจกมองข้าง รวมทั้งด้านใต้ของปีกหลัง และดิฟฟิวเซอร์ท้าย


นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับหลังคาสีดำ, ชุดตกแต่งภายนอกที่ทำด้วยอะลูมิเนียมขัดเงา, กระจกมองข้างคาร์บอนไฟเบอร์, ล้อสีทองซาตินโกลด์ (Satin Gold) แบบสั่งทำพิเศษที่มาพร้อมกับคาลิเปอร์เบรกสีดำ



กราฟิกหมายเลข 01 ที่ซู้มล้อหลัง และใต้ปีกหลัง อีกทั้งยังสลักคำว่า ‘Nino Farina’ ไว้ที่ไฟหน้ารถอีกด้วย

ภายในห้องโดยสารของ Pininfarina Battista Edizione Nino Farina รุ่นพิเศษนี้ก็ได้รับการออกแบบ และตกแต่งให้มีความพิเศษสมดังชื่อรุ่น โดยจะมาในธีมสีทูโทน ด้วยเบาะที่นั่งจะเป็นคนละสี โดยฝั่งผู้ขับสีจะหุ้มด้วยหนังสีดำ ขณะที่เบาะที่นั่งฝั่งผู้โดยสายจะหุ้ทด้วยหนัง Alcantara สีเบจ ตัดสลับด้วยหนังสีดำที่เข้ากันอย่างลงตัว



นอกจากนี้ยังปั้มตรา Nino Farina ไว้ที่กลางตัวเบาะนั่งทั้ง 2 ตัว และเพิ่มความพิเศษของเบาะนั่งแต่ละตัวโดยเบาะที่นั่งฝั่งผู้ขับขี่จะได้รับการปักช่อมะกอก และเลข 01 ด้วยด้ายสีทองไว้ที่พนักพิงศรีษะ เพื่อแสดงถึงชัยชยะอันดับที่หนึ่ง ส่วนเบาะที่นั่งฝั่งผู้โดยสารจะปักตราสัญลักษณ์ของ Pininfarina ด้วยด้ายสีแเดง



ด้านการตกแต่งภายในโดยรวมจะคลุมโทนด้วนยเฉดสีดำ เดินตะเข็บเบ็บด้วยด้านสีแดง พร้อมกับตกแต่งวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ มาพร้อมพวงมาลัยคาร์บอนไฟเบอร์แบบพิเศษ และป้ายลำดับการผลิตสีดำอะโนไดซ์

ในด้านพละกำลังยังคงความร้อนแรงด้วยขุมพลังชุดเดิมของ Pininfarina Battista ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ที่ให้กำลังรวมสูงสุด 1,900 แรงม้า แรงบิด 2,340 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 100 กม./ชม. ภายใน 1.86 วินาที และความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม.

Automobili Pininfarina ไม่ได้เปิดเผยราคาค่าตัวของ Pininfarina Battista Edizione Nino Farina ออกมาเพียงแต่บอกว่าจะมีเพียง 5 คันเท่านั้น และจะถูกไปนำจัดแสดงต่อสาธารณชนที่ในงาน Goodwood Festival of Speed 2023 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13

![[ครบชุด] T0910084 เพ อนสน ทหน าด าน แอบก นผ วเพ อน](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/10/image-304.png)