Lamborghini Urus Performante ใหม่ แรงขึ้น เบาขึ้น เร็วขึ้น
โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 21 November 2565
Urus Performante กระทิงลำใหม่ ที่มาพร้อมการออกแบบใหม่ที่ดีขึ้น เบาขึ้น เครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนาใหม่ มอบอัตราเร่ง 0-100 เพียง 3.3 วินาที เพิ่มโหมด RALLY สำหรับทางฝุ่น
Urus Performante
ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี (Automobili Lamborghini) สุดยอดแบรนด์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์หรูระดับโลกสัญชาติอิตาลี ประกาศเปิดตัว “Urus Performante” ปรากฏการณ์ใหม่แห่งสุดยอดสมรรถนะและสัมผัสการขับขี่แนวสปอร์ตในแบบฉบับซูเปอร์เอสยูวี ภายใต้รูปลักษณ์ที่สะท้อนถึงความหรูหราเหนือระดับของยานยนต์ Urus พร้อมสะกดทุกสายตาทั้งบนท้องถนน สนามแข่งขัน หรือแม้แต่บนเส้นทางสุดทรหด ซึ่งทำให้ Urus Performante คือมาตรฐานใหม่แห่งสุดยอดงานดีไซน์อันเปี่ยมพลัง ที่ผสานระบบวิศวกรรมยานยนต์ระดับซูเปอร์สปอร์ตไว้อย่างลงตัว

ก่อนการเปิดตัว Urus Performante ยังได้สร้างสถิติใหม่ในหมวดยานยนต์เอสยูวี จากการทดสอบวิ่งบนทางลาดชันสุดหฤโหดของ Pikes Peak International Hill Climb Road ที่มีระดับความสูงกว่า 4,302 เมตร (14,115 ฟุต) โดยสามารถทำเวลาเพียง 10:32.064 นาที ทุบสถิติเดิมที่เคยมีไว้ที่ 10:49.902 นาที เมื่อปี 2018



Urus Performante ดีไซน์แนวอากาศยานในทุกมุมมอง โดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์ด้านหน้า ด้วยงานออกแบบฝากระโปรงและแผงกันชนขนาดใหญ่โดยใช้รูปทรงที่เฉียบคม เพื่อสื่อถึงดีเอ็นเอสายพันธุ์ซูเปอร์สปอร์ตของ Performante อย่างเด่นชัดโดยยังคงแฝงกลิ่นอายแห่งความหรูหราภูมิฐานของรถยนต์ Urus ไว้อย่างกลมกลืน นอกจากนี้ Urus Performante ยังเน้นการใช้วัสดุคอมโพสิตในการผลิต ทำให้เป็นรถยนต์รุ่นที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในสัดส่วนสูงที่สุดในรถยนต์เซกเมนต์เดียวกัน

Urus Performante มีการออกแบบเส้นสายบนฝากระโปรงให้ยาวต่อเนื่องลงมาถึงแผงกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ และมาพร้อมช่องระบายลมวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์สีเดียวกับตัวรถ โดยลูกค้าสามารถเลือกแบบโชว์วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ได้ ทั้งยังสามารถเลือกหลังคาเป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ให้เหมือนกับยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตของลัมโบร์กินีอย่าง Huracán Performante และ Super Trofeo ได้ตามต้องการ

แผงกันชนหน้าและสปลิตเตอร์วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ถูกออกแบบให้มีเส้นสายใหม่ที่ดูดุดันกว่าเดิม ช่องดักอากาศสีดำด้านหน้าช่วยเสริมประสิทธิภาพการระบายความร้อนเครื่องยนต์พร้อมเพิ่มความดุดันแนวซูเปอร์สปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ม่านดักลมแบบใหม่นั้นทำให้อากาศไหลเข้าทางล้อหน้าได้มากขึ้น และผสานกับการออกแบบตรงช่องระบายลมบนฝากระโปรง ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์พร้อมทำให้เครื่องยนต์เย็นลง ส่วนสปอยเลอร์ด้านหลังดีไซน์ใหม่ยังช่วยเพิ่มแรงกดด้านหลังของ Urus Performante ได้อีก 38%

การออกช่วงล่างโดยการปรับแบบสปริงใหม่ช่วยให้โครงแชสซีของ Performante ต่ำลงอีก 20 มม. และเพิ่มความกว้างฐานล้อขึ้นอีก 16 มม. ซุ้มล้อวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ สามารถจับคู่กับล้อน้ำหนักเบาขนาด 23 นิ้วหรือแบบมาตรฐาน 22 นิ้ว พร้อมน็อตไทเทเนียมและยาง Pirelli ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรุ่นนี้โดยเฉพาะ

Urus Performante โหลดตัวรถให้ต่ำลงเพื่อเสริมภาพลักษณ์ที่บึกบึนด้วยการออกแบบกันชนหน้าและหลังขนาดใหญ่ ซึ่งเพิ่มความยาวตัวรถ 25 มม. การออกแบบด้านหลังมีความสวยงามไม่แพ้ด้านหน้าด้วยสปอยเลอร์ขนาดใหญ่และการออกแบบฟินสปอยเลอร์หลังที่ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์นั้นได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Aventador SVJ ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกดให้ตัวรถ

กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ มาพร้อมกับท่อไอเสียแบบ Akrapovic วัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบาเป็นมาตรฐาน ช่วยเพิ่มพลังเสียงที่กระหึ่มทรงพลังอันเป็นเอกลักษณ์ของลัมโบร์กินีซึ่งจะแตกต่างไปตามโหมดการขับขี่ที่เลือก ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ธีมสีทูโทนยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของ Performante ให้โดดเด่นขึ้น จากการทำชิ้นส่วนอื่น ๆ ให้มีสีแตกต่างจากตัวรถ ทั้งมือจับประตูสีดำ ช่องระบายลมคาร์บอนไฟเบอร์เคฟลาร์บนฝากระโปรงและสปอยเลอร์ลิปคาร์บอนไฟเบอร์เคฟลาร์ เป็นต้น

การออกแบบห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วย Alcantara สีดำ Nero Cosmus เป็นมาตรฐาน พร้อมงานเย็บเบาะนั่งหกเหลี่ยมในสไตล์ “Performante Trim” นอกจากนี้ยังเลือกออปชันเสริมได้จากธีมการตกแต่งด้วยหนังทั้งคัน และสีสันภายใน โดยสามารถเลือกสไตล์ “Performante Trim” ให้ครอบคลุมทั้งในส่วนประตู เส้นแนวหลังคา พนักพิง และผนังด้านหลังห้องโดยสาร รวมถึงโปรแกรมการตกแต่งเฉพาะแบบ Ad Personam ของลัมโบร์กินีที่มีตัวเลือกวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ผิวด้านเพื่อการตกแต่งภายใน มือจับประตูสีแดง และขอบประตูพร้อมโลโก้ Ad Personam สำหรับพวงมาลัย Alcantara และหนังสีดำตกแต่งในโทนสีดำด้านให้เข้ากับห้องโดยสารธีมอลูมิเนียมชุบดำ สำหรับออปชั่น “Dark Package” จะสามารถเลือกการตกแต่งโทนสีดำด้านให้ครอบคลุมรายละเอียดของห้องโดยสารส่วนอื่น ซึ่งรวมถึงส่วนก้านของแผงควบคุมกลาง TAMBURO ที่ควบคุมฟังก์ชั่นทั้งปุ่มเปิด/ปิดเครื่องและตัวเลือกโหมดการขับขี่ต่าง ๆ ส่วนการแสดงผลกราฟิก HMI เป็นแบบใหม่ที่ออกแบบสำหรับ Urus Performante โดยเฉพาะ


“Urus Performante มาพร้อม เครื่องยนต์ V8 Twin Turbo และท่อไอเสียแบบสปอร์ตน้ำหนักเบา ที่ดึงดูดทุกคู่สายตาและมอบประสบการณ์แห่งการพุ่งทะยานสุดเร้าใจทั้งในท้องถนน สนามแข่งขัน หรือแม้แต่บนเส้นทางหฤโหด ทำให้ Urus Performante เป็นสุดยอดเอสยูวีสำหรับนักขับซูเปอร์สปอร์ตคาร์ตัวจริง” รูเว็น โมห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิค กล่าว

Urus Performante มอบกำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น 16CV สูงสุดที่ 666CV และลดน้ำหนักลงถึง 47 กก. ทำให้มีอัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังเครื่องยนต์ดีที่สุดในคลาสที่ 3.2 กิโลกรัม/แรงม้า ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.3 วินาที และเบรกจากความเร็ว 100 กม./ชม. จนรถหยุดนิ่งได้ในระยะทางเพียง 32.9 เมตร โดย Urus Performante มีแรงบิด 850Nm ที่ความเร็วรอบ 2,300 – 2,400 รอบต่อนาที ความสามารถที่เหนือกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกันยังรวมถึงความเร็วสูงสุดที่ 306 กม./ชม. พร้อมประสิทธิภาพการตอบสนอง การควบคุม และความเสถียรที่เหนือชั้น นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ โดยสามารถเพิ่มแรงกดรวมได้ 8% มีการเสริมแรงบิดด้วยการใช้เฟืองท้ายแบบใหม่ที่เพิ่มอัตราส่วนจาก 3.16 เป็น 3.4 ในระหว่างการขับขี่ และ 3.02 เป็น 3.33 เมื่อวิ่งลงทางลาดด้วยแรงเฉื่อย
ยาง Pirelli P Zero (ขนาด 258/40 R22 และ 325/35 R22) เป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดของยางรุ่น Pirelli P Zero Trofeo R ตระกูล Urus โดยนับเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตยาง Pirelli แบบกึ่งสลิคเพื่อให้สอดคล้องกับคาแรกเตอร์ของรถเอสยูวีซึ่งเกิดจากการร่วมมือพัฒนากับลัมโบร์กินี ผลลัพธ์ของความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ได้ยางที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ดีขึ้น แต่ยังคงมอบประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมทั้งบนพื้นผิวแห้งที่มีอุณหภูมิสูง และบนพื้นผิวเปียกที่มีอุณหภูมิต่ำ

สำหรับระบบบังคับเลี้ยว Urus Performante มอบสัมผัสใหม่แก่ผู้ขับให้รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์และท้องถนนมากขึ้น ด้วยการควบคุมที่ตอบสนองฉับไวและฟีลแบบสปอร์ตอันเร้าใจในทุกจังหวะการควบคุม การคาลิเบรตการเลี้ยวล้อหน้าแบบใหม่ช่วยเพิ่มสัมผัสเชื่อมโยงกับพื้นถนนส่งผลให้การควบคุมแม่นยำและมอบการตอบสนองได้ทันที ระบบเลี้ยวล้อหลังที่ตอบสนองเร็วขึ้นยังช่วยเพิ่มความฉับไวในการเลี้ยว ซึ่งเสริมกำลังจากเวกเตอร์แรงบิดของเฟืองท้าย ไม่ว่าจะใช้โหมดการขับขี่บนถนนหรือออฟโร้ด
โหมดการขับขี่ที่ถูกออกแบบใหม่ทำให้ผู้ขับขี่ Urus Performante สามารถเลือกการตั้งค่าที่เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ที่แตกต่างได้ในทุกวัน โดยในโหมด STRADA จะมอบสัมผัสการขับขี่ที่หรูหราและสะดวกสบายด้วยการดูดซับแรงที่นุ่มนวล ส่วนในโหมด SPORT นักขับจะได้เพลิดเพลินกับการตอบสนองที่ดุดันสะใจ โดยระบบเลี้ยวล้อหลังจะเพิ่มความคล่องตัวในความเร็วต่ำและเพิ่มความเสถียรเมื่อใช้ความเร็วสูง และด้วยการปรับช่วงล่างใหม่ยังเพิ่มความสนุกสนานทั้งในระว่างการขับและในทุกการเปลี่ยนเกียร์ การตั้งค่าแชสซีเพื่อเสริมฟีลการขับขี่แบบสปอร์ตยังครอบคลุมถึงการใช้สปริงเหล็กกล้าที่แข็งขึ้นและการปรับแต่งแดมเปอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองให้นักขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับยานยนต์ในทุก ๆ การขับขี่

โหมด CORSA นั้น Urus Performante ตอบโจทย์การแข่งขันอันดุเดือดด้วยประสิทธิภาพการควบคุมขั้นสูงสุด ทั้งเสถียรภาพเมื่อขับความเร็วสูง การเลี้ยวที่เสริมประสิทธิภาพด้วยเหล็กกันโคลงแบบแอ็กทีฟ พร้อมพลังเสียงสุดกระหึ่มของท่อไอเสียแบบสปอร์ตที่ทั้งนักขับและทุกคนในสนามได้รับรู้ถึงความเป็นยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ตของลัมโบร์กินี
นอกจากโหมดการขับขี่มาตรฐานต่าง ๆ Urus Performante ยังมาพร้อมโหมดใหม่อย่าง RALLY เพื่อยกระดับการขับขี่แนวสปอร์ตที่สนุกสนานในแบบฉบับเอสยูวี และนำเสนออีกระดับของความตื่นเต้นเร้าใจในการวิ่งบนทางดิน โดยมีการเสริมสมรรถนะด้วยเหล็กกันโคลงและตัวซับแรง ซึ่งปรับปรุงให้สอดรับกับการทำงานของสปริงแม้วิ่งบนพื้นผิวขรุขระและหฤโหด ให้คุณสัมผัสมิติใหม่แห่งประสิทธิภาพซูเปอร์เอสยูวีสายพันธุ์สปอร์ตที่แท้จริง


สำหรับตลาดจีนจะได้รับการอัปเกรดเชิงเทคนิคใน Urus Performante รุ่นใหม่ โดยจะถูกตั้งค่ากำลังเครื่องยนต์ไว้ที่ 640CV ตามข้อกำหนด
อัปเดตข่าวรถล่าสุด ดูรีวิวรถยนต์ รีวิวรถมอเตอร์ไซค์ ทุกยี่ห้อ โดยทีมงานมืออาชีพ เช็คราคา ตารางผ่อน พร้อมเกาะติดข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV ไปกับ Autospinn
ค้นหารถมือสองทุกรุ่น ทุกแบบ ทั้งรถเก๋งมือสอง รถตู้มือสอง รถกระบะมือสอง ราคาดี ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก คุณภาพพร้อมใช้งาน ดูรายละเอียด และราคารถมือสองได้ที่ ตลาดรถมือสอง One2car
MAZDA 3 2022 เพิ่มออปชั่น เพิ่มสีใหม่ ราคาเริ่มต้น 979,000 บาท

โดย Wongsupat
โพสต์เมื่อ 14 February 2565
มาสด้าเปิดตัว Mazda3 2022 เพิ่มออปชั่น เพิ่มสีใหม่ บรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ ชูไฮไลท์เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตหรูกับหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 979,000 บาท
MAZDA 3 2022 เพิ่มออปชั่น เพิ่มสีใหม่ ราคาเริ่มต้น 979,000 บาท
ราคาจำหน่าย Mazda3 2022 ทั้งรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู จำหน่ายในราคาเดียวกัน
- New Mazda3 รุ่น 2.0 C และ 2.0 C Sports ราคา 979,000 บาท
- New Mazda3 รุ่น 2.0 S และ 2.0 S Sports ราคา 1,069,000 บาท
- New Mazda3 รุ่น 2.0 SP และ 2.0 SP Sports ราคา 1,198,000 บาท

Mazda3 2022 มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ประกอบด้วย
- สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
- สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
- สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)
- สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray) มีเฉพาะในรุ่นฟาสท์แบค
- สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
- สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
- สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
สำหรับ Mazda3 ใหม่ ถือเป็นยนตรกรรมเจเนอเรชั่นใหม่ที่เป็นดั่งต้นแบบของความสง่างาม ซึ่งเปิดตัวและวางจำหน่ายในประเทศไทยมาแล้วทั้งหมด 4 เจเนอเรชั่น
- เจเนอเรชั่นแรก วางจำหน่ายระหว่างปี 2547-2554 มียอดขายสะสมกว่า 30,000 คัน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์มาสด้าอย่างสิ้นเชิง
- เจเนอเรชั่นที่ 2 วางจำหน่ายระหว่างปี 2554-2557 มียอดขายสะสมกว่า 15,000 คัน
- เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เริ่มวางจำหน่ายระหว่างปี 2557-2563 มียอดขายสะสมกว่า 32,000 คัน
- เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยยอดขายสะสมกว่า 8,000 คัน ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีรถยนต์ Mazda3 อยู่ภายใต้การครอบครองของลูกค้าในประเทศไทยแล้วกว่า 85,000 คัน และอยู่ในการครอบครองของลูกค้าทั่วโลกรวมแล้วกว่า 6.9 ล้านคัน

New Mazda3 ในครั้งนี้ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ “AWAKENING YOUR SOUL” เป็นยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมี่ยมใหม่ ที่ปลุกสัญชาตญาณความสปอร์ตในแบบคุณให้มีชีวิต เติมเต็มเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบที่ไม่ซ้ำใคร ด้วยดีไซน์ที่สะกดสายตาในทุกมุมมอง ดีไซน์ภายนอกที่ยังคงความสง่างาม สปอร์ตพรีเมี่ยม ภายใต้แนวคิด Kodo: Soul of Motion ที่ถูกพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นลง แต่คงไว้ซึ่งความเรียบหรู ทรงพลัง ดุจการเติมจิตวิญญาณให้ยนตรกรรมมีชีวิต ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ในรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู ยังคงแบบอย่างการดีไซน์อันมีเอกลักษณ์เสมือนงานศิลปะชิ้นเอก โดดเด่นด้วยความสปอร์ตในทุกรายละเอียด เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ในขณะที่รุ่นซีดาน 4 ประตู ให้ความหรูหรา ปราดเปรียวอย่างมีสไตล์ แต่ยังคงไว้ซึ่งความภูมิฐานสง่างามในทุกรายละเอียด พร้อมสะกดทุกสายตาให้เหลียวมอง
Mazda3 เจเนอเรชั่นล่าสุด ได้ให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนน จึงได้พัฒนารถรุ่นนี้ให้มีความสมบูรณ์แบบในเรื่องของเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากความสง่างามที่ลูกค้าทั่วโลกให้การยอมรับ โดยเพิ่มออฟชั่นและอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันเหนือระดับตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น คือรุ่น 2.0 C/C Sports
เพิ่มออฟชั่นและอุปกรณ์มาตรฐาน
- ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS
- ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Lamp แบบ Signature
- ไฟท้ายแบบ LED Signature
- ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง และกล้องมองหลัง เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและมอบความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะขับเวลากลางวันหรือในเวลากลางคืน
- เพิ่มระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า
- Sports Paddle Shift
- ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Lamp แบบ Signature
- ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS เข้ามาในรุ่น 2.0 S/2.0 S Sports รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ความสปอร์ตหรูที่เหนือกว่ากับหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า
- ระบบระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS ในรุ่น 2.0 SP/ 2.0 SP Sports อีกด้วย
- พร้อมสีภายนอกใหม่ สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ ผนวกกับสมรรถนะของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ที่ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน จึงทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมาสด้าเชื่อว่าจะตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ได้เป็นอย่างดี

ภายใน



ภายในห้องโดยสารยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสปอร์ตหรูมีระดับ พิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียดเสมือนงานทำมือ (Hand-Crafted Design) ทั้งการออกแบบและการคัดสรรวัสดุอย่างประณีตดุจงานศิลปะที่มีแนวทางเฉพาะตัว พร้อมมอบความรู้สึกถึงความสะดวกสบายที่เหนือกว่ากับเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอล แบบ TFT LCD พร้อมจอแสดงผลแบบสี MID และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า ซึ่งทุกองค์ประกอบได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงการใช้งานและประโยชน์ของมนุษย์เป็นหลักตามปรัชญา Human Centric Philosophy เพื่อมอบความสะดวกสบายและปลอดภัยให้กับผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง
เครื่องยนต์



เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ให้พละกำลังสูงถึง 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร รองรับน้ำมันได้ถึง E85 ให้การประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9 กม./ลิตร* และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับระบบส่งกำลังอัจฉริยะ SKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด ที่ให้การตอบสนองแม่นยำในทุกรอบความเร็ว พร้อมแมนนวลโหมด Activematic มอบความสนุกเร้าใจอีกระดับ
นอกจากนี้ New Mazda3 ยังคงส่งมอบความมั่นใจและความเพลิดเพลินสนุกสนานในการขับขี่ ด้วยการพัฒนารถยนต์ตามหลักปรัชญา จินบะ อิไต (Jinba Ittai) ที่ให้คนกับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน รวมถึงแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ที่ได้รับการพัฒนาจากท่วงท่าการเดินของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมีสมดุล เพื่อพัฒนารถยนต์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย พร้อมด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่และรถเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ และมอบความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง
Mazda3 2022 ยังช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสาร ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัด กับMazda Connect ที่ครบครันทุกฟังก์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย หรือ รับ-ส่ง SMS ผ่านสัญญาณ Bluetooth เพลิดเพลินกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิตอลได้มากยิ่งขึ้นด้วย Apple CarPlay® และ Android Auto™* ที่สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน สามารถใช้งานฟังก์ชั่นสำคัญๆ โดยแสดงผลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander พร้อมมอบความสุนทรีย์ที่เหนือระดับด้วยระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

Mazda3 2022 มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และฟาสท์แบค 5 ประตู
- รุ่น 2.0 C และ 2.0 C Sports มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ได้ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานและระบบความปลอดภัยมาอย่างครบครัน อาทิ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lamp) แบบ LED Signature, ไฟท้ายแบบ LED Signature, ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS, ระบบไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำ อัตโนมัติ, มาตรวัดดิจิตอล แบบ TFT LCD พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี MID, หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า, ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด, หน้าจอสี Center Display ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander, ระบบควบคุมความเร็วคงที่, ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Hold, กล้องมองหลัง, ถุงลมนิรภัยรวม 7 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ พร้อมด้วยระบบ i-Activsense เพื่อมอบความปลอดภัยอย่างเหนือระดับให้แก่ผู้ขับและผู้โดยสารทุกคน
- รุ่น 2.0 S และ 2.0 S Sports เพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sports Paddle Shift), วัสดุตกแต่งคอนโซลและมือจับประตูด้านในสีเงินโครเมียม, ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ฝาปิดที่วางแก้วน้ำที่คอนโซลกลาง, ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด, ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว (คุณสมบัติเพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 C)
- รุ่น 2.0 SP และ 2.0 SP Sports มาพร้อมหลังคาซันรูฟไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยและสะดวกสบายที่เหนือระดับ อาทิ กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ, ระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง, ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ และระบบ i-Activsense อีกหลายรายการ เพื่อมอบสุนทรียภาพและความปลอดภัยไปตลอดการเดินทาง (คุณสมบัติเพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 S)

Mazda3 2022 มาพร้อมเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE ที่ช่วยป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากมายหลายระบบ ประกอบด้วย
- ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
- ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
- ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing)
- ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS (Adaptive Front-Lighting System)
- ระบบเตือนเมื่อเกิดความอ่อนล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane Keep Assist System)
- ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
- ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse)
- ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
- ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance หรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support)
- ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)
- ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง
ติดตามข่าวรถยนต์ ราคารถยนต์ รีวิวรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกยี่ห้อ กับเรา Autospinn
เช็คโปรโมชั่นรถใหม่ เช็คราคารถใหม่ ได้ที่นี่
ราคารถมือสอง ซื้อรถมือสอง ขายรถมือสอง เชิญได้เลยที่ one2car

