Honda Civic รถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศไทย โดดเด่นทั้งการดีไซน์ สมรรถนะ ระบบเทคโนโลยี และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ซึ่งใครที่กำลังมองหารถยนต์ประเภท C-Segment อยู่ ฮอนด้า ซีวิคก็น่าสนใจไม่น้อย มาเช็คเรื่องราคาล่าสุดและสเปคของ Honda Civic 2025 กันได้เลย

Honda Civic 2025 มีกี่รุ่น ราคาล่าสุดเท่าไหร่
Honda Civic รุ่นใหม่ล่าสุดของปี 2025 เปิดตัวไปในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2024 ซึ่งปัจจุบันราคาของรถยนต์ Honda Civic 2025 เริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท มีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและไฮบริดให้เลือก มีทั้งหมด 3 รุ่น โดยเริ่มจากรุ่นเริ่มต้นอย่าง Honda Civic รุ่น EL+ ราคา 1,039,000 บาท รุ่นกลางคือ Honda Civic รุ่น e:HEV EL+ ราคา 1,099,000 บาท และรุ่นตัวท็อปราคาสูงกว่ารุ่นอื่นอย่าง Honda Civic รุ่น e:HEV RS ราคา 1,239,000 บาท
*ราคาอาจแตกต่างกันไปตามโปรโมชันของแต่ละร้านที่จำหน่ายรถยนต์
หากใครสนใจอยากผ่อน Honda Civic หรือดูจำนวนเงินผ่อนคร่าวๆ ในแต่ละเดือน วางแผนการผ่อน การดาวน์รถได้ที่ ตารางผ่อน Honda Civic 2025 ที่ ENNXO BLOG

สเปค Honda Civic 2025
สเปครถยนต์ Honda Civic เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับคนที่สนใจรถยนต์รุ่นนี้ เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างเรื่องเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง มิติรถ ระบบกันสะเทือน รวมถึงเปรียบเทียบแต่ละรุ่นย่อยของฮอนด้า ซีวิค ได้สะดวกมากขึ้น โดย Honda Civic 2025 ทุกรุ่น มีสเปคดังนี้




เครื่องยนต์
| เครื่องยนต์ | รุ่น EL+ | รุ่น e:HEV EL+ | รุ่น e:HEV RS |
|---|---|---|---|
| แบบ | DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTEC TURBO | DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว | |
| ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลง | หัวฉีดมัลติพอยท์ PGM-FI | ||
| ประเภทน้ำมัน | E85 | E20 | |
| ความจุ (ซีซี) | 1,498 | 1,993 | |
| อัตราส่วนกำลังอัด | 10.3:1 | 13.9:1 | |
| กำลังสูงสุด (กิโลวัตต์/รอบต่อนาที) | 131/6,000 | 104/6,000 | |
| แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร/รอบต่อนาที) | 240/1,700-4,500 | 182/4,500 | |
สเปคเครื่องยนต์ทั้งสามรุ่นของ Honda Civic ปี 2025 คุณสมบัติเครื่องยนต์หลักๆ ของรุ่น e:HEV EL+ กับ e:HEV RS จะเหมือนกัน ในขณะที่รุ่น EL+ ที่ไม่ใช่ไฮบริดมีคุณสมบัติเครื่องยนต์ที่แตกต่างเล็กน้อย ซึ่ง ENNXO ขอแนะนำว่าหากคุณชื่นชอบความแรง รุ่น EL+ ตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าต้องการรุ่นที่ประหยัดน้ำมัน ขับขี่นุ่มนวล จะเป็นรุ่น e:HEV EL+ แต่ถ้าต้องการรุ่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่จำกัดเรื่องราคา รุ่นตัวท็อป e:HEV RS ก็น่าสนใจเช่นกัน
ระบบส่งกำลัง มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่
| คุณสมบัติ | รุ่น EL+ | รุ่น e:HEV EL+ | รุ่น e:HEV RS |
|---|---|---|---|
| ระบบเกียร์ | CVT | E-CVT | |
| เฟืองท้าย | 4.811 | 8.397 (มอเตอร์ไฟฟ้า) 2.757 (เครื่องยนต์) | |
| มอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด (กิโลวัตต์/รอบต่อนาที) | 135/5,000-6,000 | ||
| มอเตอร์ไฟฟ้า แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร/รอบต่อนาที) | 315/0-2,000 | ||
| ชนิดแบตเตอรี่ | ลิเธียม-ไอออน | ||
จากข้อมูลนี้สรุปได้ว่า รุ่น EL+ เป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเป็นหลัก ในขณะที่ รุ่น e:HEV EL+ และ e:HEV RS เป็นเครื่องยนต์ไฮบริด ที่นำมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาใช้ในการขับเคลื่อน โดยข้อดีคือช่วยเรื่องประหยัดน้ำมัน และมีอัตราเร่งที่ดี
ระบบเบรก ระบบกันสะเทือน และระบบพวงมาลัย
| คุณสมบัติ | รุ่น EL+ | รุ่น e:HEV EL+ | รุ่น e:HEV RS |
|---|---|---|---|
| ระบบเบรกหน้า | ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน | ||
| ระบบเบรกหลัง | ดิสก์เบรก | ||
| ระบบกันสะเทือนหน้า | แม็คเฟอร์สัน สตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง | ||
| ระบบกันสะเทือนหลัง | มัลติลิงค์ อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง | ||
| ระบบพวงมาลัยแบบ | ดูอัลพิเนียน พร้อมพาวเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า | ||
| พวงมาลัยหมุนสุด (รอบ) | 2.29 | 2.2 | |
| รัศมีวงเลี้ยว | 5.4 | 5.7 | |
สรุปข้อมูลในส่วนของระบบเบรก ระบบกันสะเทือน และระบบพวงมาลัย ฮอนด้า ซีวิค ทั้ง 3 รุ่นจะมีคุณสมบัติเหมือนกัน มีข้อดีคือตัวรถมีระบบเบรกที่ระบายความร้อนได้ดี ระบบกันสะเทือนดีเยี่ยมช่วยยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคง ส่วนความต่างเล็กน้อยคือรุ่น EL+ มีความคล่องตัวเล็กน้อย เนื่องจากวงเลี้ยวแคบกว่าอีกสองรุ่น
มิติรถ
| คุณสมบัติ | รุ่น EL+ | รุ่น e:HEV EL+ | รุ่น e:HEV RS |
|---|---|---|---|
| ยาว x กว้าง x สูง (มม.) | 4,681 x 1,802 x 1,415 | ||
| ฐานล้อ (มม.) | 2,733 | 2,734 | |
| ระยะห่างระหว่างล้อหน้าคู่/หลัง (มม.) | 1,547/1,587 | 1,537/1,576 | |
| ความสูงใต้ท้องรถ (มม.) | 127 | 128 | |
| น้ำหนักรถ (กก.) | 1,319 | 1,412 | 1,429 |
| ความจุถังน้ำมัน (ลิตร) | 47 | 40 | |
Honda Civic 2025 ทั้ง 3 รุ่นมีขนาดรถเท่ากัน น้ำหนักรถต่างกันเล็กน้อย โดยรุ่นไฮบริดมีน้ำหนักรถมากกว่า ความจุถังน้ำมันน้อยกว่ารุ่น EL+ เนื่องจากมีพื้นที่ของระบบไฮบริดที่เพิ่มเข้ามา

การดีไซน์ Honda Civic 2025
อ่านสเปคกันไปแล้ว มาต่อกันที่เรื่องของดีไซน์ ทั้งภายนอกและภายในของ Honda Civic ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง ดังนี้
รูปลักษณ์ภายนอก
Honda Civic 2025 ทุกรุ่น มีภาพลักษณ์เป็นรถทรงสปอร์ต ที่ดูเท่และเรียบหรู โดยทุกรุ่นจะมีจุดออกแบบหลักๆ ที่เหมือนกัน คือ Black Emblem Set ชุดโลโก้สีดำ, Fender Garnish คิ้วสีดำตกแต่งบริเวณซุ้มล้อด้านหน้า Fog Light ชุดไฟตัดหมอก และไฟท้ายแบบ LED ส่วนความแตกต่างนั้น มีหลายจุดที่ต่างกัน ดังนี้
- โลโก้ตัว H : รุ่น e:HEV EL+ กับ e:HEV RS มีขอบสีฟ้าตรงโลโก้ เพื่อบ่งบอกว่าเป็นรถไฮบริด
- ตัวอักษร RS ด้านหน้ารถ : มีเพียงรุ่นe:HEV RS เท่านั้น
- ไฟหน้า : รุ่น EL+ เป็นแบบโปรเจคเตอร์ ส่วนรุ่นไฮบริดเป็นแบบ LED
- มือจับประตูด้านนอก : รุ่น EL+ สีเดียวกับตัวรถ / รุ่น e:HEV EL+ สีเดียวกับตัวรถตกแต่งด้วยโครเมียม / รุ่น e:HEV RS สีดำตกแต่งด้วยโครเมียม
- ครีบฉลาม : รุ่น EL+ กับ รุ่น e:HEV EL+ สีเดียวกับตัวรถ / รุ่น e:HEV RS สีดำ
- ล้ออัลลอย : รุ่น EL+ กับ รุ่น e:HEV EL+ ขนาด 17 นิ้ว / รุ่น e:HEV RS ขนาด 18 นิ้ว

สีภายนอกและภายใน Honda Civic 2025
ฮอนด้า ซีวิค 2025 มีสีรถให้เลือกหลากหลาย ส่วนสีภายในรถของแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน แตกต่างกันดังนี้
- รุ่น EL+ : สีตัวถัง มีสีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก), สีขาวแพลทินัม, สีเทาเมทิเออรอยด์, สีดำคริสตัล และสีเงินลูนาร์ / สีภายในรถ หนังสีดำ โครงรถมีสีเทา
- รุ่น e:HEV EL+ : สีตัวถัง มีสีน้ำเงินแคนยอนริเวอร์ (เมทัลลิก), สีขาวแพลทินัม, สีเทาเมทิเออรอยด์, สีดำคริสตัล และสีเงินลูนาร์ / สีภายในรถ สีดำล้วน
- รุ่น e:HEV RS : สีตัวถัง มีสีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก), สีขาวแพลทินัม, สีเทาเมทิเออรอยด์, สีดำคริสตัล และสีเงินลูนาร์ / สีภายในรถ สีดำล้วน มีเส้นสายสีแดงแซมเข้ามา และวัสดุหุ้มเบาะมีตกกแต่งด้ายสีแดง

ระบบเทคโนโลยี Honda Civic 2025
รถ Honda Civic ถือว่าเป็นรถที่จัดเต็มเรื่องระบบเทคโนโลยี เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ซึ่งในปี 2025 ฮอนด้า ซีวิคยังคงอัปเกรดฟังก์ชันและระบบต่างๆ เช่นเคย ซึ่งมีฟังก์ชันที่สามรุ่นย่อยของ Civic ได้รับเหมือนกัน แต่ก็มีฟังก์ชันเฉพาะที่รุ่นไฮบริดได้รับเท่านั้นเช่นกัน เช็คระบบเทคโนโลยีเด่นๆ ดังนี้
Nissan GT-R 2020 ก็อดซิลล่าลิมิเต็ด ที่เคยเฆี่ยนซุปเปอร์คาร์ยุโรปจนตกขอบทาง




Play
ว่ากันว่านอกจากโดราเอมอนแล้ว อีกหนึ่งตัวละครที่ชาวโลกรู้จักกันดีว่า Made in Japan ก็คือ ‘ก็อดซิลล่า’ สัตว์ประหลาดโบราณใต้ทะเลที่ถูกปลกจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ไม่แปลกที่พอเอ่ยนามก็อตซิลล่า คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเทพเจ้าแห่งความแข็งแกร่ง และพละกำลังมหาศาล เหมือนเช่นที่ Nissan GT-R 2020 ที่ไม่ได้ฉายานี้มาด้วยความบังเอิญ
ไม่ใช่รถญี่ปุ่นทุกคนจะถูกเรียกว่า ก็อดซิลล่า แต่ด้วยขุมกำลังความแรงของเครื่องยนต์ อัตราเร่งการออกตัวที่เยี่ยมยอด และความเร็วสูงสุด ของ Nissan GT-R ที่ยกระดับคุณสมบัติรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ให้ขึ้นไปเทียบชั้นซูเปอร์คาร์แบรนด์ยุโรป ที่ครองบัลลังก์เจ้าแห่งยนตรกรรมมาเป็นเวลานานแต่ Nissan GT-R ไม่ได้เพียงแค่อยากเข้าไปมีชื่ออยู่ในทำเนียบรถยนต์สมรรถนะสูงเท่านั้น ก็อดซิลล่า จากญี่ปุ่นยังขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ ขอสู้ศึกท้าชิงราชารถยนต์ จนในปี ค.ศ. 2011 ได้รับการบันทึกว่าจากกินเนสบุ๊คว่าเป็น รถสี่ที่นั่งที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดที่โลกเคยมีมาซึ่งในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 หรือ The 36th Thailand International Motor Expo 2019 นิสสัน ในประเทศไทย ได้เปิดตัว GT-R รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันฉลองครบรอบ 50 ปี รถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตสมรรถนะสูง ระดับตำนานของนิสสัน
GT-R รุ่นพิเศษนี้ จะมาในรูปแบบของการผสมผสาน สีภายนอกแบบทูโทนที่สืบทอดกันมาถึงสามยุค สื่อถึงความพิเศษของ GT-R จากการแข่ง เจแปน กรังด์ ปรีซ์ (Japan GP series) ด้วยโทนสีฟ้าที่เรียกว่า Bayside Blue กลับมาอีกครั้งพร้อมกับลายทางสีขาว ผ่านกระบวนการทำสีถึง 4 ชั้น ด้วยการอบความร้อนถึง 2 ครั้ง ช่วยให้สีฟ้าโดดเด่นอย่างมีชีวิตชีวา พร้อมประกายสะดุดตาและให้เงาลึกมีมิติ ขณะที่สีฟ้าบนซี่ล้อจะมอบสัมผัสที่พรีเมียม แสดงการเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญของ GT-R นอกจากนี้ยังมีสีภายนอกอีกสองสี ได้แก่ สีขาวมุก (Storm White) พร้อมแถบสีแดง และ อัลติเมท ซิลเวอร์ (Ultimate Silver) พร้อมแถบสีขาว ทั้งหมดมาพร้อมสัญลักษณ์ครบรอบ 50 ปีภายใน GT-R รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปีนี้ คือการตกแต่งภายในสีเทาพิเศษที่ให้ความรู้สึกหรูหราภายในห้องโดยสาร ซึ่งชวนให้นึกถึงบรรยากาศของท้องฟ้ายามค่ำคืนหลังจากเวลาพลบค่ำ รวมถึงพวงมาลัยที่เป็นเอกลักษณ์และการตกแต่งหัวเกียร์ ที่เบาะนั่ง พิมพ์ลายนูนที่ออกแบบพิเศษ ชิ้นส่วนที่หุ้มผนังด้านบนของรถใช้วัสดุแบบอัลคันทาร่า (Alcantara®) มีการตัดเย็บที่เป็นเอกลักษณ์ ที่บังแดดหุ้มด้วยวัสดุอัลคันทาร่าและอีกมากมายสมรรถนะจากจิตวิญญาณที่เกิดมาเพื่อการแข่งขันอย่างแท้จริงโดย GT-R รุ่นปี 2020 ยังคงรักษาแนวคิดการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่การขับขี่ด้วยความเพลิดเพลิน เมื่อได้ลองสัมผัสพวงมาลัย จะรู้ทันทีว่า ไม่มีรถคันใดในโลกที่ให้ความพึงพอใจกับผู้ขับขี่ได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจเท่านี้ขณะที่ผู้หลายคนเชื่อว่า ความประณีตและสมรรถนะของ GT-R ที่ให้พละกำลังสูงสุด 555 PS ให้ แรงบิดสูงสุดที่ 632 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบ V6 24 วาล์ว ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ ประกอบด้วยมือ ยังมาจาก ‘ทาคูมิ’ หรือ ช่างเทคนิคระดับสูงสุดและทีมวิศวกรของGT-R อันมีส่วนสำคัญGT-R ใช้ระบบเกียร์แบบดูอัลคลัตช์ 6 สปีด ที่ได้รับการพัฒนาพร้อมโหมด ‘R’ ที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่ทั้งบนถนนและในสนามแข่ง ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ลงมีความดุดันมากขึ้นสำหรับการเข้าโค้งได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม โดยการเปลี่ยนเกียร์เกิดขึ้นขณะเบรก ABS ทำงาน จึงลดอาการอันเดอร์สเตียร์ (understeer) และให้การควบคุมที่ง่ายยิ่งขึ้น ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบแปรผันถูกตั้งโปรแกรมให้เปลี่ยนแผนการขับขี่เพื่อให้เหมาะกับสไตล์เฉพาะตัวการขับขี่ของเจ้าของรถ ทำให้สามารถขับขี่ได้ตามกฎหมายบนถนนสาธารณะหรือขับขี่ด้วยความดุดันบนสนามแข่งโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโหมดด้วยตนเองท่อไอเสียอันเป็นเอกลักษณ์ของ GT-R ใช้เป็นไทเทเนียมแบบใหม่ เคลือบด้วยไทเทเนียมพร้อมปลายท่อสีฟ้าขัดเงามันแวบบาดตาระบบช่วงล่างแบบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้รับการพัฒนาเพื่อให้การเข้าโค้งที่มีเสถียรภาพและการขับขี่ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น ระบบบังคับเลี้ยวนั้นเป็นแบบเส้นตรงและมีความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม ที่ให้การแก้ไขน้อยที่สุดที่ความเร็วสูงสุดถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรียกว่าสามารถขับไปพัทยาในเวลาไม่ถึงชั่วโมงได้สบาย ๆ แน่นอนว่าความเร็วระดับแซงรถไฟฟ้าความเร็วปานกลางนี้ มาพร้อมกับหม้อลมเบรกใหม่เพิ่มการตอบสนองการเบรกเริ่มต้นด้วยการเหยียบคันเร่งที่สั้นลง ส่งผลให้ความสามารถในการหยุดรถมีเพิ่มขึ้น
ห้องโดยสารที่คู่ควรกับ GT-Rห้องโดยสารของ GT-R เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของความหรูหราและความสปอร์ต บริเวณตำแหน่งคนขับที่สะดุดตา ที่นั่งที่สะดวกสบาย ทั้งผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง แผงควบคุมถูกออกแบบมาเพื่อถ่ายทอด ‘การลื่นไหลในแนวนอน’ หรือ horizontal flow ให้ความรู้สึกมั่นคงสูงสำหรับผู้โดยสารที่นั่งด้านหน้า ที่นั่งถูกหุ้มด้วยหนังแบบ Nappa ที่คัดสรรมาชิ้นเดียวและไร้รอยต่อ ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยความแม่นยำด้วยสไตล์ผู้ชำนาญการขั้นสูง หรือ ทาคูมิ (Takumi) แผงควบคุมกลางที่มาพร้อมการควบคุมเครื่องเสียง หน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว ไอคอนขนาดใหญ่บนหน้าจอแสดงผล ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่โดยไม่รบกวนสมาธิแม้แต่น้อยแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ติดตั้งบนพวงมาลัยสปอร์ต ให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ในระหว่างเลี้ยวโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยนิสสัน GT-R รุ่นปี 2020 ทั้งหมดมาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงและการสื่อสารในตัว ให้เจ้าของรถล็อคหรือปลดล็อกประตูได้จากระยะไกล เปิดใช้งานการเตือนต่างๆ เรียกใช้บริการฉุกเฉินหรือติดตามที่อยู่ของรถผ่านแอพพลิเคชันในสมาร์ทโฟน ระบบเสียงแบบพรีเมียมของ BOSE® มาพร้อมกับลำโพงประสิทธิภาพสูง 11 ตัว และ Active Sound Management เพื่อให้ประสบการณ์การขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้นลูกค้าที่สนใจ GT-R จะได้รับความอุ่นใจจากมาตรฐานการบริการหลังการขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟของนิสสัน โดยสยาม นิสสัน ทีเคเอฟ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นศูนย์บริการรถสมรรถนะสูงของนิสสัน หรือ นิสสัน ไฮเพอร์ฟอร์มแมนซ์ เซ็นเตอร์ (Nissan High Performance Center) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าและดูแลยนตรกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างดีที่สุดโดย GT-R รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี จำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคา 11.3 ล้านบาท พร้อมการรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรและการบริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟโดยสยาม นิสสัน ทีเคเอฟ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นศูนย์บริการรถยนต์สมรรถนะสูงของนิสสัน หรือ นิสสัน ไฮเพอร์ฟอร์มแมนซ์ เซ็นเตอร์ (Nissan High Performance Center) แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด
นอกจากการเปิดตัว Nissan GT-R 2020 ก็อดซิลล่าลิมิเต็ด รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 นี้ ทางนิสสัน ยังได้จัดแสดงรถยนต์รุ่นยอดนิยมทั้ง นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ รถยนต์แบบซีดานอัจฉริยะ หรือ Intelligent Urban Sedan นี้ ได้รับการออกแบบให้มิติภายนอกปราดเปรียวขึ้น กว้าง และยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์ของนิสสัน แบบ “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้าและไฟท้ายทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น (kick-up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (floating roof)ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ ของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ให้กำลังมากขึ้นพร้อมอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น มีพละกำลังมากขึ้นและน้ำหนักที่ลดลง ให้อัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque) ทำให้ สมรรถนะของอัลเมร่า ใหม่ โดดเด่นในกลุ่มรถยนต์แบบซิตี้คาร์ และพร้อมจำหน่ายภายในงานมหกรรมยานยนต์นี้ แล้วเริ่มส่งมอบรถ ในเดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นไป
สำหรับการจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบทางนิสสันได้ขนเอา นิสสัน นาวารา เอ็น-เทรค วอร์ริเออร์ (Navara Navara N-TREK Warrior) ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่หลากหลาย (รวมถึงชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริม) ซึ่งปรับปรุงทั้งการใช้งานและสมรรถนะ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ แผงกันชนเหล็ก กันกระแทกบริเวณใต้เครื่องยนต์ แถบไฟ LED ครอบไฟตัดหมอกสีส้มเข้มที่มาพร้อมกับ ‘bark buster’ ล้ออัลลอยสีดำที่เป็นเอกลักษณ์ขนาด 17 นิ้ว ยางคูเปอร์ (Cooper) ขนาด 32.2 นิ้ว และพนักพิงศีรษะด้านหน้าปักสัญลักษณ์ เป็นต้นในงานยังจะได้สัมผัส นิสสัน ลีฟ ใหม่ ซึ่งเป็นไอคอนของแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำของนิสสันในด้านการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมี รถยนต์ยอดนิยมที่จัดแสดงในบูธ ได้แก่ นิสสัน โน๊ต นิสสัน เทอร์ร่า และนิสสัน เอ็กซ์เทรล เพื่อให้ลูกค้าที่สนใจได้เลือกอย่างมากมาย พร้อมรถยนต์ อัลเมร่า ลีฟ และเอ็กซ์เทรล ให้ทดสอบขับสำหรับลูกค้าที่สนใจภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป
เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้านิสสันสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ที่พวกเขาชื่นชอบ การส่งเสริมการขายของนิสสันภายใต้แคมเปญ ‘THE POWER OF 0%’ ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 ธันวาคม 2562 ซึ่งเสนออัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมพร้อมฟรีการประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection เป็นเวลาสามปี สำหรับรถยนต์รุ่นที่ร่วมรายการ โปรโมชันมีเฉพาะภายในงานหรือที่ตัวแทนจำหน่ายของนิสสันทั่วประเทศยลโฉมความอ่อนไหวที่แฝงในร่างดุดันของเจ้า Nissan GT-R 2020 ก็อดซิลล่าลิมิเต็ด ตัวเป็น ๆ และผองเพื่อน ได้แล้วที่บูธนิสสัน A12 ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562 ที่ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อสอบถามศูนย์บริการคอลเซ็นเตอร์ของนิสสัน 02 401 9600 หรือเว็บไซต์ Nissan Motor Thailand

