ทำความรู้จักกับจุดกำเนิดของระบบ S+ Shift ใน Honda Prelude ปี 2026 พร้อมข้อดี-ข้อเสียที่ต้องแลก
เบื้องหลัง Paddle Shift ใน Honda Prelude ใหม่
ได้เห็นข่าวการปรากฏตัวครั้งสำคัญของ Honda Prelude ในประเทศไทยบ้านเรากันมาแล้ว พร้อมกับการเผยสเปคให้ทราบแบบคร่าวๆ ซึ่งที่น่าสนใจก็คือ ระบบ S+ Shift ที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ในรถยนต์ไฮบริด ที่อยู่ภายใต้ฝากระโปรงของ Prelude ปี 2026 นั่นเอง

ต้องยอมรับว่ารถยนต์ไฟฟ้าและรถไฮบริดส่วนใหญ่ขาดเสน่ห์อย่างหนึ่งในการขับขี่ ซึ่งก็คือความรู้สึกของการ “เปลี่ยนเกียร์” ด้วยตัวเอง จังหวะการลากรอบ การลดเกียร์ก่อนเข้าโค้ง หรือแค่ความสนุกที่ได้ควบคุมรถอย่างเต็มที่ นี่คือสิ่งที่หลายคนโหยหา แต่ในขณะที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ยุคไฮบริดและ EV ทางฮอนด้าก็กำลังพยายามหาจุดกึ่งกลางระหว่างประสิทธิภาพและความสนุก ด้วยระบบใหม่ที่ชื่อว่า S+ Shift

ทำความรู้จักกับระบบ S+ Shift
หัวใจของรถไฮบริดยุคใหม่ของ Honda ที่ใช้อยู่ใน CR-V, Accord และ Civic นั้นแตกต่างจากที่เราคุ้นเคยโดยสิ้นเชิง Honda ได้ทิ้งชุดเกียร์แบบดั้งเดิมออกไป แล้วแทนที่ด้วยระบบที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในเมือง ส่วนเครื่องยนต์สันดาปจะทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟเป็นส่วนใหญ่ และจะเข้ามาเชื่อมต่อกับล้อโดยตรงก็ต่อเมื่อวิ่งด้วยความเร็วคงที่บนทางหลวงเท่านั้น

ซึ่งในทางเทคนิคแล้วมันคือรถที่ “ไม่มีเกียร์” ให้เปลี่ยน และนี่คือความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับรถสปอร์ตคูเป้อย่าง Prelude เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่คาดหวังการมีส่วนร่วมในการขับขี่อย่างเต็มที่ ดังนั้น Honda จึงต้องคิดค้นเส้นทางใหม่ นั่นคือการทำให้ระบบที่ไม่มีเกียร์นี้ “ให้ความรู้สึก” เหมือนว่ามันมีเกียร์ นี่ก็คือจุดกำเนิดของ S+ Shift

ระบบนี้ไม่ได้เพิ่มเกียร์จริงๆ เข้าไปในรถ แต่มันคือการ “จำลอง” ประสบการณ์ขึ้นมาอย่างชาญฉลาด คล้ายกับเกียร์ปลอมในรถ EV สมรรถนะสูงอย่าง Hyundai Ioniq 5 N เมื่อคุณเปิดใช้งานโหมดนี้และดีดแป้น Paddle Shift ระบบจะผสมผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เข้าด้วยกันเพื่อสร้างฟีลลิ่งการขับขี่ที่คุ้นเคย เครื่องยนต์จะลากรอบ, เบิ้ลรอบให้ในจังหวะลดเกียร์ และคาเกียร์ไว้ตามคำสั่งของคุณ ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าจะปรับเปลี่ยนแรงบิดอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างจังหวะกระตุกเบาๆ เหมือนตอนขึ้นเกียร์ ลงเกียร์ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของ Engine Brake ผลลัพธ์คือประสบการณ์ที่ทำให้คุณเชื่อว่ากำลังควบคุมเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่อยู่จริงๆ
แต่สิ่งที่ทำให้ระบบของ Honda แตกต่างและน่าสนใจคือ “เสียง” ที่เกิดขึ้นนั้นมาจาก เครื่องยนต์จริงๆ ที่กำลังทำงานและลากรอบอยู่ ไม่ใช่เสียงสังเคราะห์ที่ปล่อยออกมาจากลำโพงเหมือนรถบางค่าย ซึ่งมอบความสมจริงและความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมากกว่า

ข้อดี-ข้อเสียที่ต้องแลก
แน่นอนว่าการเปลี่ยนเกียร์จำลองนี้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน สำหรับการขับขี่ในสนามแข่งเพื่อทำเวลาที่ดีที่สุด การส่งกำลังที่ราบรื่นไร้รอยต่อของมอเตอร์ไฟฟ้าย่อมเร็วกว่าเสมอ การสร้างจังหวะสะดุดขึ้นมาจึงเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ สำหรับการขับขี่บนถนนในชีวิตประจำวัน แต่ข่าวดีก็คือคุณสามารถปิด S+ Shift เมื่อไหร่ก็ได้เพื่อกลับไปสู่การขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวลสไตล์ EV หรือแม้กระทั่งเปิดโหมด one-pedal เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด ซึ่งเป็นความยืดหยุ่นที่รถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปแท้ๆ ไม่สามารถให้ได้

ในตอนนี้ S+ Shift จะมีให้ใช้เฉพาะใน Prelude เท่านั้น แต่ก็ไม่น่าแปลกใจถ้าหากในอนาคตเราจะได้เห็นเทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้ใน Civic Si หรือ Type R เวอร์ชันไฮบริด ไม่ว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็นแค่ลูกเล่น หรือนวัตกรรมอัจฉริยะที่ช่วยรักษาจิตวิญญาณของรถสปอร์ตไว้ในยุคไฟฟ้า คำตอบสุดท้ายคงต้องรอวันที่เราจะได้ลองขับ Prelude คันจริง แล้วเดี๋ยวเลดี้จะมาเล่าให้ฟังนะว่าเป็นยังไงบ้าง
ซื้อขายรถมือสองออนไลน์ ต้องที่ ตลาดรถมือสอง One2car ซื้อรถง่าย ขายรถไว ทั้งรถเก๋งมือสอง รถตู้มือสอง รถกระบะมือสอง ราคาดี ฟรีดาวน์ ผ่อนถูก คุณภาพพร้อมใช้งาน
อัปเดตข่าวรถล่าสุด ดูรีวิวรถยนต์ รีวิวรถมอเตอร์ไซค์ ทุกยี่ห้อ โดยทีมงานมืออาชีพ เช็คราคา ตารางผ่อน พร้อมเกาะติดข่าวสารรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ที่ Autospinn.com
McLaren 750S JC96 รุ่นพิเศษจำกัด 61 คัน เฉพาะญี่ปุ่นเท่านั้น!! แรงบันดาลใจจาก F1 GTR ปี 1996
333 จำนวนผู้เข้าชม |

McLaren เผยโฉม 750S JC96 ทำมาจำหน่ายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ถือเป็นครั้งแรกของ McLaren ที่สร้างรถมาให้ตลาดญี่ปุ่นโดยเฉพาะ ความพิเศษจะเป็นอย่างไรบ้างไปดูกัน
Mclaren 750S JC96 ผลิตมาแค่ 61 คัน สร้างโดยได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง McLaren F1 GTR หมายเลข 61 ที่คว้าแชมป์ในรายการ All Japan Grand Touring Car Championship (JGTC) ปี 1996 ลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งตัว Coupe และ Spider ทุกคันถูกติดตั้งชุดแต่ง High Downforce Kit (HDK) ช่วยเพิ่มแรงกดขึ้น 10% เมื่อเทียบกับ 750S ปกติ ล้ออัลลอย 15 ก้านน้ำหนักเบาพิเศษ คาลิปเปอร์เบรกสีทองพร้อมโลโก้ McLaren สีแดง ตัวถังพิเศษด้วยลวดลาย Tiger Stripe เต็มรูปแบบครอบคลุมทั้งตัวรถแบบที่พบใน F1 GTR หมายเลข 61 ลวดลายนี้เป็นงานพ่นสีด้วยมือทั้งหมดโดยแผนก MSO และจะมีแค่ 4 คัน เท่านั้นที่ได้ลายแบบนี้
ส่วนคันอื่นจะให้ลวดลาย Tiger Stripe มาเช่นกัน แต่จะปรากฏเฉพาะบนส่วนชุดแต่ง สปลิตเตอร์ด้านหน้า, กรอบกระจกมองข้าง และปีกท้าย โดยลวดลายนี้จะมีให้เลือกสีได้ 4 สี ได้แก่ Memphis Red, Titanium Silver, Ice White และ Graphite Grey จากนั้นลูกค้าก็ไปเลือกสีตัวถังซึ่งสามารถเลือกได้อิสระผ่านโปรแกรม MSO Bespoke
ห้องโดยสารจะเน้นวัสดุ Alcantara ทั่วคันตัดกับงานคาร์บอนไฟเบอร์ มีรายละเอียดที่โดดเด่นด้วยการใช้สีทองบนแป้นเหยียบ, ปุ่มเปลี่ยนเกียร์ที่คอนโซลกลาง และแผ่นป้ายสีทองพิเศษระบุ 750S JC96 1 of 61 พนักศรีษะเบาะนั่งปักโลโก้ JC96
750S JC96 มาพร้อมขุมพลัง V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ รหัส M840T ให้กำลังสูงสุด 750 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.8 วินาที, 0-200 ใน 7.2 วินาที, 0-300 ใน 19.8 วินาที ท๊อปสปีด 332 กม./ชม. ส่งกำลังผ่านเกียร์คลัทซ์คู่ 7 สปีด (SSG) ขับเคลื่อนล้อหลัง
McLaren 750S JC96 คือตัวแทนแห่งความเคารพในประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ตญี่ปุ่น และเป็นการแสดงความภักดีต่อแฟนๆ ชาวญี่ปุ่นที่หลงใหลในแบรนด์มาอย่างยาวนาน ด้วยจำนวนการผลิตเพียง 61 คัน มันจะเป็นหนึ่งในตัวหายากในอนาคตแน่นอน
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : McLaren















