เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา Ferrari ได้เปิดเผยรถยนต์รุ่นล่าสุด 458 Speciale ที่มีความเป็น Ferrari อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมผ่านการวิจัย และพัฒนา เพื่อผสมผสานความอัจฉริยะทางด้านเทคโนโลยีให้กับระบบส่งกำลัง ระบบอากาศพลศาสตร์ และระบบการไหลหมุนเวียนของอากาศบนตัวรถที่ดีเยี่ยม โดยพัฒนาต่อยอดจาก Ferrari 458 Italia นาม “Speciale” ซึ่งบทสรุปของการพัฒนาเฟอร์รารี่รุ่นนี้คือความใหม่ที่ไม่มีใครเหมือน รูปทรงการออกแบบที่ดุดัน เพรียวลมสมความเป็นสปอร์ตคาร์ของ Ferrari โดยวิศวกร Ferrari ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยมาใช้เป็นครั้งแรกกับ 458 Speciale รวมถึงความล้ำหน้าของการทำงานทางด้านระบบพลศาสตร์ ซึ่งจะเป็นต้นแบบนำมาผลิตให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของ Ferrari รุ่นต่อไปในอนาคต
ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอีกครั้งสำหรับเฟอร์รารี่เมื่อ 458 Italia และ 458 Spider ผ่านการรับรางวัลมากมายมาแล้วหลายสาขา ด้วยเครื่องยนต์วางกลางบล๊อก V8 ที่ถูกออกแบบมาใหม่ให้สามารถรีดขุมกำลังจากเครื่องยนต์ และสร้างอารมณ์ความสนุกในการขับได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมรับประกันความต่อเนื่องในการขับขี่ ที่สามารถควบคุมได้ในทุกสถานะการณ์

จากที่ Ferrari ใช้ความทุ่มเทอย่างอุตสาหะในการสร้างขุมพลังให้กับเครื่องยนต์จนสามารถคว้ารางวัล “Best Performance Engine” 2 ปีซ้อน ในเวทีการประกวดระดับโลกอย่าง International Engine of the Year Awards และล่าสุดเฟอร์รารี่พัฒนาศักยภาพของเครื่องยนต์ V8 (605 แรงม้า) ให้สามารถสร้างพลังงานได้ออกมาได้มากถึง 135 CV/I สูงที่สุดเท่าที่เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์บนท้องถนนสามารถทำได้
จากผลลัพธ์ของอัตราส่วนของ น้ำหนักต่อแรงม้า ที่ 2.13 kg/cv ทำให้ 458 Speciale สามารถออกตัว จาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียงแค่ 3 วินาทีเท่านั้น (0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียงแค่ 9.1 วินาที) และสามารถทำเวลาที่สนาม Fiorano ได้เพียงแค่ 1 นาที 23.5 วินาทีเท่านั้น
ระบบพลศาสตร์แบบใหม่ถูกออกแบบภายใต้โครงการการดูแลระหว่าง Ferrari Styling Centre กับ Pininfarina ที่ต้องการมุ่งเน้นในการสร้างให้รถFerrari สามารถใช้งานได้อย่างเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการออกแบบตัวถังด้านหน้า และด้านหลัง ของ 458 Speciale ใหม่หมด ซึ่งเน้นที่การปรับระบบพลศาสตร์ สร้างแรงกดที่ดี และตัดแรงต้านอากาศออก ทำให้ Ferrari 458 Speciale มีระบบพลศาสตร์ดีสุดในประวัติศาสตร์เท่าที่เคยผลิตมาในรุ่นเดียวกัน
สำหรับเทคโนโลยีที่นำมาใช้กับระบบพลศาสตร์แบบใหม่นี้ จะส่งผลให้ผู้ขับมั่นใจในการควบคุมรถด้วยความเร็วสูง ควบคุมการลื่นไถลของล้อหลังแบบOversteer และตอบสนองได้อย่างแม่นยำต่อทุกคำสั่ง ตอกย้ำความเป็นผู้นำของ Ferrari
หนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมใหม่ที่ติดตั้งให้กับ 458 Speciale คือระบบ Side Slip angle Control system (SSC) ที่ช่วยให้ง่ายขึ้นในการควบคุมรถสร้างอารมณ์การขับขี่อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับการพัฒนาระบบให้ SSC ทำงานได้สมบูรณ์แบบนั้นเกิดจากการหาจุดสมดุลย์ระหว่างแรงบิดที่เกิดขึ้น (ทำงานร่วมกันกับระบบ F1-Trac traction control) และกระจายน้ำหนักไปยังล้อทั้งสองข้าง (ทำงานร่วมกับระบบ E -Diff electronic)
ชิ้นส่วนต่างๆ ทั้งหมดของรถถูกพัฒนาใหม่ทั้งหมดรวมถึงล้อที่เจาะจงใช้ Michelin Pilot Sport Cup 2 โดยเฉพาะ รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่นำมาในการพัฒนา อาทิ จำนวนรอบที่ใช้ในการทดสอบในสนามแข่ง สถานการณ์จำลองต่างๆ ซึ่ง เราต้องการให้ 458 Speciale สามารถแสดงประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ในทุกรอบสนามที่มีพื้นผิวปรกติ และสามารถสร้างการยึดเกาะถนนที่ดีในทุกรอบสนามที่มีพื้นผิวเปียก หรือลื่นไถล

ข้อมูลการพัฒนา 458 Speciale เชิงเทคนิคเบื้องต้น ที่กล่าวมาถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และสามารถพิสูจน์ได้แบบรอบต่อรอบจากการจับเวลาในการทดสอบบนสนามแข่ง ผลการทดสอบบนสนามแข่งพิสูจน์แล้วว่า 458 Speciale เร็วที่สุดของเฟอร์รารี่เครื่องยนต์ V8 ณ ขณะนี้ และแน่นอนว่าการออกแบบ และพัฒนาประสิทธิภาพของรถ Ferrari ไม่ใช่แค่นำมาใช้บนสนามแข่งเท่านั้นแต่ยังสามารถขับขี่บนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย
458 Speciale จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน Frankfurt International Motor Show 2013 ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
TECHNICAL SPECIFICATION SUMMARY
Engine
Type V8 – 90°
Total displacement 4495 cm3
Max. power output 605 cv at 9000 rpm
Max. torque 540 Nm at 6000 rpm
Weight
Dry weight 1290 kg
Weight/power ratio 2.13 kg/cv
Performance
0-100 km/h 3.0”
0 – 200 km/h 9.1”
Fiorano lap time 1’23”5
Emissions (ECE + EUDC combined cycle)
CO2 emissions** 275 gr/km
**With HELE System
BMW M5 CS ถือเป็น M Car ที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

โดย วรัญญู ยอดพรหม
โพสต์เมื่อ 28 January 2564
BMW M5 CS เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ถือเป็นรถซุปเปอร์ซาลูนรุ่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ M Car เป็นยานพาหนะ 4 ประตูไซล์กลาง ที่มีพละกำลังมากที่สุดเท่าที่ BMW M เคยผลิต ด้วยพละกำลัง 627 แรงม้า เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3 วินาที
BMW M5 CS
BMW M5 CS ใหม่ ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้าสีบรอนซ์ทอง พร้อมยังได้รับการติดตั้งฝากระโปรงหน้าแบบใหม่ที่มาพร้อมช่องระบายอากาศ ไฟหน้า LED ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งพร้อมไฟส่องสว่างสีเหลือง

สำหรับ M5 CS ได้ทำการลดน้ำหนัก ในหลายส่วนโดยได้รับการติดตั้งชิ้นส่วนพลาสติกเสริมคาร์บอนไฟเบอร์จำนวนมาก รวมถึงฝากระโปรงหน้า, หลังคา, ดิฟฟิวเซอร์หน้า, ฝาครอบกระจกมองข้าง, ดิฟฟิวเซอร์หลังและสปอยเลอร์หลัง และก็ยังมีส่วนต่างๆทั้งภายนอกและและใน ได้ลดน้ำหนักกับชิ้นส่วนอื่นๆอีกมากมาย ด้วยการเปลี่ยนวัสดุต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้มีน้ำหนักน้อยกว่า M5 Competition ถึง 104 กก.


ภายใน เมื่อเข้ามาในห้องโดยสารจะพบกับ เบาะนั่งคู่หน้าแบบคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมโลโก้ M5 ที่หุ้มด้วยหนัง Merino สีดำและเน้นสีแดง Mugello ก่อนจะเย็บตัดกันด้วยด้ายสีแดงและปิดท้ายที่พนักพิงศีรษะด้วยตราสัญลักษณ์สนาม Nurburgring Nordschleife ซึ่งรวมไปถึงเบาะนั่งผู้โดยสารด้วย และเป็นครั้งแรกสำหรับเบาะนั่งแบบ bucket seat ที่ใส่มาในรถถึง 4 ตัว พวงมาลัย M ที่ทำจากอัลคันทาร่าพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์แบบคาร์บอนไฟเบอร์ คอนโซลหน้าพร้อมสัญลักษณ์ CS , เข็มขัดนิรภัยแบบ M พร้อมเย็บ 3 สี, พรมปูพื้นแบบพิเศษและธรณีประตูที่มีตรา “M5 CS”





BMW M5 CS ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Production Car ของ BMW ที่เร็วที่สุดและทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา” ด้วยเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.4 ลิตร ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีกำลัง 627 แรงม้าและแรงบิด 750 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ด้วยระบบ M xDRIVE ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด



ทำให้ CS เร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3 วินาที 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 10.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 305 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

M5 CS ยังมีระบบ Active M Differential และระบบขับเคลื่อนทุกล้อที่เลือกปรับได้เช่นเดียวกับ M5 มาตรฐาน ซึ่งสามารถปรับโหมด 4WD และ 4WD Sport รวมถึงโหมด 2WD

เนื่องจาก CS มีพื้นฐานมาจากการ M5 Competition จึงมีการติดตั้งแท่นวางเครื่องยนต์ที่แข็งขึ้น, สปริงที่แน่นขึ้นและช่วงล่างที่ต่ำกว่า M5 มาตรฐาน อย่างไรก็ตามวิศวกรได้ทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น โดยได้ทำการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมกับสปริงและระบบ Dynamic Damper Control เพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำหนักที่ลดลงของ CS และล้อขนาด 20 นิ้ว สีทอง รัดด้วยยาง Pirelli P Zero Corsa ที่เข้ากับระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก ซึ่งมีคาลิปเปอร์สีแดงหรือสีทองให้เลือก




BMW M5 CS จะวางจำหน่ายปีเดียวเท่านั้นและราคาในสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นที่ $142,000 หรือราวๆ 4.2 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีนำเข้าของประเทศไทย)

