Chevrolet Montana 2026 รถกระบะขนาดเล็กขุมพลังเบนซิน 1.2T ในบราซิล
Chevrolet Montana 2026 รถกระบะขนาดเล็กในบราซิล รุ่นปรับปรุงใหม่ พร้อมออปชัน ปรับขุมพลังเบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร ใหม่แรงขึ้นเป็น 141 แรงม้า เปิดราคาจำหน่ายเริ่มที่ 141,790 เรอัลบราซิล หรือประมาณ 8.31 แสนบาท ในตลาดอเมริกาใต้
Chevrolet ในประเทศบราซิล ยังคงสร้างกระแสในตลาดอเมริกาใต้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทยอยเปิดตัวรถรุ่นที่ได้รับการอัปเกรดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Chevrolet Onix ที่มีทั้งในรูปแบบตัวถังซีดาน และ แฮทช์แบ็ก, Tracker crossover รวมถึงรถรุ่นใหม่ Spark EUV และ Captiva EV

ล่าสุดทางเชตโลเลตในบราซิลก็ได้เปิดตัวออกมาอีกรุ่นนั้นก็คือรถกระบะ Chevrolet Montana โดยในรุ่นใหม่นี้จะเป็นเวอร์ชันที่ได้รับการอัปเกรดใหม่จากรุ่นที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา

โดย Chevrolet Montana โฉมปี 2026 แม้จะมีรูปลักษณ์หน้า่ตาที่เหมือนเดิม แต่จะมีการอัปเกรดเพิ่มเติมในส่วนชุดอุปกรณ์ตามรุ่นย่อยต่าง ๆ รวมถึงปรับบเซทขุมพลังให้มีกำลังมากขึ้นจากรุ่นที่ผ่านมา


โดยในรุ่น Premier และ RS จะได้รับชุดล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมเฉดสีตัวถังใหม่มากับเฉดสีแดง Scarlet Red ใหม่ ขณะที่ในรุ่น MT ที่เป็นรุ่นเริ่มต้น ก็ได้รับการอัปเกรดด้วยเช่นกัน โดยมาพร้อมกระจกมองข้าง และมือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ส่วนงานดีไซน์อื่น ๆ นั้นยังเดิม ไม่ว่าจะเป็นชุดไฟหน้าที่เป็นแบบ Full LED มาในสไตล์แบบแยกส่วน โดยด้านบนจะเป็นไฟ DRL แบบเดียวกับที่เห็นใน Blazer และ Seeker ส่วนชุดไฟส่องสว่างด้านล่างจะอยู่ในกรอบเดียวกันกับไฟเลี้ยว

ขณะที่ในส่วนกระจังหน้าจะมาในทรงเหลี่ยมขนาดใหญ่พร้อมแถบคาดแนวนอนที่ ตรงกลางติดตราโบว์ไทสีทอง ส่วนในรุ่น RS จะเป็นตราโบว์ไทสีดำที่ล้อมกรอบด้วยโครเมียม ส่วนตัวกันชนหน้ายังคงออกแบบในสไตล์รถสายลุย มาพร้อมช่องดักอากาศ และการ์ดกันกระแทกใต้ห้องเครื่อง

ขณะที่ด้านหลังมีการติดตั้งไฟท้าย LED ขนาดเล็ก มาพร้อมแถบคาดสีดำที่ฝาท้าย เสริมความสปอร์ตด้วยสปอร์ตบาร์ที่กระบะท้ายมาพร้อมชุดไฟเบรกดวงที่ 3 ที่อยู่บนหลังคา

ในด้านขนาดมิติตัวถังจะมีขนาดที่กระทักรัดโดยมีความยาวอยู่ที่ 4,717 มม. ความกว้าง 1,798 มม. ความสูง 1,659 มม. และมีระยะฐานล้อที่ยาว 2,800 มม.

สำหรับภายในห้องโดยสาร ถูกดีไซน์ให้มีความทันสมัย แผงแดชบอร์ด ในรุ่นท๊อปจะมากับแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 8 นิ้ว ส่วนในรุ่น MT ที่เป็นรุ่นพื้นฐานจะเป็นมาตรวัดแบบอนาล็อก 2 จอ ส่วนจอแสดงผลอินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัมในรุ่นท๊อปจะมีขนาด 11 นิ้ว ขณะที่ในรุ่นเริ่มต้นจะมีขนาด 8 นิ้ว โดยจะติดตั้งอยู่ในกรอบเดียวกัน รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay ไร้สาย โดยไม่ว่ารุ่นไหนจะได้รับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังสีดำแบบสามก้าน

ด้านชุดอุปกรณ์มากับเบาะนั่งทรงสปอร์ตหุ้มด้วยหนังสีดำเกรดพรีเมียม, ระบบเครื่องเสียง JBL พร้อมลำโพง 4 ตำแหน่ง และซับวูฟเฟอร์, แท่นชาร์จสมาร์ตโฟนแบบไร้สาย, ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล, ปุ่มกดสตาร์ท, ระบบกุญแจ Keyless Entry, กุญแจพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะใกล้, ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง, ระบบละลายฝ้ากระจกหลัง, แผ่นรองพื้นกระบะรถบรรทุก, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และระบบ Wi-Fi

โดยในส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่นั้นจะเป็นชุดไฟ Ambient Lighting ส่องสว่างรอบห้องโดยสาร, พรมปูพื้นขอบยกสูง, ไฟส่องพื้น, ระบบเสียงระดับพรีเมียม พร้อมทั้งยังได้รับแร็คสำหรับติกตั้งรถจักรยาน และขอเกี่ยวท้ายรถ โดยจะรองรับน้ำหนักในการลากจุงสูงสุดที่ 400 กก.

นอกจากนี้ที่กระบะท้ายจะมาในแบบมัลติเฟล็กซ์ที่มีความจุ 874 ลิตร รองรับอุปกรณ์เสริมกว่า 20 รายการ รวมถึงยังมากับแผ่นกั้นห้องสัมภาระ, ตะขอสำหรับผูกยึด, ไฟส่องสว่างด้านข้าง และฝาปิดกระบะท้าย

ด้านระบบความปลอดภัยจะมากับ ระบบเตือนการชน, กล้องมองหลัง, ระบบตรวจจับจุดบอด และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งยังได้รับระบบ OnStar ของ GM มาพร้อมกับระบบ Safe Tracking ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามเส้นทางของรถได้ชั่วคราว

Chevrolet Montana 2026 ยังคงถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มแบบ Unibody ในด้านพละกำลังปรับเซทใหม่ให้มีกำลังที่มากขึ้นกว่าเดิม โดยจะมากับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน Turbo Flex 3 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร ที่ให้กำลัง 104 kW / 141 แรงม้า (จากรุ่นเดิมที่มีกำลัง 98 kW / 133 แรงม้า ) โดยระบบส่งกำลังจะมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด โดยส่งกำลังไปยังคู่ล้อหน้า


นอกจากทางเชตโลเลตยังเคลมไว้ว่า Montana รุ่นปรับปรุงใหม่นี้จะมีมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำใันเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นถึง 4% เมื่อเปรียบกับรุ่นก่อนหน้านี้



สำหรับ Chevrolet Montana (เชฟโรเลต มอนทาน่า) โฉมปี 2026 จะถูกผลิตในประเทสบราซิล โดยจะเน้นวางจำหน่ายในตลาดอเมริกาใต้ ทั้ง ที่บราซิล, อาร์เจนตินาและอุรุกวัย ทางผู้ผลิตเปิดราคาจำหน่ายไว้ระหว่าง 141,790 – 177,290 เรอัลบราซิล หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราว ๆ 8.31 แสนบาท – 1.03 ล้านบาท
หล่อ สปอร์ต ใจดี มีเสียบปลั๊ก ทดสอบ BMW i8 ROADSTER
-กกก+
ย้อนกลับไปในช่วงกลางยุค 1970 ค่าย BMW มีความต้องการที่จะสร้างรถแข่งเครื่องวางกลางลงไปปะทะความแรงกับแบรนด์รถสปอร์ตชั้นนำในการแข่งขันทัวริ่งคาร์ชิงแชมป์โลก กฎของ FIA ที่ออกมาบังคับใช้กับบริษัทรถยนต์ที่แจ้งความประสงค์จะส่งรถแข่งภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เพื่อลงไปประกาศศักดาด้านประสิทธิภาพ โดย FIA ระบุว่า บริษัทรถยนต์นั้นๆ จะต้องผลิตรถรุ่นดังกล่าวที่ใช้ลงแข่งจำนวน 400 คัน เพื่อส่งออกขาย ด้วยความที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการผลิตรถสปอร์ตเครื่องวางกลางลำ โดยเฉพาะการสร้างรถแข่งที่มีเครื่องยนต์อยู่ด้านหลังคนขับของ BMW ให้เทียบเคียงกับรถสปอร์ตจากอิตาลี BMW จึงส่งโครงการสร้างรถแข่งเครื่องวางกลางให้กับ Lamborghini ช่วยออกแบบและสร้างรถต้นแบบให้เสร็จทันต่อความต้องการสำหรับสนามแรก


…



การร่วมมือกันในครั้งนั้น ก่อกำเนิด BMW M1 รถสปอร์ตเครื่องวางกลางที่ออกแบบเส้นสายโดย Giugiaro มันใช้เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร 277 แรงม้า เป็นเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 6 สูบ หลังจากนั้น บริษัทรถสปอร์ตอย่าง Lamborghini ประสบปัญหาทางการเงิน โดยขาดทุนอย่างหนักจนหมดงบประมาณที่จะดำเนินการต่อโดยที่ไม่ต้องขายกิจการ บริษัท BMW เองก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด เนื่องจากกำไรจากการขายรถในช่วงนั้นยังคงมีไม่มากนัก โครงการรถแข่งที่ใช้ชื่อรุ่นว่า M1 จึงถูก BMW นำกลับมาสร้างต่อจนเสร็จ ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นทำให้ BMW ไม่สามารถผลิตรถรุ่นนี้ได้ทันตามกฎของ FIA การหาทางออกที่ดีจึงเกิดขึ้น ด้วยการแข่งขันที่ BMW จัดขึ้นเองและมีชื่อเรียกว่า ProCar Racing เพื่อแข่งกันเองแบบ One Make Race ทำให้รถเครื่องวางกลางรุ่นแรกสุดในนาม BMW M1 ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นจำนวนทั้งสิ้นเพียง 453 คันเท่านั้น


…



…
เวลาผ่านไปเกือบสี่สิบปี ในปี 2014 BMW ก็ให้กำเนิดรถสปอร์ตพลังงานผสมเครื่องยนต์วางกลางลำบวกมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงบิดและระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ เป็นครั้งแรกที่รถยนต์ในตระกูล iperformance ได้ลืมตาดูโลกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของพลังงานที่จะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ในอนาคต i8 เป็นโครงการสร้างรถสปอร์ตแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด เครื่องวางกลางลำตัวของ BMW Group ที่เข้ามาสานต่อเทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อนแบบผสานพลังงานสองระบบบนเรือนร่างของรถซุปเปอร์คาร์ มันถูกออกแบบและพัฒนาโดยใช้เวลาเพียงแค่ 38 เดือน เป็นโครงการสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ที่รวดเร็วที่สุดของแบรนด์ตราใบพัด ระยะเวลาของการสร้างที่ไม่มาก กับจำนวนวิศวกรผู้ทำการวิจัยและพัฒนาเพียงน้อยนิดกับการออกแบบและลงมือผลิตรถยนต์ที่มีวิศวกรรมยานยนต์สลับซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่ BMW เคยลงมือทำออกขาย แนวคิดใหม่ทำให้มันออกมาดูดีสุดๆ ด้วยการใช้ความแปลกแยกในด้านระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างจากรถซุปเปอร์คาร์ทั่วไป


…


BMW i8 ทั้ง Coupe ที่ลืมตาดูโลกในปี 2014 และ Roadster ที่ตามออกมาในปี 2018 เหมือนกันทุกอย่างยกเว้นหลังคาผ้าพับไฟฟ้าของ i8 Roadster ที่แตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง Coupe รวมถึงราคา 12,999,000 บาท ของรุ่นเปิดประทุนสองที่นั่งก็ยังแพงกว่ารุ่นหลังคาแข็ง แชสซีของ i8 ทำจากอะลูมิเนียม โดยมีโครงที่ยึดโยงเข้ากับเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบวางกลางลำตัว โครงแชสซีด้านหน้ายึดติดกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน โดยมีหน่วยให้พลังงานเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่วางไว้กึ่งกลางรถแบบตามยาวขั้นกลางระหว่างเพลาหน้าและเพลาท้าย เฉพาะน้ำหนักของชุดแบตเตอรี่ปาเข้าไป 100 กิโลกรัม รวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดไฮบริดที่มีน้ำหนักอีกร่วม 100 กิโลกรัม โครงโลหะที่ใช้ยึดคอนโซลหน้าผลิตขึ้นรูปจากแมคนีเซียม กระจกบังลมทุกบานเคลือบสารพิเศษทำให้มีความหนาลดลงเหลือ 0.7 มิลลิเมตร


เปลือกตัวถังที่ใช้ห่อหุ้มโครงสร้างทำจากวัสดุพวกเทอร์โมพลาสติกน้ำหนักเบา สำหรับขุมกำลังแบบใหม่ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo บล็อกเดียวกับ MINI Cooper 2014 เครื่องยนต์ B38K15 ตัวจิ๋วทำงานขับเคลื่อนล้อหลังผสานร่วมแกนไปกับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 1 ซึ่งวางไว้ที่เพลาขับหน้า เมื่อมอเตอร์และเครื่องยนต์ทำงานพร้อมกัน เจ้า i8 Roadster จะมีพละกำลัง 374 แรงม้ากับแรงบิด 570 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.6 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง BMW เคลมว่า สมรรถนะในการวิ่งด้วยมอเตอร์ล้วนโดยไม่พึ่งพากำลังจากเครื่องยนต์สามารถไปได้ไกล 53 กิโลเมตร (วิ่งจริงได้ประมาณ 30-35 กิโลเมตร) โดยมีการปล่อยมลพิษในโหมด EV เท่ากับ 0 เมื่อเครื่องยนต์ไม่ติดแล้ววิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ มันก็เป็นรถที่สะอาดแทบจะไม่ต่างไปจากรถไฟฟ้า แค่ระยะทางการวิ่งด้วยมอเตอร์เท่านั้นที่ยังเป็นรองรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ข้อดีของ i8 Roadster ก็คือแบตเตอรี่ถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อแบตฯหมดที่ระยะ 35 กิโลเมตร คุณยังไปต่อได้ด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ ขุมกำลังขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสามารถขับเร็วจี๋แบบรถสปอร์ตสมรรถนะสูงได้อย่างสบายๆ เครื่องยนต์ตัวเล็กยังกินเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็นอีกตะหาก การวิ่งไปชาร์จไปจะทำให้คุณมีพลังไฟมากพอสำหรับป้อนมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการเร่งความเร็ว




มอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูงสองตัว เป็นมอเตอร์แบบใหม่ที่คิดค้นขึ้นโดยวิศวกรของ BMW มอเตอร์ไฟฟ้าตัวแรกวางอยู่ด้านหน้ารับหน้าที่ในการขับเคลื่อนล้อหน้า โดยสามารถผลิตแรงม้าได้ 142 ตัว ส่งแรงบิดของมอเตอร์ไปยังล้อหน้า ผ่านการควบคุมของชุดทดกำลังแบบ 2 สปีด ในสภาวะปกติถ้ามีไฟในแบตเตอรี่ BMW i8 จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เพียวๆ โดยสามารถใช้เพียงแค่มอเตอร์จากความเร็ว 0-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยวิ่งได้ระยะทาง 22 ไมล์ หรือประมาณ 35 กิโลเมตร ก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดไฟแล้วเครื่องยนต์จะเข้ามารับหน้าที่ขับเคลื่อนและชาร์จไฟต่อไป การจอดชาร์จแบบปกติไม่ใช่การชาร์จเร็วต้องใช้เวลาชาร์จนาน 3 ชั่วโมง


มอเตอร์ตัวที่ 2 ติดตั้งอยู่ด้านหลังใกล้กับเครื่องยนต์ รับหน้าที่ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ ทำตัวเป็นเจนเนอเรเตอร์ในการปั่นกระแสไฟฟ้าไปกักเก็บยังแบตเตอรี่เพื่อสำรองพลังงานผ่านชุดฟลายวีล ส่วนมอเตอร์ที่รับหน้าที่หมุนล้อคู่หน้าสำหรับการขับเคลื่อนมีขนาดกำลัง 142 แรงม้า กับแรงบิดที่ไม่มีการรอรอบใดๆ ทั้งสิ้นที่ 250 นิวตันเมตร ส่งถ่ายตรงๆ ลงไปยังล้อขับเคลื่อนคู่หน้า มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องหากมีกระแสไฟพอเพียง เมื่อความเร็วของตัวรถเกิน 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบจะเข้ามารับช่วงการขับเคลื่อนต่อ เครื่องยนต์ตัวจิ๋วประสิทธิภาพเหลือร้ายตัวนี้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อลิตรที่ 160 แรงม้า/ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 2 ติดตั้งอยู่กับฟลายวีลและใช้เป็นตัวปั่นกระแสไฟมีขนาด 11 กิโลวัตต์ โดยรับหน้าที่เป็นไดสตาร์ตไปในตัว เมื่อผู้ขับเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ มอเตอร์ตัวนี้จะหมุนเร่งรอบและทำตัวเหมือนกับฟลายวีลของรถแข่ง ระบบเกียร์เป็นแบบ 6 สปีดออโต ที่มีอัตราทดค่อนข้างกระชับและไว การออกแบบที่ดีในแง่มุมของวิศวกรรมชั้นสูง ด้วยการวางมอเตอร์ แบตเตอรี่และเครื่องยนต์ให้อยู่ในช่วงของฐานล้อและติดตั้งอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ส่งผลไปถึงการตอบสนองต่อการควบคุมที่ว่องไวปราดเปรียวเหมือนกับซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางชั้นดีจากอิตาลี


สำหรับล้อและยาง เจ้า i8 ใส่ล้ออัลลอยขอบประหลาดล้ำ ยางหน้าขนาด 215/45R20 ส่วนยางหลังมีขนาด 245/40R20 เป็นยาง Bridgestone Potenza s001 แบบพิเศษที่มีไซส์แปลกประหลาดเอาเรื่อง


ในบางแง่มุมของเครื่อง 3 สูบเทอร์โบ เมื่อดูจากตัวเลขประสิทธิภาพของการให้กำลังในรูปของแรงบิดนั้นอยู่ในเกณฑ์ดีใช้ได้เลยทีเดียว เครื่องยนต์ 3 สูบแบบแถวเรียง มีปริมาตรความจุแค่ 1,499 ซีซี 12 วาล์ว อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลัง 230 แรงม้าที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดจากเครื่องยนต์วัดได้ 236 ปอนด์-ฟุต ที่ 3700 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังที่ล้อหน้าผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าใช้เกียร์แบบ 2 สปีดออโต ส่วนชุดส่งกำลังจากล้อหลังผ่านเครื่องยนต์เป็นเกียร์ 6 สปีดออโต ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลวิชโบน ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ตัวเลขอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า 48% หลัง 52% น้ำหนักตัวรถทั้งคันที่ 1,539 กิโลกรัม หนักกว่ารุ่น Coupe เล็กน้อย น้ำหนักส่วนใหญ่เกิดจากชุดแบตเตอรี่ไฮบริดและมอเตอร์ ส่วนตัวเลข 230 แรงม้าที่เป็นย่านกำลังของเครื่อง 3 สูบนับว่าสูงมาก มอเตอร์สตาร์ตและไดชาร์จขับเคลื่อนด้วยสายพาน ใต้ท้องบริเวณกึ่งกลางลำตัวซึ่งเป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ขนาด 11.6 กิโลวัตต์/ชั่วโมง แบตฯ มีประสิทธิภาพพอตัว ออกแบบมาเพื่อการชาร์จกระแสไฟเข้าอย่างรวดเร็ว โดยสามารถชาร์จกำลังไฟ 80% ในสถานีจ่ายไฟด้วยระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ความเบาของตัวรถทำให้ i8 Roadster วิ่งได้โดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ที่ความเร็วไม่เกิน 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไกล 35 กิโลเมตร เมื่อขับอยู่ในโหมด EV ที่ใช้มอเตอร์ล้วน ระบบเกียร์แบบ 2 สปีดที่ล้อขับเคลื่อนคู่หน้าจะอยู่ในอัตราทดต่ำ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนที่ล้อหน้าสามารถปั่นพลังแรงบิดไปจนถึงย่านความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยอัตราทดเกียร์สูงได้โดยไม่ทำให้รอบของการหมุนสูงมากจนเกินไป ระบบจัดการแรงบิดทั้งหน้าและหลังจะผสานการทำงานถ่ายเทแรงบิดแบบอัตโนมัติและเป็นชิ้นส่วนที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากที่สุดของ BMW i8 Roadster






โครงสร้างเปลือกตัวถังของ BMW i8 Roadster ทำจากวัสดุผสมน้ำหนักเบาคาร์บอนไฟเบอร์ ส่วนโครงแชสซีที่ต้องการความแข็งแกร่งและต้องรองรับการบิดตัวขณะซิ่งเต็มกำลังใช้อะลูมินั่มอัลลอยเกรดเหนียวพิเศษ ห้องโดยสารแบบกล่องถูกติดตั้งลงไปบนแชสซี เมื่อใช้วัสดุที่มีความคงทนและมีน้ำหนักเบากว่าโลหะประเภทเหล็ก ทำให้ BMW i8 Roadster มีน้ำหนักตัวรถทั้งสิ้น 1,539 กิโลกรัม น้ำหนักส่วนใหญ่เป็นน้ำหนักที่เกิดจากแบตเตอรี่ ระบบ Hybrid มอเตอร์ไฟฟ้า และช่วงล่าง น้ำหนักของชุดแบตฯ มอเตอร์ไฟฟ้ากับสายไฟในระบบมากถึง 220 กิโลกรัม บวกน้ำหนักของหลังคาผ้าใบและชุดมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับการพับหลังคาอีก 45 กิโลกรัม ที่เหลือเป็นน้ำหนักของล้อและยาง โครงสร้างหลัก เปลือกตัวถัง ระบบเบรก ถังเชื้อเพลิง และอุปกรณ์ปลีกย่อยอื่นๆ




มิติตัวถังของ i8 Roadster มีขนาดความยาว 4,689 มิลลิเมตร กว้าง 1,942 เมื่อยังไม่ได้เปิดบานประตูทรงปีกนก และเมื่อเปิดบานประตูทั้งสองออกไปจนสุดมันจะมีขนาดความกว้างวัดจากขอบประตูซ้ายไปขวามากถึง 3,046 มิลลิเมตร เป็นรถสปอร์ตที่ต้องเผื่อที่จอดเมื่อต้องใช้พื้นที่ด้านข้างสำหรับการเปิดประตูทรงปีกนก สัดส่วนความสูงอยู่ที่ 1,298 มิลลิเมตร สูงกว่าซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางเล็กน้อย ความยาวฐานล้อ 2,800 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,644 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หลัง 1,715 มิลลิเมตร ความยาวโอเวอร์แฮงค์หน้า 960 มิลลิเมตร หลัง 929 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,539 กิโลกรัม






หลังคาผ้าใบไฟฟ้าความหนาสามชั้นมีส่วนช่วยทำให้น้ำหนักของ i8 Roadster เพิ่มขึ้นจากรุ่น Coupe ไม่มากนัก หลังคาทำงานเร็ว ที่ความเร็วขณะเคลื่อนที่ไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การพับเก็บหรือกางออกใช้เวลาแค่ 14 วินาที คุณสามารถวิ่งไปพับไปที่ความเร็วต่ำโดยไม่จำเป็นต้องจอดรถ หลังคาผ้าใบเคลือบสารกันน้ำตัดปัญหาน้ำรั่วเมื่อขับท่ามกลางสายฝน การทำงานที่เงียบและเร็ว รวมถึงการเก็บเสียงที่ดี ทำให้หลังคาผ้าใบใน i8 Roadster เหมาะสมกับรูปแบบรถสปอร์ตเปิดประทุนสองที่นั่ง ซึ่งมีให้ทั้งความคลาสสิกและน่าใช้งาน









ระบบสร้างเสียงเครื่องยนต์ผ่านลำโพงและซัปวูฟเฟอร์ ให้เสียงเครื่องยนต์ที่สมจริงและสร้างความเร้าใจในขณะขับเคลื่อนด้วยโหมดสปอร์ต ลำโพงแบบไฮไฟที่ติดตั้งอยู่รอบห้องโดยสารให้ซุ้มเสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังแต่ออกมาในรูปแบบของการสังเคราะห์ผ่านโปรแกรมในระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคนิคที่สุดยอดทำให้อารมณ์การขับขี่จากประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ 3 สูบทำออกมาได้ใกล้เคียงกับพละกำลังของเครื่องยนต์แบบ 6 สูบ จากการเสริมแรงของมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ล้อหน้าและเครื่องยนต์ที่ด้านหลัง เมื่อทั้งสองระบบทำงานไปพร้อมๆ กัน ระบบช่วยทรงตัว ESP จัดการกับล้อหน้าขนาดหน้ายางแคบโดยจะส่งถ่ายความมั่นคงและเข้ามาแทรกแซงด้วยการลดแรงบิดหรือสั่งเบรกล้อด้านใดด้านหนึ่งที่กำลังสูญเสียแรงยึดเกาะ ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ยังเข้ามาเสริมให้การควบคุมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม สำหรับค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศหรือแอร์โรไดนามิกอยู่ที่ 0.26 การประยุกต์ใช้วัสดุน้ำหนักเบา ควบรวมกับเทคโนโลยีของการบริหารพลังงานในระบบ ActiveHybrid กับเทคโนโลยีของระบบอัดอากาศแบบใหม่ ที่ยังคงไม่มีค่ายรถใดเสมอเหมือน ระบบเบรกแบบสะสมพลังงาน Brake Energy Re-generation เป็นการนำเอาพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นจากการเบรก และสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ในรถทั่วๆ ไป ให้สามารถนำกลับมาใช้ในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้า โดยประจุพลังไฟกลับคืนไปยังแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องตลอดการขับขี่ใช้งาน





เจ้าของ i8 ทุกคนสามารถสวนคันเร่งลงจนสุด การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการทำงานพร้อมๆ กันทั้งเครื่องสามสูบและมอเตอร์ไฟฟ้าที่ผนวกรวมสองระบบ กำลังในรูปของแรงบิดจากเครื่องยนต์ที่ล้อหลังและจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหน้า จะส่งถ่ายลงพื้นทีเดียวพร้อมๆ กันไป และทำให้มันกลายสภาพเป็นซุปเปอร์คาร์ขับเคลื่อน 4 ล้อทันที เมื่อวิ่งใช้งานในเมืองจนแบตเตอรี่เหลือกำลังไฟน้อยเต็มทน ระบบ AcitveHybrid จะเข้ามาสั่งการให้เครื่องยนต์ติดตัวเองขึ้นมาทันที และเข้ามามีบทบาท โดยรับหน้าที่ในการขับเคลื่อนต่อจากพลังงานของมอเตอร์ นอกจากจะทำการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แล้ว ระบบ ActiveHybrid ของ BMW ยังสั่งงานไปที่ระบบชาร์จพลังงาน มันจะชาร์จประจุไฟฟ้ากลับคืนไปยังแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง ตลอดการใช้งาน จนกว่าเจ้าของจะทำการดับเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ตัวจิ๋วขนาด 3 กระบอกสูบ ไซส์ 1.5 ลิตรทำงาน มันจะมีการปล่อย CO2 เพียง 52 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งไม่เคยมีรถสปอร์ตคันไหนในโลก ที่จะสามารถลดการปล่อยมลพิษได้ต่ำมากกว่านี้มาก่อน

