ASTON MARTIN ONE 77
-กกก+
ในเมื่อ FERRARI มีรถสปอร์ตรุ่นพิเศษอย่าง Enzo และ Lamborghini ก็มีรถรูปทรงประหลาดอย่าง Leverton หรือแม้แต่ Bugatti ยังสามารถผลิตรถยนต์ที่ขึ้นทำเนียบสถิติโลกหลายรายการอย่าง Veyron ซึ่งรถทั้งสามคันนี้ถือได้ว่าเป็นรถยนต์ที่ผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสพิเศษและทำ ออกมาในจำนวนเพียงน้อยนิดเพื่อคงคุณค่าของตัวรถและแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี ที่ก้าวหน้าในเรื่องของรูปทรง พละกำลังและประวัติศาสตร์รวมถึงเกียรติภูมิของบริษัทที่สั่งสมมา เวลาแห่งความเหมาะสมในการสร้างรถยนต์ที่เป็น “ที่สุด” ก็ได้เดินทางมาถึงค่ายรถยนต์เก่าแก่ของอังกฤษนาม Aston Martin รถยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของชายชาตรีและพาหนะคันหรูของสายลับเจมส์ บอนด์ 007
เอกลักษณ์ แห่งความเป็นผู้ดีอังกฤษของรถ Aston Martin ที่นับวันจะถูกเบียดบังโดยรัศมีของรถซุปเปอร์คาร์จากฝั่งอิตาเลี่ยน บรรดาบอดท์บริหารของ Aston Martin จึงได้เริ่มต้นโครงการผลิตรถยนต์รุ่นพิเศษขึ้นอย่างลับๆมากว่าสองปีแล้ว สุดยอดโปรเจคดังกล่าวนี้ก็คือการออกแบบและสร้างรถ Aston Martin รุ่น ONE 77 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการประสบความสำเร็จในการแข่งขันรถยนต์รุ่น GT และประวัติศาสตร์ของ Aston Martin ที่มีสายเลือดของรถแข่งหล่อหลอมรวมกันภายใต้เปลือกนอกเป็นเวลายาวนานถึงกว่า 60 ปี
โครงสร้างของ ONE 77

FRAME CARBON
ONE 77ประกอบไปด้วยอลูมิเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ชนิดพิเศษและโลหะคุณภาพสูงที่แข็งแกร่ง ซับเฟรมของมันทำจากคาร์บอนชนิดเดียวกันกับรถแข่ง Formula One เพียงแค่การขึ้นรูปของแชสซีส์และตัวถังก็ถือได้ว่าเป็นผลงานขั้นสูงสุดทาง ด้านวิศวกรรมโครงสร้าง คาร์บอนไฟเบอร์ชนิดพิเศษนี้ถูกนำไปใช้งานในรถยนต์, บริษัทผลิตเครื่องบินและบริษัทผลิตเรือยอช์ตสมรรถนะสูง วัสดุชนิดนี้ประกอบไปด้วยเส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์บางเฉียบ ถูกนำมาถักทอเข้าด้วยกันเป็นเส้นใยขนาดเล็ก ก่อนจะนำเส้นใยเหล่านี้มาถักอีกครั้งจนกลายเป็นผืนคล้ายกับกระบวนการทอผ้า เส้นใยไฟเบอร์สามารถถักทอขึ้นทั้งทางแนวยาว แนวขวาง และแนวทะแยงมุม เพื่อความเหนียวแน่นและคงทนในการใช้งาน หลังจากการทอเสร็จสิ้นมันก็จะถูกส่งมายังโรงงานของ Aston Martin ในรูปของม้วนผ้าขนาดยักษ์ จากนั้นจะมีการนำออกมาวัดและตัดออกเป็นชิ้นส่วนเพื่อส่งไปขึ้นรูปด้วยความ ร้อนและผ่านกรรมวิธีการอบด้วยห้องอบแรงดันสูงต่อไป วิศวกรโครงสร้างของรถ ONE 77 ใช้โครงสร้างของรถแข่งในทีม Aston และตัวถังแบบโมโนค็อกโดยวางตำแหน่งของเครื่องยนต์ไว้หลังแนวของเพลาขับหน้า เพื่อทำให้้น้ำหนักส่วนใหญ่อยู่ตรงกลางรถ และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการยึดเกาะ
…

FRAME CARBON
เนื่องจาก Aston Martin ONE 77ใช้คาร์บอนไฟเบอร์ อลูมินัมอัลลอย และโลหะคุณภาพสูงในการสร้าง ขั้นตอนของการทำตัวถังจะต้องใช้เวลามากกว่า 40 อาทิตย์จึงแล้วเสร็จ ซึ่งสามารถสร้างรถต้นแบบหรือโปรโตไทพ์จำนวน 7 คันออกวิ่งทดสอบและเริ่มลงมือผลิตในเดือนนี้ (ธันวาคม 2009) รถทดสอบทั้งหมดจะถูกผลิตและนำมาทดสอบอย่างหนักในทุกรูปแบบของการขับขี่ โครงการสร้างและการทดสอบด้านสมรรถนะของรถ ONE 77จะสิ้นสุดลงในช่วงปลายปี 2010 ส่วนตัวรถคันจริงที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าที่สั่งจองจะผลิตขึ้นเพียง 77 คันตามตัวเลขของรุ่น ซึ่งแต่ละคันจะใช้เวลาในการสร้างถึง 2 เดือนเนืื่องจากบางชิ้นส่วนจะถูกผลิตขึ้นด้วยมือโดยมีเครื่องจักรที่ใช้ใน การประกอบเพียงเล็กน้้อยเพื่อความแม่นยำและการคำนวนจากสมองกล ตัวครีบด้านหน้าจะสร้างจากแผ่นอลูมิเนียมแล้วนำมาเคาะขึ้นรูปด้วยมือ แต่ละชิ้นจะใช้เวลาถึง 3 อาทิตย์โดยการทำงานของช่างเพียงคนเดียว ชิ้นส่วนที่เป็นคาร์บอนจะใช้เวลาผลิตและขึ้นรูปรวมถึงขั้นตอนการอบอีก 3 อาทิตย์โดยใช้ช่าง 4 คน ในขณะที่ขั้นตอนการติดตั้งครีบเข้ากับชิ้นส่วนคาร์บอน จะมีความยุ่งยากและใช้เวลา เนื่องจากช่างเทคนิคที่ประกอบตัวถังไม่สามารถเชื่อมชิ้นส่วนคาร์บอนได้เลย นอกจากจะเจาะรูและยึดติดกันด้วยสกูลหลายตำแหน่งเท่านั้นถึงจะยึดวัสดุประเภท อลูมิเนียมให้ติดกับคาร์บอนไฟเบอร์ได้อย่างมั่นคง

FRAME CARBON
เฟรม แบบคาร์บอนของ Aston Martin ONE 77 เป็นนวัตกรรมขั้นสูงของโลกยนต์กรรม มันมีรูปทรงโค้งมนสวยงามและใช้เทคโนโลยีสูงในขั้นตอนการผลิตเพื่อทำให้ เส้นใยเหล่านี้ทำหน้าที่ประสานและสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวถัง ใต้ท้องรถ ONE 77 ใช้แผ่นโลหะหนาประมาณ 24 มิลลิเมตรปิดทับ ช่วงล่างด้านหลังติดตั้งอยู่กับเฟรมแบบอลูมิเนียม ใช้แคมเปอร์หรือโช็คอัพแบบแนวนอนของโอลีนถึง 4ตำแหน่งในระบบกันสะเทือนหลัง โดยมีแคมเปอร์ขนาดเล็ก 2 ตำแหน่งติดตั้งไว้เพื่อปรับเหล็กกันโคลงแบบไฮดรอลิคและมีไว้เพื่อปรับความ สูง-ต่ำของตัวรถรวมถึงค่าความแข็งของช่วงล่าง ส่วนช่วงล่างด้านหน้าวิศวกรของ Aston Martin กำลังทดสอบและคาดว่าอาจมีความเหมือนกับช่วงล่างหลังเพื่อความยืดหยุ่นในการ ใช้ชิ้นส่วน นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนในส่วนของเฮตเดอร์ กันชนหน้าและหลัง ตำแหน่งการติดตั้งช่วงล่างรวมไปถึงถังน้ำมันใหม่หมด รูปทรงของตัว Inner Wing ที่ติดตั้งอยู่ในบริเวณบังโคลนคู่หน้ายาวจนไปถึงกึ่งกลางประตูที่จะทำให้ตัว รถ ONE 77 มีความแตกต่างไปจากรถ Aston Martin รุ่นปกติทั่วไปและทำให้มันกลายเป็นรถที่มีรูปทรงดุดันขึ้นทันที


ONE 77 ENGINE
หัวใจ ของรถ ONE 77 คือเครื่องยนต์วี 12 และใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับเครื่องยนต์ของ Aston Martin รุ่นพื้นฐานด้วยการนำเอาเครื่องที่มีความจุ 5.9 ลิตร วี 12 จากรถรุ่น DB9 มาใช้ สำนักปรับแต่งเครื่องยนต์ Cosworth รับหน้าที่ปรับแต่งเครื่องยนต์นำเอาสายพานแบบโซ่มาใส่แทนสายพานยางเพื่อให้ รับแรงดึงได้ดียิ่งขึ้นในขณะที่มันหมุนด้วยรอบสูงสุด ลูกสูบโลหะผสมพิเศษเพื่อลดแรงเสียดทานให้น้อยกว่าเดิม ขยายความจุของเครื่องยนต์จาก 5.9 ลิตรขึ้นเป็น 7.3 ลิตรและทำการเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนบางชิ้นของเครื่องยนต์ที่เป็นเหล็กให้เป็น อลูมินัมอัลลอยทั้งหมด น้ำหนักของเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้เบาลงถึงกว่า 70 กิโลกรัมเนื่องจากนำเอาระบบหล่อลื่นแบบ Dry- Sump ออก ทำให้เครื่องยนต์ถูกวางในตำแหน่งที่ต่ำลงกว่าเดิมอีก 10 มิลลิเมตร ช่วยให้ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลงและตามมาด้วยแรงยึดเกาะกับผิวถนน สำนักงานของ Cosworth ทำการลดขนาดของฟลายวีลลงอีกเพื่อเพิ่มสมรรถนะในการหมุนของเครื่องให้เร็ว ขึ้น ฝาครอบวาว์ลแบบอลูมิเนียมของเก่าถูกถอดออกไปและใช้ฝาครอบวาว์ลคาร์บอนแทนที่ รวมถึงท่อไอดีและระบบวาว์แปรผัน รูปทรงของเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ช่วยทำให้รับอากาศเข้าสู่ท่อไอดีได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ที่ต่ำลงกว่าปกติทำให้อาจเกิดปัญหากับระบบแอร์โฟลว์ แต่จำนวนของแรงม้าที่เพิ่มขึ้นอีก 16 ตัวก็สามารถบรรยายสมรรถนะของเครื่องยนต์ตัวใหม่นี้ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ระบบเกียร์
…
ระบบ ส่งกำลังของ Aston Martin ONE 77 ใช้เกียร์แบบผสม Automated Manual 6 สปีดโดยนำชิ้นส่วนบางชิ้นของเกียร์ในรถรุ่น DB9 มาใช้งาน ปรับอัตราทดในแต่ละเกียร์ให้ชิดขึ้นเพื่อสร้างผลลัพท์ในด้านอัตราเร่งและ ความต่อเนื่องในการส่งถ่ายแรงบิดให้เร็วขึ้น เนื่องจากระบบทวินคลัตซ์ (Twin Clutch Transmission) ที่กำลังเป็นที่นิยมในเรื่องของระบบส่งกำลังกับรถยนต์ในประเภทซุปเปอร์คาร์ และมีหลายๆบริษัทมักจะนำมาติดตั้งเพื่อเพิ่มสมรรถนะให้กับระบบเกียร์จะทำให้ ตัวรถมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกถึง 50 กิโลกรัม ONE 77 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้คลัตซ์แบบเดี่ยวเข้ากับเกียร์ 6สปีดเพื่อลดน้ำหนัก แรงบิดของเครื่องยนต์จะส่งถ่ายผ่าน Propshaft Carbon ที่อยู่ในท่อแม็คนีเซี่ยม

โช็คอัพ
สำหรับโช็คอัพหรือ แดมเปอร์ในรถ ONE 77 เป็นแบบ Conventional Passive ซึ่งแต่ละตัวจะมีราคาถึง 3000 ปอนด์และสามารถปรับค่าความสูงต่ำได้ตามความต้องการของเจ้าของรถ ช่วงล่างด้านหลังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนโดยมองผ่านกระจกหลังแบบใส แต่ก็ทำให้ด้านท้ายของรถ ONE 77 มีพื้นที่ในการบรรจุสัมภาระน้อยลง วิศวกรของ Aston Martin ต้องการให้รถ ONE 77 มีน้ำหนักเพียง 1500 กิโลกรัม เนื่องจากในน้ำหนักตัวระดับนี้เครื่องยนต์ของมันจะสามารถทำสมรรถนะ อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนัก และอัตราเร่งจาก0-100 กิโลเมตร-ตลอดจนความเร็วสูงสุดให้อยู่ในระดับท็อปสุดของค่าย อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักของ ONE 77 อยู่ในตัวเลข 434แรงม้า/ตัน เมื่อเทียบกับรถ Lamborghini Murcielago SV ที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักที่ 429 แรงม้า/ตัน และรถ Bugatti Veyron ที่มีอัตราส่วน 521 แรงม้า/ตัน ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร รถ ONE 77สามารถวิ่งโดยใช้เวลาเพียง3.5 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 200 ไมล์ต่อชั่วโมง Aston Martin ONE 77 ทุกคันจะใช้การประกอบทุกขั้นตอนด้วยมือ(Hand-Built) ซึ่งเจ้าของรถผู้สั่งจองสามารถเลือกสิ่งที่ต้องการหรือไม่ต้องการได้ด้วยการ ระบุลงไปในรายละเอียดก่อนจะลงมือประกอบตัวถัง เช่นสีทั้งภายนอกและภายในของรถ วัสดุต่างๆที่ใช้ในห้องโดยสาร ความปราณีตสูงสุดรวมไปถึงขั้นตอนของการพ่นสีตัวถังซึ่งต้องใช้เวลาถึงกว่า 60 ชั่วโมงในการพ่นทับหลายชั้นเพื่อให้ได้คุณภาพของสีที่มีการยึดเกาะสูงสุด โครงสร้างส่วนใหญ่ของ ONE 77 เน้นไปที่ความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา ส่วนสำคัญของตัวรถใช้วัสดุผสมของอลูมิเนียม แม็กนีเซี่ยมอัลลอยและโลหะชนิดอื่นที่มีน้ำหนักเบา โดยใช้การยึดติดด้วยกรรมวิธี Ultrasonic ซึ่งสามารถเพิ่มความแข็งแรงกว่าการเชื่อมถึง 90%
การปรับปรุงรถ Aston Martin รุ่นปกติให้กลายสภาพมาเป็นรถ ONE 77ทำให้มันกลายเป็นรถยนต์ที่ทรงพลังและมีรูปทรงแตกต่างไปจาก Aston Martin ทั่วๆไปซึ่งแสดงให้เห็นถึงรถยนต์ที่เป็นพาหนะคู่ใจของสายลับ 007 รถ ONE 77 จะทำให้ผู้คนบนท้องถนนที่พบเห็นมันถึงกับตะลึงในความอลังการณ์ของตัวถังและ พละกำลังของเครื่องยนต์ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อโอกาสพิเศษและใช้การประกอบด้วยมือทำให้มีความโดดเด่น ทางด้านสมรรถนะเหนือกว่าคู่แข่ง ความหรูหราในห้องโดยสารสไตส์ผู้ดีอังกฤษ ตั้งแต่หนังแท้ที่ใช้ตกแต่งภายใน ปุ่มควบคุมระบบต่างๆ ในตัวรถที่ทำจากอลูมินัมอัลลอย ตัวถังและแซสซีส์คาร์บอน ล้อทั้งสี่ขนาดใหญ่ยักษ์และจานเบรคคาร์บอนซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาช่วยผลักดัน รถ ONE77 ให้ขึ้นสู่ทำเนียบสุดยอดรถซุปเปอร์คาร์จากอังกฤษได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Photo By
www.ivanporcalla.multiply.com
www.carbodydesign.com
www.autofans.us
Lamborghini Huracán Sterrato ซูเปอร์สปอร์ตนิยามใหม่ 26.69 ล้าน

โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 22 November 2566
ลัมโบร์กินี (Lamborghini) เปิดตัว Huracán Sterrato เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย รถยนต์ Super Car นิยามใหม่ การขับขี่ที่สนุกเร้าใจทั้งในถนนทางเรียบและทางฝุ่น 1,499 บนโลก 10 คันในไทย
Huracán Sterrato
การเปิดตัว Lamborghini Huracán Sterrato นำเสนอการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติและการควบคุมที่สมบูรณ์แบบในทุกสภาวะ นับตั้งแต่ทางหลวงไปจนถึงถนนดิน เมื่อเปรียบเทียบกับ Huracán EVO จะเห็นได้ว่า Sterrato มีระบบ LDVI (Lamborghini Integrated Vehicle Dynamics) ที่อัพเดทเป็นเวอร์ชันล่าสุด ซึ่งได้มีการคาลิเบรตโหมด STRADA และ SPORT โดยเฉพาะ พร้อมนำเสนอโหมด RALLY สำหรับการขับขี่บนพื้นผิวที่มีกริพน้อยให้แก่รถยนต์ตระกูล Huracán เป็นครั้งแรก



การออกแบบภายนอกสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยของ Sterrato ได้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น โดยมีการเพิ่มระยะความสูงใต้ท้องรถขึ้นอีก 44 มม. เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่น Huracán EVO เพื่อการันตีว่าระบบกันสะเทือนจะทำงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความกว้างช่วงล้อหน้า 30 มม. และล้อหลัง 34 มม. นอกจากนี้ เพื่อการปกป้องตัวถัง ยังติดตั้งแผ่นอลูมิเนียมใต้ท้องรถส่วนหน้า แผ่นธรณีประตูรถแบบเสริมแรง ดิฟฟิวเซอร์ท้าย และซุ้มล้อทรงดุดันเพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่บึกบึนสมชาย อีกทั้งยังติดตั้งท่อลมเข้าแบบคลาสสิกบนฝากระโปรงหลังซึ่งไม่เพียงช่วยเสริมจิตวิญญาณแบบรถสปอร์ต หากยังช่วยให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเข้าสู่เครื่องยนต์เมื่อต้องวิ่งบนลู่แข่งที่มีฝุ่นดินเยอะ



Huracán Sterrato ติดตั้งขุมพลังเครื่องยนต์ V10 ขนาด 5.2 ลิตร ให้กำลังเครื่องยนต์สูงสุด 610 แรงม้าและแรงบิด 560 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที ผสานระบบส่งกำลังคลัตช์คู่ 7 สปีดและระบบขับเคลื่อน All-wheel drive ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเฟืองท้ายระบบกลไกแบบล็อกตัวเอง โดยสามารถเร่งความเร็วตั้งแต่ 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 3.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดแม้วิ่งบนพื้นถนนทางหลักจนถึงถนนทางฝุ่น






ระบบเบรกใช้คาลิเปอร์อลูมิเนียมแบบฟิกซ์โดยมีลูกสูบเบรกหน้า 6 ตัวและลูกสูบเบรกหลัง 4 ตัว สำหรับล้อหน้า ใช้จานเบรกเซรามิกมีครีบระบายความร้อนและเจาะรูแบบ Cross-drilled เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 380 มม. และหนา 38 มม. และจานเบรกหลังขนาด 356 มม. หนา 32 มม. Huracán Sterrato ยังมาพร้อมล้อขนาด 19 นิ้วซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้กับยางรุ่น Bridgestone Dueler AT002 สำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ เพื่อมอบความคล่องตัวและสามารถวิ่งได้บนทุกสภาพถนน พร้อมเติมเต็มทุกสัมผัส อารมณ์ และความเร้าใจได้อย่างเต็มเปี่ยม โดยยางหน้าขนาด 235/40 R19 และล้อหลังขนาด 285/40 R19 ผสานเทคโนโลยียางแบบ Run-flat ซึ่งช่วยให้นักขับสามารถขับต่อไปได้อย่างปลอดภัยแม้ยางถูกตำทะลุจนไม่มีลม โดยจะวิ่งต่อไปได้อย่างน้อย 80 กม.บนความเร็ว 80 กม./ชม. ที่ความดันลม 0 บาร์ โดยยาง Bridgestone รุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้สอดรับกับดีเอ็นเอของแบรนด์แบบ 100% เพราะมีการออกแบบลายดอกยางใหม่และใช้สารประกอบที่ล้ำสมัย ที่ช่วยให้ยางมีแรงยึดเกาะที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะวิ่งบนทางกรวดหรือถนนราดยาง พร้อมการควบคุมที่ดีเยี่ยมและสุดยอดประสิทธิภาพเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูง

ดีไซน์ห้องโดยสารภายในได้รับแรงบันดาลใจจากเบาะรุ่นเอ็กซ์คลูซีฟใน Alcantara Verde Sterrato ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญา ‘Feel like a pilot’ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับรถยนต์ Huracán เพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมขั้นสุดพร้อมการควบคุมทุกฟีเจอร์การทำงานของรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบ จอแบบทัชสกรีนมาพร้อมการแสดงผลกราฟิกแบบใหม่และฟีเจอร์พิเศษสำหรับการขับขี่ออฟโร้ด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ให้มาตรวัดความลาดเอียงแบบดิจิทัลพร้อมด้วยตัวบอกระยะการยกตัวและการเอียงตัวของรถ เข็มทิศ ตัวบ่งชี้พิกัดทางภูมิศาสตร์ และตัวบ่งชี้มุมบังคับเลี้ยวแบบครบครัน







นอกจากบริการต่าง ๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอ ระบบติดตามรถยนต์ Lamborghini Connect ยังผสานการทำงานกับ Amazon Alexa เพื่อช่วยในการปรับแต่งฟีเจอร์การทำงานต่าง ๆ ของรถ เช่น เครื่องปรับอากาศและไฟส่องสว่าง รวมถึงการควบคุมและระบบนำทาง การคุยสายโทรศัพท์และความบันเทิง ซึ่งควบคุมได้ง่าย ๆ ผ่านระบบการสั่งการด้วยเสียง นอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมรถยนต์จากระยะไกลได้ด้วยแอป Lamborghini UNICA ยกตัวอย่างเช่น การตรวจสอบความเร็วรถจากระยะไกลและการส่งพิกัดจุดหมายไปยังระบบนำทางได้โดยตรง

Huracán Sterrato มาพร้อมระบบเชื่อมต่อระยะไกลที่ช่วยให้นักขับสามารถตรวจสอบสมรรถนะรถยนต์และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านทางแอป UNICA โดยผู้ที่ใช้ Apple Watch ยังสามารถซิงค์ข้อมูลอัตราการเต้นหัวใจเข้ากับระบบเชื่อมต่อ เพื่อตรวจวัดสมรรถนะการขับขี่ของตัวเอง โดยสามารถใช้ฟังก์ชั่น Lamborghini Drive Recorder เพื่อบันทึกประสบการณ์การขับขี่ได้ตามต้องการ ให้นักขับเก็บช่วงเวลาแสนเร้าใจในรูปแบบคลิปวิดีโอ ซึ่งช่วยยกระดับการใช้งานฟีเจอร์ Board Diaries ซึ่งเป็นสมุดบันทึกดิจิทัลที่ผสานการทำงานเข้ากับแอป Lamborghini UNICA ไว้อย่างลงตัว
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้คือ Huracán Sterrato นำเสนอออปชันการตกแต่งอย่างไร้ข้อจำกัดเพื่อการสร้างสรรค์ซูเปอร์คาร์ในฝันให้ตรงกับสไตล์นักขับมากที่สุดด้วย Lamborghini Ad Personam โดยลูกค้าสามารถเลือกโทนสีภายนอกได้มากถึง 350 เฉดสี ตลอดจนสีของหนังและการตกแต่งแบบ Alcantara ได้มากกว่า 60 โทน

ความพิเศษกับ Huracán Sterrato จะถูกผลิตเพียง 1,499 คันเท่านั้น ในประเทศไทยได้รับเพียง 10 คันเท่านั้น ในราคาเริ่มต้นที่ 26.69 ล้านเท่านั้น และนี้จะเป็นรถยนต์เครื่องยนต์ V10 รุ่นสุดท้ายแล้ว
อัปเดตข่าวรถล่าสุด ดูรีวิวรถยนต์ รีวิวรถมอเตอร์ไซค์ ทุกยี่ห้อ โดยทีมงานมืออาชีพ เช็คราคา ตารางผ่อน พร้อมเกาะติดข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ที่ Autospinn.com
ซื้อขายรถมือสองออนไลน์ ต้องที่ ตลาดรถมือสอง One2car ซื้อรถง่าย ขายรถไว ทั้งรถเก๋งมือสอง รถตู้มือสอง รถกระบะมือสอง ราคาดี ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก คุณภาพพร้อมใช้งาน

