เข้าใกล้โค้งสุดท้ายแล้วสำหรับการผลิต Bugatti Chiron ไฮเปอร์คาร์เครื่อง W16 แบบเพียวๆ รวมทั้ง Mistral และ Bolide เมื่อจบไลน์ผลิตก็เตรียมเป็นตำนานได้เลย ด้วยเหตุนี้ลูกค้ารายหนึ่งจึงตัดสินใจทำรถของเขาพิเศษเพื่อให้ย้อนดูประวัติศาสตร์ภายหลังได้
นี่คือ Chiron Super Sport “Golden Era” (ยุคทอง) ทำพิเศษหนึ่งเดียวจากทั้งหมด 80 คัน ซึ่งมีการร่วมมือออกแบบกับลูกค้าโดยตรงผ่านแผนก Sur Mesure ใช้เวลาสร้างกว่า 2 ปี แนวคิดเพื่อให้รถคันนี้เป็นเหมือนตัวบันทึกประวัติศาสตร์ช่วงเวลาสำคัญของบูกัตติ ตัวถังภายนอกเป็นงานเฉดสีไล่ระดับ หน้ารถจะเข้มสุดด้วยสีดำเมทัลลิคพิเศษ Nocturne Black จนไล่เฉดไปเป็นสีทอง Doré อันหรูหรา และแน่นอนจุดเด่นอยู่ที่บานประตูทั้งสองฝั่งที่มีงานวาดด้วยมือ เป็นการรวมรถบูกัตติไว้ 26 คัน แสดงถึงต้นกำเนิดของแบรนด์และรถยนต์อย่าง Type 57 SC Atlantic และ Type 41 Royale อีกฝั่งมี EB110, Veyron, Chiron จนไปจบที่ Bolide งานวาดเหล่านี้ต้องใช้เวลากว่า 400 ชม. ทีเดียว
ห้องโดยสารมาในสีทูโทน เน้นหนังแท้สลับ Alcantara บวกคาร์บอนไฟเบอร์ผิวด้าน แผงข้างประตูยังมีภาพวาดรถฝั่งละ 3 รุ่น พนักพิงศรีษะปัก Golden Era กาบบันไดเป็นสีทองระบุปี 1909-1956 และอีกฝั่ง 1987-2023 บริเวณพนักวางแขนกลางโชว์ความหนึ่งเดียวด้วยอักษร One of One
Chiron Super Sport ใช้ขุมพลัง W16 8.0 ลิตร เทอร์โบ 4 ลูก ใช้เกียร์คลัทซ์คู่ 7 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลัง 1,600 แรงม้า ที่ 7,050-7,100 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตันเมตร ที่ 2,250-7,000 รอบ/นาที เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.4 วินาที, 0-200 ใน 5.8 วินาที, 0-300 ใน 12.1 วินาที และ 0-400 ใน 28.6 วินาที กับท๊อปสปีด 440 กม./ชม.
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Bugatti

















RUF CTR เมื่อ The Yellow Bird กลับมา แต่ไม่ได้มีพื้นฐานจาก Porsche อีกต่อไป
11 มีนาคม 2017 เวลา 00:14 น. | หมวดหมู่ New Cars : Worldwide, NEWS | โดย AE110 | อ่านไปแล้ว: 4707 ครั้งhttps://platform.twitter.com/widgets/tweet_button.2f70fb173b9000da126c79afe2098f02.th.html#dnt=false&id=twitter-widget-0&lang=th&original_referer=https%3A%2F%2Fwww.headlightmag.com%2Fnews-2017-ruf-ctr%2F&size=m&text=RUF%20CTR%20%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%20The%20Yellow%20Bird%20%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%20%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%20Porsche%20%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%9B%20-%20HeadLight%20Magazine&time=1760060316970&type=share&url=https%3A%2F%2Fwww.headlightmag.com%2Fnews-2017-ruf-ctr%2F&via=Headlightmag
https://www.facebook.com/v2.0/plugins/share_button.php?app_id=634489746585708&channel=https%3A%2F%2Fstaticxx.facebook.com%2Fx%2Fconnect%2Fxd_arbiter%2F%3Fversion%3D46%23cb%3Df4191667f9b2a0c6e%26domain%3Dwww.headlightmag.com%26is_canvas%3Dfalse%26origin%3Dhttps%253A%252F%252Fwww.headlightmag.com%252Ffd929b104b8de0bf3%26relation%3Dparent.parent&container_width=35&href=https%3A%2F%2Fwww.headlightmag.com%2Fnews-2017-ruf-ctr%2F&layout=button_count&locale=en_US&sdk=joey
ปี 1987 เป็นปีที่ RUF CTR ซึ่งรู้จักในนาม The Yellow Bird มีพื้นฐานมาจาก Porsche
964 ที่ถูกนำมาต่อยอดจนมีสมรรถนะสูง ได้กลับมาเกิดอีกครั้งในชื่อเดิมว่า 2017 RUF
CTR นอกจากนี้ หน้าตา และเฉดสีตัวถังยังเหมือนเดิมอีกด้วย แม้ว่าทาง RUF จะระบุว่า
โครงสร้างตัวถังทั้งหมดของรถยนต์คันนี้ถูกผลิตขึ้นใหม่ทั้งหมด
2017 RUF CTR ใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบ Monocoque ทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ถือ
เป็นรถยนต์เครื่องยนต์วางหลัง ขับเคลื่อนล้อหลังคันแรกที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบนี้ สำหรับ
ส่วนของห้องโดยสาร, ตัวถังด้านหน้า และด้านหลังยังคงเป็นเหล็กอยู่ น้ำหนักตัวถังจึงอยู่ใน
พิกัด 1,200 กิโลกรัม
2017 RUF CTR ยังคงใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในการทำวัสดุตัวถังภายนอก งานออกแบบนั้น
เหมือนกับ The Yellow Bird รุ่นต้นตำรับแบบไม่ต้องสงสัย มือเปิดประตูเป็นแบบซ่อนได้
ซึ่งจะเลื่อนออกมาเมื่อต้องการใช้งาน กระจกด้านหลังทำองศาให้ส่งลมเย็นเข้าช่องดักลม
ท้ายรถโดยตรง ส่วนช่องดักลมบริเวณโป่งล้อหลังขวายังคงเอกลักษณ์ของ RUF เอาไว้
เพื่อเป่าลมเย็นเข้า Intercooler
2017 RUF CTR มีเบาะนั่ง Bucket Seat เพียง 2 ตัวเท่านั้นหุ้มด้วย Alcantara และทั้ง
ห้องโดยสารล้วนใช้วัสดุนี้เช่นกัน ด้านหลังติดตั้ง Roll Cage เอาไว้เพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังออกแบบแผงควบคุมแบบปุ่มกด 5 ปุ่ม และใช้ผ้า Tartan สีเหลืองตกแต่ง
ภายใน ให้เหมือนกับ Porsche ย้อนยุคด้วย
ขุมพลังของ 2017 RUF CTR เป็นเครื่องยนต์เบนซินแบบ Flat 6 สูบ 3.6 ลิตร วางหลัง
เทอร์โบคู่ มีพื้นฐานมาจากเครื่องยนต์ Porsche Mezger ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้
กำลังสูงสุด 710 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 89.72 กก-ม. (880 นิวตันเมตร) ทำงาน
ร่วมกับเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ส่งกำลังผ่านล้อคู่หลัง ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ภายใน 3.5 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 362 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ล้อของ 2017 RUF CTR ลาย 5 ก้านมีขนาด 19 นิ้ว พร้อมน็อตล็อคกลาง ช่วงล่างเป็น
แบบ Double Wishbone โดยที่โช็คหน้าจะติดตั้งในแนวนอนวางแนวตามยาวไปกับ
ตัวถัง ส่วนด้านหลังจะติดตั้งแนวนอนเช่นกัน แต่วางแนวขวางตัวถังแทน ระบบเบรกเป็น
แบบคาร์บอนเซรามิค พร้อมคาลิปเปอร์ขนาด 6 พอต ในด้านหน้า และ 4 พอต ในด้านหลัง
2017 RUF CTR ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 30 คันเท่านั้น สนนราคาคันละ 750,000 ยูโร
(ราว 28,280,000 บาท) ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมภาษี

