การจะซื้อรถยนต์คันนึงนอกจากฟังก์ชันการใช้งานของรถแต่ละรุ่นแล้ว เทคโนโลยีและสมรรถนะของเครื่องยนต์ก็สำคัญ รวมไปถึงประเภทของรถยนต์ก็เช่นกัน ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า รถเก๋ง รถกระบะ รถ SUV บ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้ว รถยนต์นั้นมีหลากหลายรูปแบบมาก และเพื่อให้เข้าใจถึงประเภทรถยนต์ต่าง ๆ ได้ดีมากขึ้น ในวันนี้ทาง CARSOME ก็ได้นำข้อมูลของรถยนต์แต่ละทรงว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร อีกทั้งชื่อเรียกของแต่ละประเภทว่ามีแบบไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันค่ะว่ารถแต่ละประเภทนั้นมีอะไรบ้าง
ซื้อรถยนต์มือสอง กับ CARSOME การันตีคุณภาพรถยนต์ ผ่านการตรวจเช็กอย่างละเอียดถึง 175 จุด พร้อมรับประกันนานสูงสุด 2 ปีเต็ม ราคาโปร่งใส คุ้มค่า ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ซื้อไปแล้วไม่พอใจ การันตีคืนเงินภายใน 30 วัน
นึกถึง รถยนต์มือสอง ต้อง CARSOME
สารบัญ
1. Sedan

รถยนต์ที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดีกับรถเก๋งซีดาน หรือที่เรียกอีกอย่างว่า Saloon (นิยมใช้เรียกในยุโรป) โดยมีจุดเด่นที่มีขนาดกระทัดรัด มี 4 ประตูและเป็นแบบมาตรฐานในการผลิตรถยนต์ อีกทั้งยังมีการแยกโซนสำหรับห้องสัมภาระและห้องโดยสาร ตัวถังมีขนาดที่หลากหลาย ที่สำคัญการผลิตรถยนต์ประเภทนี้ยังครอบคลุมทั้งรถธรรมดาจนถึงรถหรูด้วย
ข้อดี : เมื่อวิ่งบนถนนทางเรียบจะสามารถเข้าโค้งดี มีความเกาะถนน มีความประหยัดในการขับขี่มากกว่า มีเครื่องยนต์หลากหลายและใช้พลังงานทางเลือก E85 ได้หลายรุ่น อีกทั้งยังมีขนาดกระทัดรัด
ข้อเสีย : ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีสัมภาระ จุของได้ไม่มาก ตัวรถมีความเตี้ย ทำให้เมื่อขับออกนอกเมือง รถอาจจะเกาะถนนได้ไม่ดีเท่าที่ควร และยังไม่สามารถช่วยซับแรงกระแทกได้
เหมาะกับใคร : เหมาะกับครอบครัวขนาดเล็กหรือผู้ที่ต้องขับรถในเมืองเป็นประจำ
รถยนต์ Sedan รุ่นยอดนิยม
รถ Sedan ราคาประหยัด: Mazda 3, MG5, Honda Civic, Nissan Almera, Mitsubishi Attrage
รถ Sedan ยอดนิยม: Honda Civic, Toyota Vios, Hoda Accord, Toyota Camry, Mazda 3, BMW 3 Series, Toyota Corolla Altis
รถ Sedan หรู: Honda Accrod, Toyota Camry, Audi RS, Jaguar XE, Lexus LS 300h, Mercedes Benz C-Class Saloon, BMW 3 Series, Mercedes Benz GLA, Volvo S60, BMW 2 Series Gran Coupe
2. Hatch Back

เป็นรถยนต์ที่มีลักษณะเหมือนกับรถประเภทแรก แต่จะมีความแตกต่างตรงที่ช่วงท้ายมีลักษณะตัด และยังมีให้เลือกทั้งรุ่น 3 ประตูและ 5 ประตู นับจากประตูฝั่งซ้าย – ขวา และฝากระโปรงหลังเป็น 1 ประตู ด้านท้ายรถยังมีพื้นที่ให้บรรจุสัมภาระเพิ่ม หรือสามารถพับเบาะแถวสองของรถเพื่อช่วยในการเพิ่มพื้นที่ได้ เหมาะกับการปรับแต่งการใช้งานได้หลากหลาย
ข้อดี : มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระได้มากกว่า มีขนาดกระทัดรัด พื้นที่ภายในห้องโดยสารตอนหลังมีความโปร่งโล่ง และขายต่อได้ราคาดี
ข้อเสีย : รถแฮทช์แบ็กมีข้อเสียคือการเก็บเสียงมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเพราะเสียงจะสามารถเข้าจากท้ายรถได้ง่ายกว่าซีดาน กระจกหลังจะเปื้อนได้ง่าย แอร์จะเย็นช้ากว่าเพราะพื้นที่ห้องโดยสารที่ใหญ่กว่าด้วย
เหมาะกับใคร : เหมาะกับคนที่มีสัมภาระเยอะ ต้องการรถที่สามารถใช้งานได้อเนกประสงค์ แต่ไม่ต้องการรถขนาดใหญ่มาก
รถยนต์ Hatch Back รุ่นยอดนิยม
รถ Hatch Back ราคาประหยัด: Honda Jazz, Suzuki Swift, Toyota Yaris, Honda City Hatchback, Mitsubishi Mirage, Nissan March,Toyota Yaris GR Sport
รถ Hatch Back ยอดนิยม: Honda City Hatchback, Suzuki Swift, Toyota Yaris, Mitsubishi Mirage, Nissan March, Honda Jazz, Mazda 2
รถ Hatch Back หรู: Mazda 3 Fastback, Honda HR-V e:HEV, GWM Haval Jolion, Audi A3
3. Coupe

รถคูเป้ เป็นรถยนต์แบบสปอร์ตที่มี 2 ประตู มีการออกแบบหลังคาให้มีความลาดตรงช่วงท้าย โดยยังมีให้เลือกทั้งแบบ 2 ที่นั่งหรือ 4 ที่นั่งตามขนาดของตัวถังรถยนต์ เป็นรถสปอร์ตที่ไม่สามารถเปิดประทุนได้ เน้นการขับขี่โดยเฉพาะ
ข้อดี : สมรรถนะเครื่องยนต์แรง ดีไซน์หรู มีเอกลัษณ์ที่โดดเด่น
ข้อเสีย : ไม่เหมาะกับการใช้งานอื่น ๆ นอกจากรูปลักษณ์และดีไซน์ที่สวยงาม นั่งได้ไม่สบาย เหมาะสำหรับนั่งแค่ 2 คน และราคาแพงกว่ารถยนต์ทั่วไป
เหมาะกับใคร : เหมาะกับคนที่ชอบเครื่องยนต์แรง ๆ ชอบสะสมรถยนต์ และเน้นการขับขี่มากกว่าการใช้งานอื่น ๆ
รถยนต์ Coupe รุ่นยอดนิยม : Toyota GR86, Ford Mustang, Porsche Boxster, MG5, Mercedes-Benz CLS และ BMW X6 SUV, Mercedes AMG C43 Coupe, Audi TT Sline
4. Station Wagon

เป็นประเภทรถยนต์ที่สร้างความสับสนแก่คนส่วนใหญ่ เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกับรถ Hatcback แต่จะมีความแตกต่างตรงที่ตัวรถนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่า ห้องโดยสารมีความกว้าง รวมไปถึงพื้นที่วางสัมภาระด้านหลังด้วย ทรงของรถยนต์ยังมีลักษณะที่ลาดต่ำและดูปราดเปรียวกว่า ที่สำคัญมักจะมีเสา D เพิ่มเข้ามา เพื่อช่วยในเรื่องของพื้นที่โดยสาร
ข้อดี : มีพื้นที่ขนาดใหญ่และสามารถใส่ของได้มากขึ้น ฝากระโปรงท้ายสามารถเปิดยกสูงได้เหมือนกับรถ 5 ประตู (Hatchback)
ข้อเสีย : ไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนักในบ้านเรา ทำให้อาจหาอะไหล่ซ่อมได้ยาก
เหมาะกับใคร : เหมาะเป็นรถครอบครัวที่มีสมาชิกไม่มาก
รถยนต์ Station Wagon รุ่นยอดนิยม : MG EP, Mercedes-Benz E-Class Estate, Subaru Outback
5. Crossover

รถอเนกประสงค์ Crossover หรือเรียกอีกชื่อว่า Crossover Utility Vehicle เป็นรถที่ได้รับอิทธิพลมาจากรถ SUV แต่มีขนาดเล็กกว่า ทำให้รถ Crossover มีความคล่องตัวกว่ารถเก๋งธรรมดา แต่ก็ยังไม่ได้สมบุกสมบันเท่ารถ SUV อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนของ Crossover และ SUV คือการที่ SUV เป็นแบบ 4 ล้อ พร้อมตัวถังที่มีขนาดที่ใหญ่กว่า ส่วน Crossover มักจะเป็นระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ แต่มีเป็นบางรุ่น ที่เพิ่มระบบขับ 4 มาด้วย
ข้อดี : สามารถขับรถแบบลุย ๆ ได้ในระดับหนึ่งคล้ายกับรถ SUV สามารถใช้งานได้หลากหลาย ให้ทัศนวิศัยในการขับรถได้ดี เพราะรถมีการยกสูง
ข้อเสีย : อาจยึดเกาะถนนได้ไม่ดี ขึ้นอยู่กับรุ่นรถที่เลือก
เหมาะกับใคร : การเดินทางทั่วไป ใช้งานไม่หนัก เหมาะสำหรับรถครอบครัวในเมือง
รถยนต์ Crossover รุ่นยอดนิยม
รถ Crossover ราคาประหยัด: Mazda CX-3, NEW MG ZS, Nissan Kicks e-POWER
รถ Crossover ยอดนิยม: MG ZS EV, Honda BR-V, Mazda CX-3, Nissan Kicks e-POWER
รถ Crossover หรู: Toyota C-HR HEV Premium Safety, Toyota GR Sport, Mazda CX-30, Subaru XV EyeSight
6. Liftback

รถยนต์ประเภทนี้เป็นรถที่มักจะไม่ค่อยพบเห็นมากเท่าไหร่ โดยจะมีลักษณะคล้ายรถ Sedan และ Coupe แต่จะมีความแตกต่างตรงที่ฝากระโปรงหลังของ Liftback จะต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียวกับกระจกบังลมหลัง เวลาที่เปิดฝากระโปรงหลังกระจกบังลมหลังก็จะถูกเปิดขึ้นด้วย โดยมีการนำเอาข้อดีของรถซีดานมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบให้ตรงตามหลักอากาศพลศาสตร์มากขึ้น
ข้อดี : เป็นส่วนผสมกันระหว่างรถซีดานและรถ Hatch Back
ข้อเสีย : ส่วนใหญ่เป็นรถรุ่นเก่า ทำให้หาอะไหล่ซ่อมเปลี่ยนยาก
เหมาะกับใคร : สำหรับคนที่ขับขี่ทั่วไป บรรทุกสัมภาระได้พอประมาณ
รถยนต์ Liftback รุ่นยอดนิยม : Toyota Prius, Mercedes Benz CLS Class
7. PPV

รถ PPV ย่อมาจากคำว่า Pick-Up Passenger Vehicle ซึ่งก็คือรถอเนกประสงค์ที่ดัดแปลงมาจากรถกระบะนั่นเอง ที่พิเศษคือ PPV คือชื่อเรียกที่เรียกกันเฉพาะในไทยเท่านั้น รถ PPV เป็นการนำรถกระบะรุ่นที่มีทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ หรือรุ่นยกสูงมาดัดแปลงกลายเป็นรถยนต์โดยสาร โดยจุดเด่นของรถประเภทนี้อยู่ที่พื้นที่ภายในสามารถรองรับได้สูงสุด 7 ที่นั่ง และสามารถเสริมฟีเจอร์ได้มากกว่า SUV สามารถลุยเส้นทางได้หลากหลายกว่า
ข้อดี : ห้องโดยสารมีความกว้างขวาง สามารถบรรจุผู้โดยสารและสัมภาระต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก และยังสามารถขับไปลุยในที่สมบุกสมบันได้สบายๆ ช่วงล่างแน่น ขับได้นุ่ม
ข้อเสีย : การออกตัวอาจอืดหน่อย พวงมาลัยหนักนิดๆ ส่วนช่วงล่างจะโคลงหน่อย เพราะพื้นฐานมาจากกระบะ ส่วนเบาะที่นั่งแถวหลังโดยเฉพาะรถ 7 ที่นั่งจะมีขนาดเล็กและแคบ
เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิกเยอะและต้องการรถที่สามารถใช้งานได้อเนกประสงค์
รถยนต์ PPV รุ่นยอดนิยม : Isuzu Mu-X, Mitsubishi Pajaro, Ford Everest และ Toyota Fortuner
8. MPV

รถ MPV หรือรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ย่อมากจากคำว่า Multi Purpose Van จัดเป็นรถเอนกประสงค์ประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาให้รองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แล้วรถ MPV จะสามารถนั่งได้ประมาณ 5 – 7 คน และยังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับใส่สัมภาระขนาดใหญ่อีกด้วย หรืออาจมองได้ว่ารถ MPV ก็คือมินิแวนที่เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนนั่นเอง
ข้อดี : มีห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก อีกทั้งยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ มีฟังก์ชันการใช้งานต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานแบบครอบครัว
ข้อเสีย : ราคาสูงกว่ารถทั่วไปและอาจหาที่จอดรถได้ยากเมื่อต้องขับในเมือง
เหมาะกับใคร : ครอบครัวที่มีสมาชิกเยอะ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ หรือคนที่ต้องการรถยนต์ที่มีที่นั่งโดยสารมาก
รถยนต์รุ่นยอดนิยม : Suzuki Ertiga GL, Honda Mobilio S, Toyota Sienta, Honda BR-V, Suzuki XL7 GLX, Mitsubishi Xpander GLS-LTD, Toyota Veloz 1.5 Smart, MG V80 2.5, Toyota Innova Crysta 2.0 Entry, Hyundai H-1 Touring
9. SUV

รถ SUV ย่อมาจากคำว่า Sports Utility Vehicle ที่แปลว่ารถสปอร์ตอเนกประสงค์อีกทั้งยังเป็นรถยนต์ที่สามารถขับแบบ Off-road ได้ รถ SUV ยังครอบคลุมถึงรถยนต์ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อขนาดใหญ่ เช่น Range Rover และ Chevrolet นอกจากนี้รถ SUV ยังมีคุณสมบัติพิเศษคือการใช้งานอย่างยืดหยุ่น สามารถนำไปปรับใช้กับกิจกรรมลุยๆ ได้หลายอย่าง แต่ก็ยังคงความสวยสปอร์ตดูคล่องแคล่ว ตัวรถยังมาในรูปแบบตัวถังขนาดใหญ่ เหมาะกับครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้พื้นที่ในรถยนต์อย่างกว้างขวาง ซึ่งปัจจุบันกระแสของรถประเภท SUV กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
ข้อดี : ห้องโดยสารขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวางและตัวรถยกสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปทำให้นั่งสบาย วิสัยทัศน์ในการขับขี่ดี และยังสามารถขับขี่ไปในพื้นที่ลุยๆ ได้ เช่นพื้นที่ขุรขะ นอกจากนี้ยังมีช่วงล่างที่นุ่มนวลอีกด้วย
ข้อเสีย : มีราคาค่อนข้างสูงและมีค่าบำรุงรักษาแพงกว่ารถยนต์ทั่วไป และอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ชอบขับรถกะทัดรัดนัก เพราะ SUV มีขนาดค่อนข้างใหญ่ หาพื้นที่จอดค่อนข้างยาก และมักจะกินน้ำมันด้วย
เหมาะกับใคร : เหมาะกับครอบครัวสายผจญภัย ขับรถแบบลุย และชอบขับรถออกนอกเมืองบ่อย ๆ หรือคนที่ต้องการรถยนต์ที่มีพื้นที่จุสัมภาระได้มาก และรองรับผู้โดยสารได้เยอะ
รถยนต์รุ่นยอดนิยม : Toyota Fortuner, Honda CRV, Ford Everest, Isuzu MU X, GWM Haval H6
10. Pick up

ปิกอัพหรือที่เราคุ้นหูกันดีว่ารถกระบะนี้ เป็นรถที่มีลักษณะเด่นของตัวรถที่มีการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหน้าเป็นห้องโดยสารทั่วไป และส่วนหลังเป็นกระบะสำหรับบรรทุกของ รวมไปถึงสามารถเปิดท้ายได้ ซึ่งพื้นที่โดยสารนั้นจะแบ่งออกเป็นแบบ 2 ที่นั่งและ 4 ที่นั่ง ส่วนขนาดของกระบะนั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดของห้องโดยสาร รถกระบะยังเหมาะกับการใช้งานหนัก โดยเฉพาะการบรรทุกของ การขับขี่ที่สมบุกสมบันอย่างการขับออฟโรดได้ อีกทั้งยังเป็นประเภทรถยอดนิยมในเมืองไทยด้วย
ข้อดี : สามารถบรรทุกของได้เยอะ ช่วงล่างแน่น สมรรถภาพเครื่องยนต์ดี สามารถขับลุยได้ทุกที่โดยเฉพาะเส้นทางขรุขระ ค่าบำรุงรักษาถูก สามารถขับลุยน้ำท่วมได้ โดยเฉพาะในรุ่นที่ยกสูง
ข้อเสีย : ค่อนข้างกินน้ำมัน ขนาดรถค่อนข้างใหญ่เทอะทะ ไม่ค่อยเหมาะกับขับในเมือง ห้องโดยสารมีขนาดค่อนข้างเล็ก ไม่รองรับผู้โดยสารจำนวนมาก
เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรถเพื่อการบรรทุกสัมภาระจำนวนมาก และต้องการรถยนต์ที่สามารถขับลุยได้ทุกเส้นทาง
รถยนต์ Pick up รุ่นยอดนิยม
รถ Pick up ราคาประหยัด: TATA Xenon, Isuzu D-MAX, Ford Ranger, Mitsubishi Triton, Toyota Revo Standard Cab 2.4 Entry, Mazda BT-50, Nissan Navara, MG Extender
รถ Pick up ยอดนิยม: Isuzu D-Max X-Series, Isuzu D-MAX V-Cross, Toyota Hilux Revo, Mazda BT-50 Double Cab, Nissan Navara
รถ Pick up หรู: Mercedes-Benz X-Class
11. Van

สำหรับรถประเภทนี้จะมีจุดเด่นที่หลังคาสูงใหญ่ ให้ความสะดวกสบายในการโดยสาร มาพร้อมกับประตูสไลด์ทำให้ง่ายต่อการเข้า – ออก ภายในห้องโดยสารยังสามารถปรับเบาะได้ และตัวรถยังมีการยกสูงด้วย ทำให้คล่องตัวต่อการเข้าออก เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อการรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก อีกทั้งยังเหมาะกับเป็นรถครอบครัวด้วย
ข้อดี : จะนั่งหรือจะนอนในรถก็ทำได้สบาย เพราะห้องโดยสารมีความกว้างขวาง เบาะปรับได้ทั้งเอนนอนและนั่ง สามารถขนสมัมภาระได้เยอะ สามารถประยุกต์เป็นรถบ้านเล็ก ๆ ได้
ข้อเสีย : ราคาแพงและมีค่าบำรุงรักษาที่ค่อนข้างสูง
เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับรถครอบครัวหรือคนที่ท่องเที่ยวบ่อย ๆ
รถยนต์รุ่นยอดนิยม : Hyundai Staria, Toyota Hiace, Volkswagen Caravelle
12. Cabrio

หลาย ๆ คนคงจะคุ้นเคยกับรถรุ่นนี้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นรถที่เรียกอีกชื่อว่า รถเปิดประทุน (Convertible) หรือรถสปอร์ต 2 ประตู โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีที่นั่งจำกัดเพียงแค่ 2-4 ที่นั่งเท่านั้น รถยนต์ประเภทนี้จะมีจุดเด่นตรงที่หลังคาสามารถเปิด – ปิดได้ สามารถเปิดหลังคารับชมทัศนียภาพในวันที่อากาศดี ๆ ได้ แต่ที่สำคัญรถประเภทนี้จะมีราคาแพงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีบางรุ่นที่สามารถถอดยกออกได้ หรือเป็นหลังคาแข็งแบบแก้ว หรือ Targa
ข้อดี : หลังคารถสามารถเปิดออก พับเก็บได้ทางด้านหลัง ทำให้เห็นภายในรถอย่างชัดเจนรมถึงตัวคนขับด้วย
ข้อเสีย : ที่นั่งจำกัด ส่วนใหญ่จะมีให้เห็นเพียง 2 ที่นั่ง ซึ่งรุ่น 4 ที่นั่งจะมีให้เห็นน้อยมาก อีกทั้งยังมีราคาแพง บวกกับค่าบำรุงรักษาแพง ไม่สามารถใช้งานอื่น ๆ ได้ นอกจากการขับขี่เท่านั้น
เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับคนที่เน้นดีไซน์ของของรถยนต์ และใช้งานสำหรับขับขี่ทั่ว ๆ ไป
รถยนต์รุ่นยอดนิยม : BMW Z4 Roadster M40i, Mercedes Benz SL Roadster, Audi TT Roadster, Aston Martin Vantage Roadster
13. Sports car

ในส่วนของรถกลุ่มนี้จะต่อยอดมาจากตัวถังคูเป้เป็นหลัก แต่มีบางรุ่นที่เป็นแบบ 4 ประตู โดยจะมีเน้นการออกแบบให้ลู่ลมมากที่สุด และเกาะถนนมากที่สุด อีกทั้งยังมีกำลังเครื่องยนต์สูง มีการออกแบบท้องรถให้ต่ำ ล้อขนาดใหญ่ เครื่องยนต์จะถูกวางไว้ตรงกลางหรือด้านหลัง มีการใช้วัสดุน้ำหนักมาประกอบ นอกจากนี้รถสปอตร์คาร์ยังมีการแบ่งออกตามกำลังของเครื่องยนต์ด้วย ซึ่งได้แก่
- Supercar เป็นรถที่มีสมรรถนะมากกว่า 500 แรงม้าขึ้นไป เช่น Porsche 911, Mercedes Amg GT, Lamborghini Huracan และ Ferrari 488
- Muscle Car เน้นเครื่องยนต์ทรงพลัง พร้อมตัวถังที่บึกบึน เช่น Ford Mustang และ Dodge Challenger
- Hypercar มีการใช้เทคโนโลยีจากรถแข่งมาใส่ไว้ในรถสปอร์ต เครื่องยนต์ที่ให้กำลังมากกว่า 800 ถึง 1000 แรงม้าขึ้นไป ที่สำคัญคือมักผลิตในจำนวนจำกัด อีกทั้งยังมีราคาที่สูงมาก เช่น Bugatti Veyron, Pagani Huayra, Ferrari LaFerrari และ McLaren P1
ข้อดี : ดีไซน์สวยหรู โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เครื่องยนต์สมรรถนะแรง มีความเร็วสูง
ข้อเสีย : ราคาแพง ต้องหมั่นบำรุงรักษาเป็นประจำ รวมไปถึงค่าซ่อมแซมที่สูงด้วย ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป
เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความ Luxury และชอบเครื่องยนต์ที่แรง เน้นดีไซน์สวยหรู
รถยนต์รุ่นยอดนิยม : BMW 3 Series, BMW 2 Series, Subaru WRX, Mazda MX-5, Audi TT, Ford Mustang, Mercedes-Benz CLA, BMW Z4, Toyota Supra
หากคุณกำลังสนใจจะ ซื้อรถมือสอง หรือ ขายรถ แล้วล่ะก็… ที่ CARSOME เสนอราคาให้คุณได้คุ้มที่สุด! เรามีขั้นตอนการชำระเงินที่รวดเร็ว และไม่มีขั้นตอนยุ่งยากใด ๆ คลิกที่เว็บไซต์เพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย!
อ่านบทความต่อ: แอบส่อง! Tesla Model 3 2022 รถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุด พร้อมราคาในไทย หรือ Toyota Yaris ATIV 2022 รีวิวเจาะลึกสเปคและราคาทุกรุ่น
รถยนต์ไฮบริดยอดนิยม 2025 ราคาไม่เกิน 1 ล้าน !
25 Sep 2025

ในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวน และเทรนด์รักษ์โลกมาแรง “รถไฮบริด” จึงกลายเป็นตัวเลือกที่หลายคนสนใจ โดยเฉพาะในปี 2025 ที่หลายแบรนด์เปิดตัวรุ่นใหม่ในราคาเข้าถึงง่าย วันนี้เรารวบรวม รถไฮบริดราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท ที่น่าจับตามองที่สุดมาให้คุณแล้ว
เหตุผลที่ควรเลือก “รถไฮบริด”
- ประหยัดน้ำมันมากกว่ารถยนต์เบนซินทั่วไป
- ปล่อยมลพิษต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- สิทธิพิเศษด้านภาษี และจดทะเบียนรถไฮบริด
คำแนะนำในการเลือกซื้อ
- ตรวจสอบ “อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย”
- เปรียบเทียบ “ระยะรับประกันแบทเตอรี่”
- พิจารณาค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาระยะยาว
รุ่นรถไฮบริดที่น่าสนใจในปี 2025 (ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท)
All New Suzuki Fronx 2025 (ราคา 749,000 – 799,000 บาท)

Suzuki Fronx รถครอสส์โอเวอร์เอสยูวีขนาดเล็ก มาพร้อมกับดีไซจ์นที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ ไฟหน้าแบบ LED แยกส่วน และเส้นสายด้านข้างที่ดูบึกบึน ตัวถังของ Suzuki Fronx มีขนาดความยาวตลอดคัน 3,995 มม. ความกว้าง 1,765 มม. ความสูง 1,550 มม. และความยาวฐานล้อ 2,520 มม. ความสูงจากพื้นถนน 170 มม. ล้อขนาด 16 นิ้ว และยางขนาด 195/60 R16 ทุกรุ่นย่อย
ภายในห้องโดยสารออกแบบให้มีความทันสมัย และสะดวกสบาย ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ APPLE CAR PLAY และ ANDROID AUTO ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลทิฟังค์ชัน และเบาะนั่งที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ ห้องโดยสารสามารถรองรับได้ 5 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายขยายได้มากสุด 1,009 ลิตร เมื่อพับเบาะแถว 2
ขุมพลังและสมรรถนะ Fronx มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร K15B กำลังสูงสุด 105 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. แรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รตน. เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ในรุ่น GL และเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร K15C พร้อมระบบ Smart Hybrid (Mild Hybrid) กำลังสูงสุด 101 แรงม้า ที่ 6,000 รตน. แรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รตน. ทั้ง 2 รุ่น ใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ในรุ่น GLX และ GLX Plus ทั้ง 2 รุ่นใช้ถังน้ำมันขนาด 37 ลิตร
ราคาจำหน่าย Suzuki Fronx 2025
- Suzuki Fronx 1.5 MHEV GLX ราคา 749,000 บาท
- Suzuki Fronx 1.5 MHEV GLX Plus 799,900 บาท
Toyota Yaris Ativ HEV 2025 (ราคา 719,000 บาท)

สิ้นสุดการรอคอยกับ New Toyota Yaris Ativ HEV ที่มีข่าวว่าจะเปิดตัวอยู่หลายรอบ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ประกาศเปิดตัว New Toyota Yaris Ativ HEV รุ่นย่อยใหม่ 2 รุ่น โดยเพิ่มรุ่น HEV Premium และ HEV GR Sport อย่างเป็นทางการ โดยใช้เครื่องยนต์ใหม่แบบไฮบริดขนาด 1.5 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังรวมสูงสุด 111 แรงม้า คู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ e-CVT ที่ให้อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันถึง 29.4 กม./ลิตร (รุ่น HEV Premium) สูงสุดในกลุ่มรถ HEV ในไทย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 719,000-769,000 บาท (ราคาพิเศษถึงสิ้นปี 2568)
New Toyota Yaris Ativ HEV มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่รหัส 2NR-VEX ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว แบบ Dual VVT-i โดยทำงานผสานมอเตอร์ไฟฟ้า และแบทเตอรีไฮบริด แบบลิเธียม-ไอออน (Li-ion) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า พร้อมอัตราการใช้เชื้อเพลิงสูงสุด 29.4 กม./ลิตร (อ้างอิงจาก ECO STICKER ในรุ่น HEV Premium) มีโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ ECO/ Normal/Power
ราคาจำหน่าย Toyota Yaris Ativ HEV 2025
- Toyota Yaris Ativ HEV Premium ราคาพิเศษ 719,000 บาท (ราคาปกติ 729,000 บาท)
- Toyota Yaris Ativ HEV GR Sport ราคาพิเศษ 769,000 บาท (ราคาปกติ 779,000 บาท)
BYD Seal 5 DM-I Super Hybrid 2025 (ราคา 699,900 บาท)

BYD Seal 5 DM-i Super Hybrid จัดอยู่ในรถยนต์กลุ่มซีดานขนาดกลาง มาพร้อมขุมพลัง DM-i Super Hybrid แบบพลัก-อิน ไฮบริด มีแบทเตอรี BYD Blade Battery เอกสิทธิ์ของ BYD สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ไกลสุด 120 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC) ภายนอกโฉบเฉี่ยวภายใต้แนวคิด Ocean Aesthetics ภายในกว้างขวาง เมื่อเทียบกับรถยนต์ระดับเดียวกัน ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมถึงอุปกรณ์ความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ
มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 300 นิวทันเมตร/30.6 กก.ม.
เครื่องยนต์เบนซิน Xiaoyun 1.5L Atkinson Cycle ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า/72 กิโลวัตต์ และแรงบิดสูงสุด 122 นิวทันเมตร/12.4 กก.ม. อัตราส่วนกำลังอัด 15.5:1 และระบบระบายความร้อนแบบแยกส่วน กำลังรวมสูงสุด 160 กิโลวัตต์/217 แรงม้า แรงบิด 300 นิวทันเมตร/30.6 กก.ม. อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.5 วินาที
ประหยัดด้วยอัตราสิ้นเปลืองเพียง 3.8 ลิตร/100 กม. หรือ 26.3 กม./ลิตร แม้ขณะที่แบทเตอรีต่ำ (SOC ต่ำ) และยังรองรับน้ำมัน E20, Gasohol 91 และ 95
ราคาจำหน่าย BYD Seal 5 DM-i Super Hybrid
- BYD Seal 5 DM-i Super Hybrid Premium ราคาพิเศษ 699,900 บาท (ราคาปกติ 769,900 บาท)
BYD Sealion 6 DM-i 2025 รุ่น Dynamic (ราคา 999,900 บาท)

BYD Sealion 6 DM-i รถ B-SUV เสียบปลั๊ก ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 72 กิโลวัตต์/98 แรงม้า ส่งกำลังร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 145 กิโลวัตต์/197 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุดถึง 300 นิวตันเมตร/30.6 กก.-ม. คิดเป็นกำลังสูงสุดทั้งระบบที่ 160 กิโลวัตต์/218 แรงม้า ความจุถังน้ำมันอยูที่ 45 ลิตร (ในภูมิภาคอื่นๆ จะเป็น 60 ลิตร) ความจุแบทเตอรี คือ 18.3 kwh
Nissan Kick e-POWER 2025 (ราคา 779,900 – 980,000 บาท)

Nissan Kicks e-POWER รถยนต์ครอสส์โอเวอร์เอสยูวีขนาดเล็ก มาพร้อมเทคโนโลยี e-POWER ที่ผู้ขับจะได้สัมผัสเทคโนโลยีการขับขี่ที่สนุกสนาน เหมือนขับรถยนต์ไฟฟ้า 100%
เครื่องยนต์สันดาปภายในของระบบ e-POWER ได้ถูกกำหนดให้มีการทำงานในรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างดียิ่งขึ้น โดยยังคงใช้เครื่องยนต์ HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบแถวเรียง DOHC 12 วาล์ว ทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ต่อพ่วงไปยังส่วนประกอบของระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่สำคัญๆ อาทิ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) มอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) ที่ให้กำลังสูงสุด 136 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร และแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน ขนาด 2.06 kWh มีจำนวน 4 โมดูล 96 เซลล์ ช่วงให้เร่งความเร็วได้ราบรื่น ให้ความเงียบ และการประหยัดน้ำมันที่มีประสิทธิภาพ ด้วยอัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ยถึง 23.8 กม./ลิตร (ตัวเลขการขับขี่ในเมือง 26.3 กม./ลิตร)
ราคาจำหน่าย Nissan Kicks e-POWER 2025
- Nissan Kicks e-POWER รุ่น E ราคา 779,900 บาท
- Nissan Kicks e-POWER รุ่น V ราคา 849,900 บาท
- Nissan Kicks e-POWER รุ่น VL ราคา 919,900 บาท
- Nissan Kicks e-POWER รุ่น Autech ราคา 979,900 บาท
- Nissan Kicks e-POWER รุ่น Star Edition ราคา 939,900 บาท
Toyota Yaris Cross 2025 (ราคา 789,000 – 899,000 บาท)

เส้นสายของ Toyota Yaris Cross 2025 มาในสไตล์ครอสส์โอเวอร์สมัยใหม่ นั่นคือ การเน้นสันเหลี่ยมรอบคัน แต่ผสมผสานความปราดเปรียว รุ่นทอพ HEV Premium Luxury ติดตั้งล้อแมกขนาด 18 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารมีความกว้างขวางที่ทำได้ดีเกินคาด โดยเฉพาะเบาะแถวที่ 2 นั่งสบาย ระยะช่วงขามีเพียงพอ และระยะเหนือศีรษะเหลือเฟือตามรูปทรงของตัวรถ ทัศนวิสัยของผู้ขับมีความปลอดโปร่ง มองเห็นโดยรอบผู้ขับได้ดี จอแสดงผลหลักขนาด 10.1 นิ้ว แผงหน้าปัดเป็นจอแบบดิจิทอลขนาด 7 นิ้ว
ขุมพลังของ Toyota Yaris Cross คือ ระบบไฮบริดที่ประกอบด้วย เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร (รหัส 2NR-VEX) กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 5,500 รตน. แรงบิดสูงสุด 12.3 กก.-ม. ที่ 4,000-4,800 รตน. ส่งกำลังร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 80 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 14.4 กก.-ม. คิดเป็นกำลังสูงสุดทั้งระบบที่ 111 แรงม้า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย (จาก Eco Sticker คือ 26.3 กม./ลิตร)
ราคาจำหน่าย Toyota Yaris Cross 2025
- Toyota Yaris Cross รุ่น HEV Smart ราคา 789,000 บาท
- Toyota Yaris Cross รุ่น HEV Premium ราคา 849,000 บาท
- Toyota Yaris Cross รุ่น HEV Premium Luxury ราคา 899,000 บาท
Honda City e:HEV 2025 (ราคา 729,000 – 799,000 บาท)

Honda City e:HEV 2025 ตัวถังซีดาน ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ระบบเปิด/ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟท้ายแบบ LED ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีพื้นที่กว้าง และสะดวกสบายมากขึ้น มาพร้อมจอสัมผัส Infotainment ขนาด 8 นิ้ว มาตรวัดดิจิทอลขนาด 7 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน พร้อม Paddle Shift เฉพาะรุ่น e:HEV RS
มาพร้อมด้านขุมพลังไฮบริด e:HEV เครื่องยนต์รหัส LEB-MMD เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร (1,498 ซีซี) พละกำลังสูงสุด 98 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 13.0 กก.-ม. หรือ 127 นิวตันเมตร รองรับน้ำมันสูงสุด E20 ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แบทเตอรี Lithium-ion พละกำลังสูงสุด 109 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 25.8 กก.-ม. หรือ 253 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ e-CVT ให้อัตราการประหยัดน้ำมันถึง 27.8 กม./ลิตร
ราคาจำหน่าย Honda City e:HEV 2025
- Honda City e:HEV รุ่น SV ราคา 729,000 บาท
- Honda City e:HEV รุ่น RS ราคา 799,000 บาท
Honda City e:HEV Hatchback 2025 (ราคา 729,000 – 799,000 บาท)

จุดเด่นของรุ่นตัวถัง Hatchback คือ พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่ารุ่นซีดานอย่างชัดเจน จากการติดตั้งเบาะหลังที่พับได้หลากหลายรูปแบบ มีชื่อเรียกว่า Ultra Seat สามารถพับเบาะรองนั่งขึ้นมาเพื่อบรรทุกของทรงสูง หรือพับพนักพิงหลังลงมาเพื่อบรรทุกของทรงยาว หรือแม้แต่การเอนเบาะหน้าลงมาให้บรรจบกับเบาะหลังพอดี (โดยการถอดพนักพิงศีรษะออก) จะได้ที่นั่งทรงยาว เหยียดขาได้สบาย แน่นอนว่าเป็นอรรถประโยชน์ที่ดีกว่ารุ่นตัวซีดาน และยังรวมถึงบรรดาคู่แข่งระดับเดียวกันด้วย
Honda City e:HEV Hatchback 2025 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ขับเคลื่อนร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 109 แรงม้า มีจุดเด่นที่แรงบิดสูง มีตัวเลขสูงสุดที่ 25.8 กก.-ม. (มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวบางรุ่นด้วยซ้ำ !) รองรับน้ำมันสูงสุด E20
การทำงานของระบบ e:HEV ในเบื้องต้น คือ การขับเคลื่อนส่วนใหญ่จะเป็นหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนเครื่องยนต์สันดาปมีหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้าป้อนให้แก่ระบบ การกดคันเร่งขณะออกตัว รวมถึงการเร่งแซงที่เป็นอัตราเร่งยืดหยุ่น มีการตอบสนองที่ทันใจ ไม่หวือหวา แต่เน้นการส่งกำลังที่ต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้าจริงๆ (หากระบบแบทเตอรีมากพอสามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนได้ที่ความเร็วต่ำ แม้เป็นระยะทางสั้นๆ)
ราคาจำหน่าย Honda City e:HEV Hatchback 2025
- Honda City e:HEV Hatchback รุ่น SV ราคา 729,000 บาท
- Honda City e:HEV Hatchback รุ่น RS ราคา 799,000 บาท
Honda HR-V e:HEV E 2025 (ราคา 899,000 บาท)

Honda HR-V e:HEV E 2025 มาพร้อมกับกระจังหน้าใหม่ สีเดียวกับตัวรถ ทั้งรุ่น e:HEV EL และรุ่น e:HEV E ภายในออกแบบคอนโซลกลางใหม่ แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยมีช่องเก็บของพร้อมถาดอเนกประสงค์ มอบความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการใช้งาน ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัว ในระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ (Intelligent Power Unit – IPU) ที่มาพร้อมแบตเตอรีลิเธียม-ไอออน ซึ่งมีน้ำหนักเบา และขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บประจุไฟ และช่วยให้การชาร์จไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งสามารถชาร์จไฟเข้าสู่แบทเตอรีโดยอัตโนมัติในขณะขับขี่ มอบการตอบสนองทันใจตั้งแต่ออกตัวกับกำลังสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 131 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตร/25.8 กก.-ม. ที่ 0-3,500 รตน. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 25.6 กม./ลิตร และมีอัตราการปล่อยไอเสียเฉลี่ยเพียง 94 กรัม/กม. สามารถไปได้ไกลกว่า 800 กม. ด้วยน้ำมันเพียง 1 ถัง
*หมายเหตุ: ตัวเลขระยะทางที่แสดงข้างต้น อ้างอิงและไม่เกินจากการคำนวณตาม Eco Sticker (ขึ้นอยู่กับสภาพถนน และพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละบุคคล) อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
Haval Jolion HEV 2025 (ราคา 799,000 – 999,000 บาท)

Haval Jolion HEV 2025 ภายในประกอบด้วยจอแสดงผลหลักขนาด 10.3 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Android Auto และ Apple Car Play (ผ่านสายเคเบิล) แผงหน้าปัดเป็นแบบิจิทอล ตรงกลางเป็นจอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว พวงมาลัยหุ้มหนังเย็บด้ายสีเทา พร้อมปุ่มมัลทิฟังค์ชัน ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ การเปลี่ยนเกียร์แทนที่คันเกียร์ดั้งเดิมด้วยแป้นหมุน ติดตั้งช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เบาะหลังพับแยกได้แบบ 60:40 (ไม่มีที่พักแขนตรงกลาง)
ด้านขุมพลัง Haval Jolion HEV 2025 ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ส่งกำลังร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 38.3 กก.-ม. เกียร์อัตโนมัติแบบ DHT เป็นระบบไฮบริดที่เน้นสมรรถนะ (มากกว่าการประหยัดเชื้อเพลิง) พร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ได้แก่ Normal, Sport, Eco และ Snow (สำหรับพื้นถนนลื่น) ระบบที่น่าสนใจ คือ ระบบ Intelligent Single Pedal ตัวรถจะชะลอความเร็วลงมาอย่างชัดเจน เมื่อผู้ขับยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง เพื่อใช้แรงหน่วงกลับคืนเป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบไฮบริด เป็นระบบที่คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้า
ราคาจำหน่าย Haval Jolion HEV 2025
- Haval Jolion HEV รุ่น Sport ราคา 799,000 บาท
- Haval Jolion HEV รุ่น Ultra ราคา 999,000 บาท
MG3 Hybrid+ 2025 (ราคา 579,900 – 619,900 บาท)

MG3 Hybrid+ 2025 รถแฮทช์แบคไฮบริดทรงกระทัดรัด กระจังหน้าคล้าย MG5 เป็นเอกลักษณ์ของ MG และเพิ่มความดุดันด้วยไฟหน้าแบบใหม่ Hunter Eye Headlamp หรือดวงตานักล่า ที่ดูโฉบเฉี่ยวไม่แพ้คู่แข่งอย่าง Mazda2 ด้านหลังแนว Hot Hatch ดูร้อนแรง ไฟท้ายได้รับแรงบันดาลใจจากปีกผีเสื้อ ลงตัวกับเส้นสาย และความโค้งมนบนตัวรถ
ภายในห้องโดยสารเพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งแบบทูโทนขาวสลับดำ ในรุ่น X พร้อมแท่นชาร์จแบบไร้สาย ภายในสีดำเดินด้ายสีส้ม ในรุ่น D เน้นความสปอร์ท ห้องโดยสารด้านหลังมีพื้นที่เหนือศีรษะ (Head room) และพื้นที่วางขา (Leg room) ที่ไม่อึดอัด MG3 Hybrid+ ถือเป็นรถที่กว้างที่สุดในคลาสส์เดียวกัน โดยเฉพาะห้องสัมภาระท้ายจุได้มากถึง 293 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,037 ลิตร
Hybrid+ ของ MG3 เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว DVVT กำลัง 102 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ High-performance Permanent Magnet Synchronous Motors กำลัง 136 แรงม้า ให้ขุมพลังรวมสูงสุดถึง 194 แรงม้า/143 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 250 นิวทันเมตร/25.5 กก.ม. ระบบส่งกำลัง Hybrid Transmission ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ไฟฟ้าแบบ E-AT 3 อัตราทดเกียร์ ปรับการทำงานแบบอัตโนมัติ โหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal, Sport
ราคาจำหน่าย MG3 Hybrid+ 2025
- MG3 Hybrid+ รุ่น D ราคา 579,900 บาท
- MG3 Hybrid+ รุ่น X ราคา 619,900 บาท
Mitsubishi Xpander HEV 2025 (ราคา 933,000 บาท)

Mitsubishi Xpander HEV 2025 ภายนอกตัวรถโดดเด่นด้วยโลโก HEV ที่กระจังหน้า และฝาประตูท้าย พร้อมด้วยโลโก Hybrid EV ที่ประตูหน้า และการตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงินที่กันชนหน้า กราบข้างประตู กันชนหลัง และล้ออัลลอยแบบทูโทนทั้ง 4 ล้อ สีตัวถังมีให้เลือกหลากหลาย มาพร้อมสีใหม่ล่าสุดที่เพิ่มจากรุ่นก่อน คือ สีขาว White Diamond ภายในห้องโดยสาร โดดเด่นสะดุดตาด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว เบาะนั่งแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง 2+3+2
Mitsubishi Xpander HEV 2025 วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ MIVEC DOHC 16 วาล์ว 1.6 ลิตร ให้กำลัง 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 14.0 กก.-ม. (134 นิวตันเมตร) พร้อมระบบวาล์วแปรผันด้านไอดี ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า และมีแรงบิดสูงสุด 22.9 กก.-ม. (255 นิวตันเมตร) ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติชุดใหม่ เป็นเกียร์สำหรับรถ EV
ในปัจจุบันแบรนด์จีนหลายค่ายเริ่มวางแผนทำตลาดรถ REEV (Range Extended Vehicle) ที่ผสานข้อดีของ EV + เครื่องยนต์สันดาป ถ้าอยากรู้ว่าคืออะไร บทความถัดไปนี้มีคำตอบ ทำความรู้จัก REEV ! รถอะไรเติมน้ำมัน แต่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ?
Share


