ปอร์เช่ ไทคานน์ ปี 2025: ยนตรกรรมไฟฟ้าผู้พลิกโฉมวงการ สปอร์ตอีวีที่ยังคงไร้เทียมทาน
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์ไฟฟ้ามากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากแนวคิดที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว จนถึงวันนี้ที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา แต่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ถาโถม มีชื่อหนึ่งที่ยังคงยืนหยัดเป็นเสาหลักแห่งสมรรถนะและความหรูหรา นั่นคือ ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ยนตรกรรมไฟฟ้าที่ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่คือสัญลักษณ์ของวิวัฒนาการทางวิศวกรรมที่ก้าวล้ำ และยังคงเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตไฟฟ้าที่น่าหลงใหลที่สุดในตลาดปี 2025
เมื่อย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของยุคอีวีสมรรถนะสูงในปี 2019 การเปิดตัวของ Taycan ถือเป็นการประกาศศักดาอย่างเป็นทางการว่า รถยนต์ไฟฟ้าสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจไม่แพ้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ไม่เพียงแค่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกจากแบรนด์สปอร์ตระดับตำนานอย่างปอร์เช่ แต่ Taycan ยังได้กำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับเซ็กเมนต์ยานยนต์หรูไฟฟ้า นับตั้งแต่นั้นมา เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด แต่ Taycan ก็ยังคงรักษาความโดดเด่นและความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
ปอร์เช่ ไทคานน์ ไม่ใช่แค่รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป แต่เป็นประจักษ์พยานถึงความมุ่งมั่นของปอร์เช่ในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ไม่ประนีประนอมในเรื่องของสมรรถนะ การออกแบบ และความประณีต มันคือการรวมเอาดีเอ็นเอของรถสปอร์ตปอร์เช่ที่สืบทอดมายาวนาน เข้ากับเทคโนโลยีไฟฟ้าแห่งอนาคต เพื่อให้ได้มาซึ่งประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง และในบทความนี้ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมจะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมที่ทำให้ Taycan ยังคงเป็นหนึ่งใน รถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ที่น่าจับตามองและเป็นเจ้าของมากที่สุดในปัจจุบัน
วิวัฒนาการและการวางตำแหน่งในตลาดปี 2025: สปอร์ตอีวีที่เป็นต้นแบบ
จากวิสัยทัศน์ของ Porsche Mission E สู่การเป็นจริงในชื่อ Taycan ความสำเร็จของมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในช่วงเวลาที่โลกกำลังตั้งคำถามถึงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในด้านสมรรถนะและความรู้สึกในการขับขี่ที่เร้าใจ ปอร์เช่ได้ส่ง Taycan ลงสู่ตลาดพร้อมกับพลัง 761 แรงม้า และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 2.8 วินาที ซึ่งในเวลานั้นถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายทุกคำจำกัดความของยานยนต์ไฟฟ้า
ในปี 2025 แม้จะมีคู่แข่งมากมายที่พยายามก้าวเข้ามาในตลาด รถยนต์ไฟฟ้าสุดหรู Taycan ก็ยังคงมีจุดยืนที่แข็งแกร่ง ด้วยการปรับปรุงและอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันยังคงเป็น benchmark สำหรับ ยนตรกรรมไฟฟ้าพรีเมียม ด้วยความสมดุลระหว่างพลังงานไฟฟ้าที่ดิบเถื่อนและความปราณีตในการขับขี่ Taycan ได้สร้างฐานลูกค้าผู้ภักดีที่ต้องการมากกว่าแค่การเดินทาง แต่ต้องการประสบการณ์ที่เหนือกว่า ปอร์เช่มองไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนอนาคตของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง Taycan คือก้าวแรกที่สำคัญ และเป็นรากฐานสำหรับ นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ในอนาคตของแบรนด์
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่า Taycan ไม่ได้แข่งขันแค่กับรถยนต์ไฟฟ้าด้วยกัน แต่ยังรวมถึงรถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปภายในระดับสูง เพราะมันได้พิสูจน์แล้วว่า มิติของการขับขี่ที่เร้าใจนั้นไม่ได้ผูกติดกับเสียงเครื่องยนต์เสมอไป หากแต่มาจากวิศวกรรมอันชาญฉลาดและการส่งกำลังที่เฉียบขาด นี่คือสิ่งที่ทำให้ ปอร์เช่ ไทคานน์ รุ่นล่าสุด ยังคงโดดเด่นและเป็นที่ต้องการในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
สมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบ: หัวใจของรถสปอร์ตไฟฟ้าตัวจริง
หัวใจหลักที่ทำให้ Porsche Taycan ยังคงเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ สมรรถนะรถสปอร์ตไฟฟ้า ที่เหนือชั้น ปอร์เช่ยังคงนำเสนอ Taycan ในหลากหลายรุ่นย่อย แต่รุ่นเรือธงอย่าง Taycan Turbo S ยังคงสร้างความตื่นตะลึง ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ให้พละกำลัง 625 แรงม้า และสามารถพุ่งทะยานด้วยฟังก์ชัน Overboost ไปได้สูงสุดถึง 761 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 1,050 นิวตันเมตร แรงบิดที่มาแบบทันทีทันใดนี้เองที่ทำให้ Taycan Turbo S สามารถพุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.8 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ใน 9.8 วินาที ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือความรู้สึกที่อัดแน่นในการกดคันเร่งทุกครั้ง
สำหรับ Taycan Turbo นั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน ด้วยกำลัง 625 แรงม้า (Overboost 680 แรงม้า) และแรงบิด 850 นิวตันเมตร ก็สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 3.2 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ใน 10.6 วินาที ความเร็วสูงสุดที่ 260 กม./ชม. และ 270 กม./ชม. ตามลำดับสำหรับ Turbo และ Turbo S ก็ยืนยันว่านี่คือรถสปอร์ตพันธุ์แท้ที่สร้างมาเพื่อความเร็ว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Taycan มี ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ที่โดดเด่นคือ ระบบเกียร์ 2 สปีดที่ล้อหลัง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ปอร์เช่พัฒนาขึ้นเอง เกียร์แรกให้แรงบิดสูงสุดเพื่อการออกตัวที่ดุดัน ขณะที่เกียร์สองออกแบบมาเพื่อรักษาประสิทธิภาพและพละกำลังสูงสุดอย่างต่อเนื่องแม้ในความเร็วสูง การทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพลาหน้าและหลัง ทำให้ Taycan มี ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัจฉริยะที่สามารถกระจายแรงบิดไปยังล้อต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ช่วยเพิ่มเสถียรภาพ การยึดเกาะถนน และการเข้าโค้งให้เหนือชั้นยิ่งกว่าเดิม นี่คือความแตกต่างที่วิศวกรผู้เชี่ยวชาญอย่างผมสัมผัสได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไม Taycan จึงยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่มีใครเทียบ
เทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่และระยะทางขับขี่: ตอบโจทย์การใช้งานจริงในปี 2025
หนึ่งในความกังวลหลักของผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าคือเรื่องของระยะทางและเวลาในการชาร์จ แต่สำหรับ Porsche Taycan แล้ว ปอร์เช่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้วย เทคโนโลยีแบตเตอรี่ EV ที่ก้าวล้ำ ด้วยระบบไฟฟ้าแรงสูง 800 โวลต์ ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปที่มักใช้ระบบ 400 โวลต์ ระบบ 800 โวลต์นี้เองที่ทำให้ Taycan รองรับ ระบบชาร์จเร็ว กำลังสูงถึง 270 กิโลวัตต์ ซึ่งแปลว่าคุณสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 5% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 22.5 นาที หรือชาร์จเพียง 5 นาทีก็สามารถวิ่งได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร
ในยุคปี 2025 ที่ สถานีชาร์จรถไฟฟ้า มีความแพร่หลายมากขึ้น โดยเฉพาะสถานีชาร์จเร็ว (DC Fast Charger) การที่ Taycan สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้การ ขับขี่รถ EV ระยะไกล กลายเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น แบตเตอรี่ความจุ 93.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 450 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งสำหรับ Taycan Turbo และ 412 กิโลเมตรสำหรับ Taycan Turbo S (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกลในประเทศไทยได้อย่างไร้กังวล
นอกจากนี้ การชาร์จไฟที่บ้านก็ยังคงเป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย ด้วยการรองรับไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ขนาด 11 กิโลวัตต์ ทำให้คุณสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-100% ได้ภายในประมาณ 9 ชั่วโมงในช่วงเวลากลางคืน นี่คือความยืดหยุ่นที่ทำให้ Taycan เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่พร้อมสำหรับการใช้งานในทุกสถานการณ์ และด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีแบตเตอรี่และสถานีชาร์จ ทำให้เจ้าของ Taycan ในปี 2025 ได้รับประโยชน์จากระบบนิเวศของ EV ที่เติบโตอย่างเต็มที่
ระบบช่วงล่างและการควบคุมที่เหนือชั้น: ดีเอ็นเอของปอร์เช่ที่ไม่เคยเปลี่ยน
สิ่งที่ทำให้ปอร์เช่แตกต่างจากรถสปอร์ตคันอื่นๆ คือความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น และ Taycan ก็เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของปรัชญานี้ ระบบช่วงล่างของ Taycan มาพร้อมกับนวัตกรรม Porsche 4D-Chassis Control ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลจากระบบควบคุมช่วงล่างทั้งหมดแบบเรียลไทม์ ทำให้รถสามารถปรับการตอบสนองได้อย่างแม่นยำและฉับไว
เทคโนโลยีนี้ประกอบด้วยระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ (adaptive air suspension) พร้อมเทคโนโลยี three-chamber ที่ช่วยให้สามารถปรับความสูงของตัวรถและความแข็งของช่วงล่างได้ตามสภาพถนนและโหมดการขับขี่ ควบคู่ไปกับระบบ PASM (Porsche Active Suspension Management) ที่ปรับความหนืดของโช้คอัพอย่างต่อเนื่อง และระบบ Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) ซึ่งเป็นระบบเหล็กกันโคลงอัจฉริยะที่ช่วยลดอาการโคลงตัวของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงในการเข้าโค้ง ส่งผลให้รถมีเสถียรภาพสูงสุด ไม่ว่าจะบนสนามแข่งหรือบนถนนหลวง
นอกจากนี้ ระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) ยังช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าโค้งด้วยการควบคุมการกระจายแรงบิดไปยังล้อแต่ละข้าง นี่คือชุดเทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้ Taycan มี การควบคุมรถไฟฟ้า ที่แม่นยำ เฉียบคม และให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกับถนนอย่างที่รถสปอร์ตปอร์เช่ควรจะเป็น
สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างคือ ระบบสะสมพลังงานย้อนกลับ (recuperation) ของ Taycan ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 265 กิโลวัตต์ สูงกว่าคู่แข่งทุกรายอย่างเห็นได้ชัด ในการขับขี่ปกติ มากกว่า 90% ของแรงเบรกเกิดจากการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดยแทบไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเบรกไฮดรอลิกที่ล้อเลย นี่ไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงาน แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของผ้าเบรกอีกด้วย
Taycan ยังมาพร้อมโหมดการขับขี่ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ Range, Normal, Sport และ Sport Plus ที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างพิถีพิถันเพื่อการขับขี่แบบไฟฟ้าโดยเฉพาะ และยังมีโหมด Individual ที่ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างๆ ได้ตามความชอบส่วนบุคคล นี่คือการมอบ ประสบการณ์ขับขี่ Taycan ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามใจคุณ ไม่ว่าคุณจะต้องการความประหยัด ความสะดวกสบาย หรือความเร้าใจสูงสุด
ห้องโดยสารแห่งอนาคต: การออกแบบ ความสะดวกสบาย และนวัตกรรมที่ยั่งยืน
ก้าวเข้าสู่ ภายในห้องโดยสาร Taycan คุณจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งอนาคตที่ปอร์เช่รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน แผงหน้าปัดทรงโค้งมนที่วางตัวในตำแหน่งสูงสุดของแผงคอนโซลหน้า ให้มุมมองที่ชัดเจนและอ่านง่ายจากสายตาของผู้ขับขี่ คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอ Infotainment ขนาดใหญ่ 10.9 นิ้ว พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า (อุปกรณ์เสริม) ที่วางตัวต่อเนื่องกันด้วยแผ่นกระจกสไตล์ Black-panel สร้างความกลมกลืนและเรียบหรู
การควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ภายในรถได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดสำหรับ Taycan โดยเฉพาะ ปอร์เช่ได้ลดจำนวนสวิตช์และปุ่มกดแบบดั้งเดิมลงอย่างมาก และแทนที่ด้วยระบบควบคุมอัจฉริยะผ่านการสัมผัส หรือ การสั่งงานด้วยเสียง Voice control function ที่พร้อมตอบสนองต่อคำสั่งเริ่มต้นด้วย “Hey Porsche” ซึ่งในยุค 2025 นี้ ระบบการสั่งงานด้วยเสียงได้พัฒนาไปไกลมาก ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นธรรมชาติ
สิ่งที่โดดเด่นและสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าของปอร์เช่คือ การนำเสนอทางเลือกใหม่ของงานตกแต่งภายในที่ปราศจากการใช้วัสดุหนังเป็นครั้งแรก โดยใช้นวัตกรรมวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง ซึ่งล้วนแล้วแต่ตอบโจทย์แนวคิดในการพัฒนารถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน นี่คือเทรนด์สำคัญที่รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมหลายคันกำลังก้าวตามรอย และ Taycan ก็เป็นผู้บุกเบิกในด้านนี้
นอกจากความสวยงามและเทคโนโลยีแล้ว ความสะดวกสบายก็เป็นสิ่งสำคัญ ปอร์เช่ได้ออกแบบ “Foot garages” ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับวางเท้าในห้องโดยสารตอนหลังที่เกิดจากการติดตั้งชุดแบตเตอรี่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังสามารถนั่งประจำที่ได้อย่างสะดวกสบาย แม้เบาะนั่งจะวางตัวในระดับต่ำตามลักษณะเฉพาะของรถสปอร์ตพันธุ์แท้ และสำหรับพื้นที่บรรทุกสัมภาระ Taycan มีพื้นที่ให้ใช้งานถึง 2 จุด โดยด้านหน้ามีความจุ 81 ลิตร และด้านท้ายรถมีความจุ 366 ลิตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันและการท่องเที่ยว
การเป็นเจ้าของในยุค 2025: มูลค่าและการลงทุนในอนาคต
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่าการลงทุนใน Porsche Taycan ในปี 2025 ยังคงเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่า Taycan ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือสินทรัพย์ที่มาพร้อมกับความล้ำสมัยและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ปอร์เช่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าของรถยังคงแข็งแกร่งในตลาด ราคา ปอร์เช่ ไทคานน์ 2025 อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามรุ่นย่อยและออปชั่น แต่คุณค่าที่ได้รับนั้นยังคงเหนือราคา
เมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ ค่าใช้จ่ายรถ EV โดยรวมแล้ว Taycan มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ ค่าบำรุงรักษาโดยทั่วไปของรถยนต์ไฟฟ้ามักจะต่ำกว่ารถยนต์สันดาปภายใน เนื่องจากมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยกว่า และการสึกหรอของระบบเบรกก็ลดลงอย่างมากจากระบบ Regenerative Braking นอกจากนี้ ค่าเชื้อเพลิงไฟฟ้ายังถูกกว่าน้ำมันอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว ทำให้ การลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า อย่าง Taycan เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทั้งในด้านประสิทธิภาพและความประหยัด
Taycan ยังคงเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และด้วยการปรับปรุงซอฟต์แวร์แบบ Over-The-Air (OTA) ทำให้รถของคุณทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ต้องกังวลว่าเทคโนโลยีจะล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว นี่คือความมั่นใจที่คุณจะได้รับจากการเป็นเจ้าของปอร์เช่ ไทคานน์
บทสรุป: อนาคตของการขับขี่ที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Porsche Taycan ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า รถยนต์ไฟฟ้าสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ สมรรถนะที่น่าทึ่ง และความหรูหราที่ไม่มีใครเทียบได้ ไม่ว่าจะเป็นการออกตัวที่ดุดันราวกับสายฟ้าฟาด ระบบช่วงล่างที่เฉียบคมราวกับมีชีวิต หรือห้องโดยสารที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน Taycan คือยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ที่หลงใหลในความเร็วและเทคโนโลยี
ในปี 2025 Taycan ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำของเซ็กเมนต์สปอร์ตอีวี มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการยานยนต์ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าอนาคตของการขับขี่ที่น่าตื่นเต้นนั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วยความสามารถรอบด้านและคุณค่าที่ไม่เสื่อมคลาย ปอร์เช่ ไทคานน์ คือนิยามของรถสปอร์ตแห่งยุคสมัยใหม่ที่ยังคงไร้เทียมทาน
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตที่ผสานความเร้าใจของรถสปอร์ตปอร์เช่เข้ากับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ อย่ารอช้าที่จะทดลองขับ Porsche Taycan ด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมยนตรกรรมคันนี้จึงยังคงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดาในโลกของ EV ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

