หมดกังวลเรื่องการซ่อมสีและตัวถัง กับ GWM Certified Body & Paint พร้อมให้บริการแล้ว กว่า 14 แห่งทั่วประเทศ
โดย Sahakrit S30 วันที่แล้ว563ดู
ทุกวันนี้มีผู้ใช้รถยนต์พลังงานใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีอยู่อย่างนึงที่ผู้ใช้กังวล คือ เรื่องการซ่อมสีและตัวถัง ตอนนี้ GWM (Thailand) ได้เปิดตัวศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสี (GWM Certified Body & Paint) พร้อมให้บริการแล้ว กว่า 14 แห่งทั่วประเทศ
หมดกังวลเรื่องการซ่อมสีและตัวถัง กับ GWM Certified Body & Paint พร้อมให้บริการแล้ว กว่า 14 แห่งทั่วประเทศ

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” หลังจาก GWM (Thailand) ได้เปิดตัว ศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสี (GWM Certified Body & Paint) อย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมากว่า 6 แห่ง ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหามาตรฐานการซ่อมตัวถังและสีระดับสากลด้วยช่างผู้ชำนาญการ ล่าสุด ได้ประกาศขยายเครือข่ายศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสีเพิ่มอีก 8 แห่งรวมเป็น 14 แห่งทั่วประเทศครอบคลุมภูมิภาคสำคัญทั้งภาคเหนือภาคตะวันออกและภาคอีสานการขยายตัวครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GWM ด้านการซ่อมตัวถังและสีให้เหนือกว่าศูนย์บริการทั่วไป ด้วยมาตรฐานหลัก 4 ด้าน ได้แก่
- ระบบตรวจสอบคุณภาพหลายชั้น
- การรับประกันงานซ่อมและอะไหล่แท้
- เทคโนโลยีดิจิทัลควบคุมทุกขั้นตอน
- ระบบสีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคงทนยาวนาน
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ GWM ที่จะสร้างประสบการณ์การบริการหลังการขายที่มีคุณภาพสูง เชื่อถือได้ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกภูมิภาคของประเทศไทย





มาตรฐาน 4 ด้านหลักของศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสี ที่สร้างความแตกต่างเหนือศูนย์ซ่อมตัวถังและสีทั่วไป
การดูแลรักษารถยนต์เปรียบเสมือนการ “การลงทุน” ที่สะท้อนถึงคุณค่าของชีวิตและทรัพย์สิน GWM CBP จึงก้าวเข้ามาเติมเต็มความต้องการนี้ด้วยมาตรฐานการบริการที่แตกต่างจากศูนย์ซ่อมตัวถังและสีทั่วไปด้วยมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็น
- ระบบตรวจสอบคุณภาพหลายชั้น (Multi-point Quality Check): รถยนต์ GWM ทุกคันที่เข้ารับบริการจะผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพที่เข้มงวดหลายชั้น ตั้งแต่การวิเคราะห์สภาพความเสียหาย การตรวจสอบโครงสร้าง ไปจนถึงการทดสอบมาตรฐานหลังการซ่อม ด้วยช่างเทคนิคและบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะกลับมามีสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัย เต็มประสิทธิภาพ และสวยงามเช่นเดิม
- การรับประกันงานซ่อมและอะไหล่แท้จาก GWM: GWM มุ่งมั่นมอบ “ความมั่นใจ” ที่จับต้องได้ให้กับลูกค้าทุกคน ผ่านการรับประกันงานซ่อมและอะไหล่แท้ตามมาตรฐานระดับโลก แตกต่างจากอู่ซ่อมทั่วไปที่ไม่สามารถการันตีคุณภาพในระยะยาวได้ โดยทุกงานซ่อมสีได้รับการรับประกันยาวนานถึง 1 ปีเต็ม โดยไม่จำกัดระยะทาง ช่วยให้ลูกค้าวางใจได้ในทุกการใช้งาน นอกจากนี้ อะไหล่แท้ทุกชิ้นนั้นได้รับการรับประกัน 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน ยืนยันถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพและการดูแลที่ครอบคลุม ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถใช้รถได้อย่างสบายใจและมั่นใจในมาตรฐาน GWM อย่างแท้จริง
- เทคโนโลยีดิจิทัลควบคุมขั้นตอนการทำงาน: GWM CBP ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยควบคุมและตรวจสอบทุกขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่การเริ่มงานซ่อมจวบจนถึงการส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้า ซึ่งทำให้ทราบรายละเอียดการซ่อม รายการอะไหล่ที่ใช้ ราคาค่าใช้จ่าย รวมถึงการติดตามสถานะงานซ่อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ชัดเจน และฉับไว
- ระบบสีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคงทนยาวนาน: อีกหนึ่งจุดแข็งคือการเลือกใช้ระบบสีที่พัฒนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยสารพิษและของเสีย ขณะเดียวกันยังคงความทนทานและคงสภาพสีได้นานกว่าการใช้ระบบทั่วไป ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคที่รักรถ และผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม




นอกจากนี้ศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสีของ GWM ยังแตกต่างด้วยบริการที่เหนือกว่า เพิ่มความอุ่นใจและความสะดวกสบายให้กับลูกค้าขั้นสุด ด้วยบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ
- มีเจ้าหน้าที่คอยอัปเดตสถานะงานซ่อมอย่างสม่ำเสมอ สร้างความมั่นใจและโปร่งใสในทุกขั้นตอน
- นัดหมายง่ายผ่าน GWM Application สะดวกและรวดเร็ว
- อนุมัติเคลมไวภายใน 1 วัน สำหรับค่าซ่อมไม่เกิน 25,000 บาท
- ส่งมอบรถตรงเวลาตามที่นัดหมาย มั่นใจได้ว่ารถจะกลับสู่มือลูกค้าในสภาพสมบูรณ์ ในระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ เบื้องหลังมาตรฐานของศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสี คือ พนักงาน และทีมช่างผู้ชำนาญการของ GWM ที่ผ่านการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติและได้รับการรับรองจาก GWM ซึ่งทุกคนต้องผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมด้านเทคนิคตัวถังและสีโดยเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนการซ่อมจะเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสียังมีการนำเครื่องมือที่ทันสมัยระดับสากลมาใช้ร่วมกับทักษะของทีมงาน เพื่อให้การซ่อมตัวถังและสีมีคุณภาพและความสวยงามของรถออกมาสมบูรณ์ที่สุด

ล่าสุดศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสีของ GWM ได้ขยายให้บริการรวมแล้วทั้งสิ้น 14 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด ดังนี้
- GWM เพรสทีจ ธัญบุรี
- GWM จรัญสนิทวงศ์
- GWM ซีซีซี ออโต้ วัชรพล
- GWM พรีเมียร์ ศรีนครินทร์
- GWM มอเตอร์ มอลล์ พระราม 2
- GWM วี อัลติเมทคาร์ บางบัวทอง
- GWM สตาร์เทรค สวนหลวง
- GWM วัน เทพารักษ์
- GWM ซีซีซี ออโต้ เชียงใหม่
- GWM ตงเจริญ สมุทรสาคร
- GWM ช.เอราวัณ นครปฐม
- GWM ซีซีซี ออโต้ อุบลราชธานี
- GWM เอก ระยอง
- GWM เอกสห โคราช
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์มาตรฐานซ่อมตัวถังและสีติดต่อได้ที่ GWM Application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center 02-668-8888
ข่าวประชาสัมพันธ์ GWM (Thailand)
Rimac Nevera R โค่น Koenigsegg ขึ้นแท่นเบอร์ 1 อีกครั้ง ! พร้อมทำลายสถิติความเร็ว 24 รายการ !
กรกฎาคม 17, 2025
เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2024 แบรนด์ Koenigsegg ไฮเปอร์คาร์สัญชาติสวีดิช ได้ทุบสถิติทะยานความเร็วจากจุดหยุดนิ่งถึงความเร็ว 400 กม./ชม. ด้วย Koenigsegg Jesko Absolut พร้อมทำลาย 4 สถิติ ซึ่งยากที่ใครจะเข้าถึง แต่อย่างไรก็ตาม…เพียงอีก 1 ปีให้หลัง Rimac กลับมาเพื่อทำให้ “ความเป็นที่สุด” ของ Koenigsegg เป็นเพียงอดีต ด้วยการส่ง Rimac Nevera R ทุบสถิติอีกครั้ง ด้วยการเป็นรถที่ทำความเร็วแตะ 400 กม./ชม. โดยใช้เวลาน้อยที่สุดในโลก !
Rimac Nevera R กับความเร็วจาก 0 – 400 – 0 กม./ชม. ที่ทำได้ในเวลาเพียง 25.79 วินาที เร็วกว่าตัวเลขเดิม 2.04 วินาที
สถิติเดิมของ Koenigsegg Jesko Absolut ในความเร็วตั้งแต่ออกตัวจนถึง 400 กม./ชม. ก่อนเบรกจนหยุดนิ่ง ตอกเอาไว้ด้วยเวลาเพียง 27.83 วินาที ณ สนามบินแห่งหนึ่งในประเทศสวีเดน ก่อนที่จะถูก Rimac Nevera R รถ EV Hypercar สัญชาติโครแอตทลายลงอย่างราบคาด พร้อมสร้างสถิติใหม่อีกถึง 24 รายการ !!! ซึ่งจะให้สาธยายในที่นี้ คงต้องคุยกันยาวเลยทีเดียว โดยสถิติใหม่ที่น่าสนใจ คือ ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าคันนี้ สามารถทำความเร็วตั้งแต่ 0 – 400 – 0 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 25.79 วินาที ณ สนามทดสอบใน Papenburg ในประเทศเยอรมนี ซึ่งเร็วกว่าสถิติเดิมของ Koenigsegg Jesko Absolut กว่า 2 วินาที และเร็วกว่า Rimac Nevera รุ่นเดิม 4.14 วินาที
ไม่มีการพัฒนาใดๆ เป็นที่สุด อย่างที่ Rimac ได้แสดงให้เราได้เห็น จากก่อนหน้าที่เคยคิดว่า Rimac Nevera เป็นรถไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าที่เร็วที่สุด (อย่างน้อยก็เคยเป็นรถ EV ที่เร็วที่สุดใน Nurburgring ก่อนที่จะถูกโค่นโดย Xiaomi SU7 Ultra และ Porsche Taycan Turbo GT) แบบไม่คิดว่าจะไปต่อได้อีกแล้ว แต่กลับมี Rimac Nevera R ที่สุดกว่ามาแทนที่ โดยไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าคันนี้ ได้รับการอัพเกรดด้วยแพคแบตเตอรี่ใหม่ พร้อมเซ็ตมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ทรงพลังมากขึ้น โดยมีกำลังขับเคลื่อนถึง 2,107 แรงม้า (แรงกว่าเดิม 193 แรงม้า) แบกตัวถังที่สร้างจากคาร์บอนไฟเบอร์ดีไซน์ลู่ลม ให้สามารถทะยานสู่ความเร็วสูงสุด 256 ไมล์/ชม. หรือราว 412 กม./ชม.
สถิติทั้ง 24 รายการ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นเพราะการพัฒนาแบบไม่มีที่สิ้นสุด แม้ว่าของเดิมจะดูสุดอยู่แล้วก็ตาม
นอกจากสถิติความเร็ว 0 – 400 – 0 กม./ชม. ที่ถูกทำลายลงอย่างราบคาบแล้ว Rimac Nevera R ยังทลายกำแพงความเร็ว 0-60 ไมล์/ชม. (0-96 กม./ชม.) ของ Rimac Nevera เดิม ได้สำเร็จ โดยตอกเวลาเอาไว้ที่ 1.66 วินาที อีกทั้งยังทะยานสู่ความเร็ว 200 กม./ชม. ได้ต่ำกว่า 4 วินาที ส่วนที่ความเร็วแตะ 300 กม./ชม. Rimac Nevera R ทำได้ในเวลาเพียง 7.89 วินาที และนี่คือ สติติอีก 23 รายการ ที่ไฮเปอร์คาร์สัญชาติโครเอเชียคันนี้…ทำได้สำเร็จ
- 0-60 MPH: 1.66 Seconds
- 0-100 KMH (62 MPH): 1.72 Seconds
- 0-100 MPH: 2.96 Seconds
- 0-200 KMH (124 MPH): 3.95 Seconds
- 0-300 KMH (186 MPH): 7.89 Seconds
- 0-200 MPH: 9.25 Seconds
- 0-400 KMH (249 MPH): 17.35 Seconds
- 100-200 KMH (62-124 MPH): 2.22 Seconds
- 200-250 KMH (124-155 MPH): 1.65 Seconds
- 200-300 KMH (124-186 MPH): 3.89 Seconds
- 0-100-0 KMH (0-62-0 MPH): 3.32 Seconds
- 0-200-0 KMH (0-124-0 MPH): 8.58 Seconds
- 0-300-0 KMH (0-186-0 MPH): 14.49 Seconds
- 0-400-0 KMH (0-249-0 MPH): 25.79 Seconds
- 0-250-0 MPH: 26.20 Seconds
- Quarter Miles: 7.90 Seconds
- Standing Mile: 19.71 Seconds
- Top Speed: 268.2 MPH (431.5 KMH)
นอกจากเรื่องความเร็วในระดับสถิติแล้ว สิ่งที่ Rimac Nevera R ให้ได้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง ความสะดวกสบายและประโยชน์ใช้สอย ซึ่ง Mr. Mate Rimac ผู้ก่อตั้งและ CEO ของแบรนด์ กล่าวว่า “Rimac Nevera R คือ ไฮเปอร์คาร์ที่สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน จากที่เคยคิดว่าการพัฒนาของแบรนด์จะหยุดอยู่ที่ Nevera ผู้ซึ่งเข้าใกล้ขีดจำกัดอย่างถึงที่สุดและไปต่อได้ยากแล้ว แต่การมาของ Nevera R ทำให้เราไม่คิดที่จะหยุดพัฒนา” อย่างไรก็ตาม…แน่นอนว่านี่ไม่ใช่รถที่ทุกคนจะเข้าถึงได้ ด้วยระดับราคาที่สูงถึง 2.3 ล้านยูโร หรือราว 87 ล้านบาท (ไม่รวมภาษี) โดย Rimac Nevera R ผลิตออกมาเพียง 40 คันทั่วโลก เท่านั้น










