แอสตัน มาร์ตินยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ดีบี11 จะวางขุมพลังวี8 ความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบของเอเอ็มจี
เครื่องยนต์บล็อกนี้รีดพละกำลังสูงสุด 503 แรงม้า แรงบิด 695 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม.ต่อชม. ทำได้ภายใน 4.0 วินาทีเท่านั้น ความเร็วสูงสุด 301 กม.ต่อชม. ดีบี11 ยังจะมีรุ่นเครื่องยนต์วี12 ความจุ 5.2 ลิตร เทอร์โบคู่ให้เลือกใช้ด้วย มีพละกำลัง 600 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร แต่อัตราเร่งไม่หนีห่างจากขุมพลังวี8 มากนัก โดย 0-100 กม.ต่อชม.ทำได้ 3.9 วินาที ท็อปสปีด 321 กม.ต่อชม.

ที่น่าสนใจก็คือน้ำหนักรถระหว่างเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นถือว่าแตกต่างกันมาก โดยรุ่นวี8 มีน้ำหนักตัวถัง 1,860 กก. ส่วนรุ่นวี12 หนักที่ 1,974 กก.
ด้วยความที่ขุมพลังบล็อกนี้เป็นเทคโนโลยีของเอเอ็มจี ทางแอสตัน มาร์ตินจึงต้องนำมาปรับจูนใหม่เพื่อสร้างบุคลิกเฉพาะตัว ทั้งระบบไอดี ระบบระบายไอเสีย และอ่างน้ำมันเครื่องถูกปรับเปลี่ยนใหม่ พร้อมกับมีการปรับซอฟต์แวร์อีซียูและแมปปิ้งลิ้นคันเร่งใหม่ด้วยเพื่อการตอบสนองและสุ้มเสียงคำรามที่เร้าใจ
ทางแอสตัน มาร์ตินยังทำการปรับเปลี่ยนบุชยางช่วงล่าง เหล็กกันโคลง สปริง ช็อกอัพ และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวใหม่สำหรับรุ่นขุมพลังวี8 ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกก็แตกต่างกันที่กรอบไฟหน้า ร่องระบายอากาศบนฝากระโปรงและล้ออัลลอย

แอสตัน มาร์ติน ดีบี11 วี8 เปิดให้จับจองในสหรัฐอเมริกาแล้ว ด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 198,995 เหรียญสหรัฐ กำหนดการส่งมอบช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ ที่นี่
ต้องการซื้อรถมือสอง ตรวจสอบราคารถยนต์มือสอง เชิญที่นี่
เปิดตัว!! Ferrari 849 Testarossa และ 849 Testarossa Spider การคืนชีพชื่อในตำนาน แทนที่ SF90
463 จำนวนผู้เข้าชม |

SF90 มีผู้มารับไม้ต่อเป็นที่เรียบร้อย ขอต้อนรับ 849 Testarossa และ 849 Testarossa Spider โดยชื่อ Testarossa เป็นที่รู้จักเล่าขานกันมายาวนานตั้งแต่ Ferrari 500 TR ปี 1956 ที่มาพร้อมฝาครอบวาล์วสีแดงอันสะดุดตา จนถึง Ferrari Testarossa ปี 1984 ตัวนี้เรียกว่าไอคอนิกสุดๆ
Ferrari เปิดตัวทีเดียว 2 รุ่นรวด 849 Testarossa (คูเป้) และ 849 Testarossa Spider (เปิดประทุน) รุ่น Spider มากับหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ (RHT) เปิดปิดหลังคาได้ภายในเวลา 14 วินาที ใช้งานได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงสุด 45 กม./ชม. งานดีไซน์ภายนอกมาเป็นทรงเหลี่ยมแบบรถแข่ง 512 S ยุค 70 ด้านอากาศพลศาสตร์เน้นไปที่แรงกดและการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยม แรงกดรวมสูงสุดที่ทำได้คือ 415 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 250 กม./ชม. เพิ่มขึ้นจาก SF90 ถึง 25 กิโลกรัม ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนก็เพิ่มขึ้น 15% ด้านหน้ารถมีกันชนหน้าและใต้ท้องรถที่ออกแบบใหม่หมด ใต้ท้องมีครีบช่วยสร้างกระแสลม Vortex Generators ข้างตัวรถดีไซน์ตัวถังให้รับปริมาณอากาศไปยังอินเตอร์คูลเลอร์ได้มากขึ้นถึง 30% บั้นท้ายโดดเด่นด้วยดีไซน์หางคู่ Twin tail แรงบันดาลใจจาก 512 S ซึ่งจะทำงานร่วมกับสปอยเลอร์หลังแบบแอคทีฟที่ซ่อนอยู่ตรงกลาง และดิฟฟิวเซอร์แบบหลายระดับช่วยลดแรงต้านอากาศได้อย่างดีเยี่ยม
ห้องโดยสารมาในสไตล์รถแข่งแต่ก็ยังคำนึงถึงความสะดวกสบายในการนั่ง พวงมาลัยได้ปุ่ม Engine Start แบบดั้งเดิม และลูกบิด eManettino สำหรับระบบไฮบริด ร่องเกียร์ H-gate ดีไซน์แบบลอยตัว เบาะนั่งมีให้เลือกทั้งแบบมาตรฐานเน้นสบาย และแบบ Racing คาร์บอนไฟเบอร์ รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto มีแท่นชาร์จไร้สายบนคอนโซลกลาง และระบบ MyFerrari Connect ให้เจ้าของรถตรวจสอบสถานะรถได้ทุกที่ผ่านแอปพลิเคชัน
849 Testarossa ติดตั้งขุมพลัง V8 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ พัฒนาจาก SF90 ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าสามตัว รวมสองระบบให้กำลังสูงสุด 1,050 แรงม้า (เพิ่มม้าขึ้น 50 ตัวจาก SF90) เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.3 วินาที, 0-200 ใน 6.35 วินาที ท๊อปสปีด 330 กม./ชม. ใช้เกียร์ F1 คลัทช์คู่ 8 สปีด
849 Testarossa ยังมีให้สั่งออฟชั่น Assetto Fiorano package ชุดแต่งพิเศษลดน้ำหนักตัวรถได้ประมาณ 30 กิโลกรัม ด้วยชิ้นส่วนที่เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ และไทเทเนียม เช่น เบาะนั่งแบบ Lightweight Tubular Seat, ล้อคาร์บอนไฟเบอร์ขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยลดมวลใต้สปริง (unsprung mass) ชุดแต่งภายนอกอัพเกรดครีบกันชนหน้าให้ใหญ่ขึ้น ใต้ท้องรถติดตั้งแผงเพิ่มสร้าง Vortex Generators ท้ายรถมีการอัพเกรด Twin tail กลายเป็นปีกคู่แบบใหม่ Twin wings ได้โช้คจาก Multimatic แบบรถแข่ง ยางเป็น Michelin Pilot Sport Cup2 และยังสามารถเลือกตกแต่งตัวถังด้วยลวดลายพิเศษ สองสีคือ Bianco Cervino (ขาว) และ Rosso Corsa (แดงเฟอร์รารี) โดยมีเส้นคู่แบบไล่เฉด (gradient) วิ่งจากฝากระโปรงหน้า ผ่านหลังคา ไปจนถึงฝากระโปรงหลัง
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Ferrari




























