Dacia Hipster
9 Oct 2025
ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า Dacia Hipster รถแนวคิดรถไฟฟ้าสำหรับอนาคต ใช้ดีไซจ์นตัวรถทรงกล่อง ที่มีเนื้อที่ภายในกว้างขวางเกินตัว ตัวรถภายนอกมีความยาวเพียง 118.1 นิ้ว (2.99 เมตร) สั้นกว่าความยาว 3.4 เมตร ของรถเคคาร์ด้วยซ้ำ มีความสูงเพียง 60 นิ้ว (1.52 เมตร) และความกว้าง 61 นิ้ว (1.55 เมตร) มีน้ำหนัก 1,764 ปอนด์ หรือ 800 กก.

แม้มีขนาดเล็กกะทัดรัด แต่ภายในสามารถรับผู้โดยสารได้ถึง 4 ที่นั่ง และมีห้องเก็บสัมภาระด้านหลังความจุ 2.5 ลูกบาศก์ฟุต หรือ 70 ลิตร เมื่อพับพนักเบาะหลังจะได้ความจุมากถึง 17.6 ลูกบาศก์ฟุต หรือ 500 ลิตร
ข้อมูลแพคแบทเตอรียังไม่แจ้งความจุ แต่ด้วยขนาดค่อนข้างเล็ก และน้ำหนักไม่มากนัก คาดว่าใช้แบทเตอรีขนาดเล็ก ซึ่งบริษัทยืนยันว่าพอสำหรับการใช้งานประจำวัน และชาร์จเพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งก็พอ

ด้วยตัวรถทรงกล่อง ทำให้ออกแบบอุปกรณ์ได้ง่าย และลดต้นทุนการผลิตได้มาก แม้แต่ชุดไฟท้ายติดตั้งในห้องโดยสารหลังบานประตูกระจกหลัง ส่วนมือจับประตูภายในรถใช้สายรัดผ้า ซึ่งมีต้นทุนต่ำ และน้ำหนักเบา
เบาะนั่งทั้ง 4 ใช้วัสดุผ้าตาข่าย หมอนรองศีรษะแบบแยก ช่วยลดต้นทุนได้อีก แต่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ ด้วยแอร์แบกสำหรับคนขับ และผู้โดยสารในแถวหน้า

ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางสามารถตอบโจทย์การใช้งาน ด้วยจุดยึด 11 จุด สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ เช่น ที่วางถ้วย, ไฟส่องแผนที่, ขายึดลำโพงบลูทูธ หรือแม้แต่ที่วางแขน
Dacia Hipster ใช้แนวคิดเรียบง่าย และทันสมัย เป็นการรวบรวมแนวคิดการใช้งานจริงเพื่อผลิตขึ้นมาเป็นรถ จนไม่ต้องเพิ่มงบประมาณติดตั้งอุปกรณ์เพิ่ม หรือมีอุปกรณ์ที่ซับซ้อน นับว่าเป็นรถไฟฟ้า 4 ล้อเล็ก ที่ยกระดับเป็นเคคาร์ของยุโรป

Dacia Hipster เปิดตัวในขณะที่สหภาพยุโรปกำลังอยู่ในระหว่างการออกกฎหมายใหม่ สำหรับรถไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ไม่ต้องมีข้อกำหนดระดับเดียวกับรถไฟฟ้ามาตรฐาน จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ ผู้บริโภคไม่ต้องจ่ายแพง และบริษัทผู้ผลิตยังมีกำไร แม้ตั้งราคาที่ระดับ 20,000 ยูโร หรือประมาณ 7.58 แสนบาท
Alpine A110 San Remo 73 รุ่นพิเศษในโอกาส 50 ปีที่ชนะการแข่งแรลลี
By บรรณาธิการ
March 24, 2023
707
0
Share:

แม้ Alpine กำลังพัฒนารถไฟฟ้าของตนเองอยู่ แต่ผู้ผลิตรถสปอร์ตฝรั่งเศสรายนี้ก็ยังขยันนำเอารถรุ่น A110 ที่ขายอยู่ของตนมาทำเป็นรุ่นพิเศษผลิตจำกัด โดยรถรุ่นพิเศษที่เพิ่งส่งออกมาคือ A110 San Remo 73 ในโอกาสกาส 50 ปีที่ชนะการแข่งแรลลีซานรีโม ซึ่งเป็นการชนะเวิร์ลด์แรลลีแชมเปียนชิพในฐานะทีมผู้ผลิตเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเมื่อปี 1973

Alpine A110 San Remo 73 มาในแนวทางเดียวกับA110 Tour de Corse 75 รถรุ่นพิเศษที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว โดยรถที่แต่งพิเศษเพื่อแสดงถึงการสืบทอดประวัติศาสตร์ด้านมอเตอร์สปอร์ตของบริษัทเหมือนกัน และตัวเลขในชื่อรถก็มาจากปีในอดีตเหมือนกัน

รถแต่งพิเศษรุ่นใหม่มีภายนอกเป็นเฉดสีฟ้า Caddy Blue พร้อมเพิ่มความโดดเด่นด้วยเสาของรถสีดำ และหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์สีแดง นอกจากนี้ยังมีลายกราฟฟิกสีดำ–ขาวพร้อมชื่อรุ่นพิเศษสีแดงทั้งที่ฝากระโปรงหน้า ประตู และกันชนหลังของรถ ปิดท้ายความพิเศษด้วยล้ออัลลอยลาย Grand Prix ขนาด 18 นิ้วสีขาวที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งแรลลี พร้อมมีคาลิเปอร์เบรก Anthracite จาก Brenbo อยู่ด้านหลัง



ห้องโดยสารของรถเน้นการใช้ไมโครไฟเบอร์เดินด้ายสีเทา รวมทั้งมีเบาะบั๊กเก็จซีตชิ้นเดียวจาก Sabelt Racing ปักโลโก้ 73 World Champion ที่พนักพิงหลังและมีเข็มขัดนิรภัย 6 จุดสำหรับรถแข่ง ส่วนที่แผงประตูรถมีการแต่งด้วยแถบกราฟฟิกสีดำ-ขาวเหมือนภายนอก รวมไปถึงมีแป้นเหยียบสปอร์ตสำหรับผู้ขับ ที่วางเท้าอลูมิเนียมสำหรับผู้โดยสาร และพรมปูพื้นพิเศษเฉพาะรุ่น


อย่างไรก็ตาม แม้รถจะนำแนวทางการแต่งมาจากมอเตอร์สปอ์ต แต่ก็มาพร้อมกับอุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มความสะดวกและความรื่นรมณ์ในการขับอย่างเซ็นเซอร์หน้า-หลังสำหรับจอดรถ กล้องมองหลัง และระบบเสียง Focal Audio และแน่นอนว่ามีป้ายระบุหมายเลขการผลิตของรถเพื่อบ่งบอกถึงการเป็นรถรุ่นพิเศษผลิตจำกัด

ขุมกำลังของรถยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ 1.8 ลิตร เทอร์โบเหมือนกับรถรุ่นมาตรฐาน ทำให้มีกำลังขับเคลื่อน 300 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุด 340 นิวตัน-เมตร สำหรับจำนวนการผลิตของรถสปอร์ตรุ่นพิเศษอยู่ที่ 200 คัน ส่วนราคาอยู่ที่ 89,000 ยูโร
เรื่อง : กองบรรณาธิการ
เรียบเรียงข้อมูลโดย GRANDPRIX ONLINE
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานยนต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th
