Mercedes-AMG One ไฮเปอร์คาร์ 1,000 แรงม้า ค่าตัวเกือบ 90 ล้านบาท อาจส่งมอบล่าช้า คาดเริ่มช่วงต้นปี 2022
ย้อนกลับไปในช่วงเดือนกันยายน ปี 2017 Mercedes-AMG ได้ประกาศเปิดตัวไฮเปอร์คาร์ Project One ที่งานแฟรงค์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์ และนับเป็นเวลา 4 ปีเต็ม เวอร์ชันผลิตจริงของรถรุ่นดังกล่าวก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะก่อนที่รถคันแรกจะถูกส่งมอบถึงมือเจ้าของ
รายงานล่าสุดจากสำนักข่าวต่างประเทศอ้างว่า Mercedes-AMG Project One จะเริ่มส่งมอบในช่วงไตรมาสแรกของปี 2022 เนื่องจากยังมีปัญหาด้านฮาร์ดแวร์บางอย่างที่ต้องแก้ไข
และอย่างที่หลายคนทราบขั้นตอนการพัฒนาไม่ได้ราบรื่นนัก เนื่องจากการเปลี่ยนไปใช้กฎระเบียบการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดมากขึ้นตามมาตรฐาน WLTP จึงทำให้ทางทีมวิศวกรต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 1.6 ลิตร เป็นไปตามข้อกำหนด
นอกจากนั้นยังติดปัญหาในเรื่องของระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ รวมไปถึงการปรับลดรอบเดินเบา 5,000 รอบ/นาที ในเครื่องยนต์ Formula 1 ให้เลือก 1,200 รอบ/นาที

ขณะที่ในด้านการออกแบบยังคงมีความใกล้เคียงกับรถต้นแบบที่ได้เห็นกันในปี 2017 แต่มีการตัดคำว่า Project ออกไป โดยเหลือเพียงแค่ Mercedes-AMG One ส่วนสำหรับชื่อ E Performance จะถูกนำไปใช้กับรถไฮบริดในอนาคต
อย่างที่เราทราบกันดี Mercedes-AMG One จะได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 1.6 ลิตร จาก Formula 1 ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ให้กำลังสูงสุด 1,000 – 1,200 แรงม้า
โดยจะผลิตขึ้นเพียง 275 คัน ในราคา 2,720,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 89,700,000 บาท และมีรายงานว่าถูกสั่งจองหมดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในขณะเดียวกัน Mercedes-AMG One ถูกพบขณะทดสอบสมรรถนะบนสนามเนือร์บูร์กริงในวันที่ฝนตก และยังคงมีดีไซน์เหมือนกับรถต้นแบบที่เปิดตัวเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่ก็ต้องมารอลุ้นกันว่าเมื่อสิ้นสุดทุกกระบวนการแล้วไฮเปอร์คาร์คันดังกล่าวจะมีหน้าตาเป็นแบบใด
Mazda จดสิทธิบัตรแนวคิดพลังไฟฟ้า
29 May 2025

ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า Mazda Miata สปอร์ทเปิดประทุนยอดนิยม ที่มีความคล่องตัว และราคาประหยัด ปัจจุบันวางจำหน่ายรหัสตัวถัง ND มานานพอควรแล้ว จึงอาจมีการเปิดตัวเจเนอเรชันใหม่ โดยในสิทธิบัตรเป็นรถไฟฟ้าล้วนที่ดูรูปทรงคล้ายกับ Miata
จากสิทธิบัตรสังเกตว่า ไม่ได้ใช้พแลทฟอร์มแบบสเกทบอร์ดเหมือนรถไฟฟ้าทั่วไป แต่ใช้รูปแบบชุดแบทเตอรีซ้อนเป็นโครงสันหลังของพื้นรถ วางตัวตลอดความยาวจากด้านหน้าถึงท้ายรถ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับที่ใช้ในรถ Battista/Rimac Nevera จาก Pininfarina ด้วยแหล่งจ่ายไฟแบทเตอรีลิเธียม-ไอออน หรือโซลิดสเตทก็ได้

จากภาพจะเห็นตำแหน่งมอเตอร์ (M) ติดตั้งบนซับเฟรมถัดจากเบาะนั่ง อยู่ในตำแหน่งค่อนข้างต่ำ โดยต้องการให้ชุดแบทเตอรี และมอเตอร์ไฟฟ้า ทำหน้าที่กระจายน้ำหนักเพื่อความสมดุล แม้ในภาพมีการติดตั้งมอเตอร์ด้านท้ายขับเคลื่อนล้อหลัง แต่สามารถใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าได้ หากติดตั้งมอเตอร์ด้านหน้า หรือจะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อก็ได้

การติดตั้งเซลล์แบทเตอรีหลัก มอเตอร์ไฟฟ้า และเพลาขับ ในระดับต่ำ และอยู่ในแนวกึ่งกลางตัวรถ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของตัวรถ อยู่ใกล้กับตำแหน่งกึ่งกลางตัวรถ ช่วยให้มีการควบคุมการขับขี่ที่มั่นคง ซึ่ง Mazda ให้ความสำคัญกับการตอบสนองการขับขี่อยู่แล้ว

ทั้งยังสังเกตว่า มีพื้นที่สำหรับติดตั้งแบทเตอรีในส่วนอื่นของตัวรถ เช่น หลังเบาะนั่ง แม้สิทธิบัตรระบุไว้ว่าเป็นสิทธิบัตรสำหรับรถไฟฟ้า โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นแบบคูเป, แฮทช์แบค หรือซีดาน แต่จากภาพไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากรถแบบเปิดประทุน 2 ที่นั่ง ที่ Mazda ให้ความสำคัญกับการตอบสนองการขับขี่เป็นอันดับหนึ่ง

ปกติในอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทผู้ผลิตมักจะจดสิทธิบัตรเพิ่มอยู่เสมอ จึงไม่จำเป็นว่า Miata รุ่นต่อไปจะใช้ขุมพลังไฟฟ้า ซึ่งอาจเป็นไปตามแผนของบริษัทที่จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน Skyactiv-Z แทนเครื่องยนต์ Skyactiv-G และ Skyactiv-X ซึ่งใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม หากผลิต Miata พลังไฟฟ้าจริง อย่างน้อยสิทธิบัตรก็เป็นการยืนยันว่า รถไฟฟ้าใหม่มีรูปแบบการวางแบตเตอรีที่ทำให้เบาะนั่งติดตั้งในระดับต่ำ ซึ่งเหมาะกับรถสปอร์ทขนาดเล็ก การนั่งอยู่ระดับเดียวกับแบทเตอรี น่าจะดีกว่าการนั่งบนแบทเตอรี

