โคตรเร็ว Czinger 21C Hypercar 0-200 ใน 4.8 วินาที
-กกก+
Czinger 21C เคยเป็นไฮเปอร์คาร์ต้นแบบเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ล่าสุด 21C ถูกพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์และพร้อมที่จะเข้าสู่สายการผลิต (อันน้อยนิดแค่หยิบมือเดียว) นับเป็นไฮเปอร์คาร์ไฮบริดสองที่นั่งแบบเรียงหนึ่งจากแคลิฟอร์เนียที่ได้แนวคิดมาจากเครื่องบินจารกรรมในยุค 1970 Czinger 21C มาพร้อมกำลัง 1,250 แรงม้า สมรรถนะระดับเดียวกับตัวทำลายสถิติทั้งหลายในสารบบ เหมือนการผนวกโซลูชันทางวิศวกรรมจาก Stark Industries ให้มีความสุดในทุกอนู


…
การออกแบบตัวรถทั้งคันโดยเฉพาะเปลือกตัวถัง โครงสร้างและจุดยึดต่างๆ ล้วนขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ AI ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านเครื่องมือราคาแพง ช่วยให้สามารถทำแบบเดิมซ้ำอีกได้อย่างรวดเร็ว สร้างชิ้นส่วนน้ำหนักเบาที่ปรับแต่งมาอย่างสมบูรณ์แบบด้วยระบบพิมพ์ 3 มิติ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา โปรเจกต์สุดล้ำนี้เปลี่ยนจากนิยายวิทยาศาสตร์ไปสู่ความเป็นจริง


ปี 2024 โรงงานของ Divergent บริษัทในเครือเดียวกันกับ Czinger ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ที่ผลิตชิ้นส่วนให้กับแบรนด์รถสปอร์ตหรูอย่าง Bugatti, Aston Martin, McLaren, ยานอวกาศ SpaceX รวมถึงชิ้นงานน้ำหนักเบาซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์ของกองทัพอเมริกัน ไปพร้อมๆ กัน กลางปี 2025 Czinger 21C กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนา โดย Divergent ควักเงินลงทุนไปราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระบบ Divergent Adaptive Production System ที่ล้ำสมัย Czinger 21C ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มันเป็นรถวิ่งทำลายสถิติเวลาต่อรอบ เพื่อโชว์ศักยภาพอันเต็มเปี่ยม


…

ทรงของ 21C ดูแปลกตา ราวกับยานรบต่างดาว ด้วยโครงสร้างใยแมงมุมที่แผ่กว้างอยู่ใต้ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ ตัวรถกว้างและเตี้ยอย่างไม่น่าเชื่อ ความเตี้ยของมันพอๆกับรถแข่งเอนดูลานซ์ในเลอมังค์ การจัดวางตำแหน่งที่นั่งแบบแถวเรียง 1+1 ได้แรงบันดาลใจจาก Cockpit ของเครื่องบินจารกรรมวิหกดำ SR-71 Blackbird ห้องโดยสารมีดีไซน์ที่เพรียวบาง ใช้รูปทรงหยดน้ำที่ดูเป็นธรรมชาติและกลมกลืนไปกับหลักอากาศพลศาสตร์ นอกจากบรรยากาศแบบ Top Gun ในตำแหน่งคนขับและผู้โดยสาร(ด้านหลัง) 12C มีตำแหน่งการขับขี่ตรงกลางรถที่สมบูรณ์แบบ การออกแบบในลักษณะดังกล่าวเพื่อให้รูปทรงของห้องโดยสาร สามารถปรับแต่งเชื่อมโยงกับระบบอากาศพลศาสตร์ได้ง่าย ไม่ต้องแก้กันวุ่นวายจนออกทะเลเหมือนบางแบรนด์

…
Czinger อ้างว่า 21C มี Activeaero ที่สร้างแรงกดได้ 1,200 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ 2,552 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 321 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ฝากระโปรงท้ายรถ มาพร้อมกับวิงหลังขนาดใหญ่ (ซึ่งช่วยสร้างสมดุลให้กับสปลิตเตอร์หน้าขนาดมหึมาและแผ่นปิดท้าย) เหนือช่วงล่างอันสวยงามสะดุดตาเป็นซับเฟรม เครื่องยนต์ถูกวางอยู่ในนั้นด้วยการวางแบบกลางลำ

หัวใจของ 21C คือเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ความจุ 2.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 750 แรงม้า แรงบิด 540 นิวตันเมตร รอบเครื่องยนต์สูงสุด 11,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยเกียร์คลัตช์เดี่ยว 7 สปีด ใช้ระบบเกียร์แบบทวินบาร์เรล ชิ้นส่วนภายในพวกเฟืองต่างขนาดผลิตโดย XTrac โครงสร้างตัวถังผลิตจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เครื่องยนต์เสริมด้วยระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 800 โวลต์ ประกอบด้วย MGU ขับเคลื่อนผ่านการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง สามารถส่งกำลังได้สูงสุด 200 แรงม้า ด้่วยแบตเตอรี่ไฮบริดขนาดเล็กจิ๋วแบบใหม่ มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวติดตั้งที่เพลาหน้า ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่รูปแท่งตัวเล็กแต่อัดแน่นด้วยพลังงานไฟฟ้า ขนาด 4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งติดตั้งอยู่ที่ขอบประตูแต่ละด้าน ทำให้ 21C มีกำลังสูงสุด 1,250 แรงม้า และแรงบิด 940 นิวตันเมตร (692 ปอนด์-ฟุต) Czinger อ้างว่า 21C สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 2.2 วินาที และ 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.8 วินาที เร็วกว่า Ferrari F80 ประมาณหนึ่งวินาทีเลยทีเดียว
…



บานประตูของ 21C ออกแบบให้เข้า – ออกจากภายในได้ง่ายและสะดวกกว่าห้องโดยสารที่คับแคบของ Aston Martin Valkyrie ตำแหน่งนั่งห่างจากซุ้มล้อจนไม่ได้บดบังทัศนียภาพข้างหน้า รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาดเล็ก หน้าจอใสเรียบง่ายที่อยู่ด้านหลัง ติดตั้งอยู่บนโครงสร้างที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะรู้สึกเหมือนอยู่ด้านหน้าของวัตถุที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง แนวคิดเครื่องบินเจ็ทอาจดูเหมือนสิ่งที่เด็กเจ็ดขวบเป็นคนคิดค้นขึ้นมาเอง แต่ซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ถูกออกแบบมาเพื่อดึงความเป็นเด็กในตัวเราทุกคนอยู่แล้ว โดยเฉพาะบรรดามหาเศรษฐีที่ยอมควักเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับของเล่นที่เคยใฝ่ฝันถึงในวัยเด็ก



ปุ่มสตาร์ทอยู่ที่แผงด้านหลัง บริเวณด้านขวาของพวงมาลัย ทางด้านซ้ายมีปุ่มปรับโหมด ลืมโหมด Street (ที่เน้นการขับขี่ด้วยไฟฟ้า) และ Sport (ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบ ICE) ไปได้เลย โหมด Track ตามด้วย Track+ ซึ่งจะลดระดับความสูงของรถลง 25 มิลลิเมตร เปลี่ยนลักษณะและสมรรถนะของรถไปอย่างสิ้นเชิง ปุ่มปิดระบบควบคุมการยึดเกาะถนนและเสถียรภาพถูกออกแบบให้ปิดได้ง่ายไม่ต้องวุ่นวายกับการคุ้นหาฟังก์ชันในหน้าจอ


21C มีราคา 1.6 ล้านปอนด์ (คิดเป็นเงินไทยยังไม่รวมอัตราภาษีนำเข้า 300% ++ จะอยู่ที่ประมาณ 68,783,000 บาท) ผลิตเพียง 80 คัน 21 มีเครื่องยนต์ V8 ที่ออกแบบให้สตาร์ทและเดินเบาด้วยความรู้สึกคล้ายรถแข่ง จุดยึดแน่นหนา มีพลังงานสูง ระดับเสียงและโทนเสียงจากเครื่องและท่อระบายท้ายเหมือน GMA T50 กระปุกเกียร์ปรับแต่งให้ทำงานอย่างนุ่มนวลและเร็วกว่าคู่แข่ง แต่ในความเป็นจริง ผู้ผลิตไฮเปอร์คาร์รายย่อย มักจะเลือกใช้เกียร์แบบคลัตช์เดี่ยวเพราะเน้นเรื่องราคา แล้วก็อ้างว่าเป็นเพราะน้ำหนัก แต่ถึงจะดูไม่น่าเชื่อถือ กระปุกเกียร์ก็ถือว่าเหนือกว่าที่ติดตั้งใน Pagani Huayra BC ที่เจ๋งกว่านั้นคือ น้ำหนักตัวรถทั้งคันที่เบาหวิว ความรู้สึกในการเชื่อมต่อกับระบบควบคุมทั้งหมดเป็นไปอย่างธรรมชาติ พวงมาลัยไวแต่มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความรู้สึกถึงการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม


สิ่งที่แก้ไขได้ยากที่สุดคือระบบการแมปคันเร่ง มันให้ความรู้สึกดุดันเกินกำลังไปไกล ด้วยพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ คนขับต้องมีสกิลอย่างน้อยๆ ก็ควรจะมีรถ 700-800 แรงม้าอยู่ในครอบครอง ระบบส่งกำลังของ 21C นั้น จุดสูงสุดของคันเร่งคือความแม่นยำที่นิ่งสงบ ยางหน้า pilot sport cup2 265/35 ZR20 หลัง 305/30ZR20 รองรับแรงบิดมหาศาลที่ส่งผ่านมาจากมอเตอร์และเฟืองเกียร์ วิศวกรของ Czinger ยอมรับว่ายังมีงานอีกเล็กน้อยที่ต้องปรับแต่ง 21C ให้สมบูรณ์แบบมากกว่านี้ จริงๆแล้วตัวรถต้นแบบยังไม่ได้ปลดล็อกศักยภาพของแรงบิดจากล้อหน้าอย่างเต็มที่ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย



บนสนามแข่งที่ดุเดือดและเหี้ยมเกรียม Czinge 21C ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เจ้าของมีประสบการณ์ที่สมจริง ดื่มด่ำกับความเร็วและความเสียวสยองอย่างเหลือเชื่อ 21C ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากรถไฮเปอร์คาร์คันอื่น มันไม่ได้ลอกเลียนแบบรถของแบรนด์ดัง เป็นจักรกลที่ใช้ความพยายามในการยกระดับมาตรฐานด้วยแนวคิดของตัวเอง การปรับปรุงแม้เพียงจุดเล็กๆ ซึ่งเป็นวิธีการพัฒนาและผลิตรถแบบใหม่ทั้งหมด และนำมาประยุกต์ใช้กับทีมวิศวกรด้านเทคนิค ผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของอดีตวิศวกร F1 วิศวกรอวกาศ และวิศวกรของ SpaceX โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่อง SR-71 นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบอเมริกันของไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังจะถูกดันขึ้นสู่ไลน์ผลิตตามใบสั่งจองแค่ 80 คันเท่านั้นเอง.
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcomhttps://
www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/
Aston Martin DB11 AMR ซูเปอร์คาร์ V12 630 แรงม้า เผยโฉมอย่างเป็นทางการ
in New Car

Share on FacebookShare on TwitterShare on Line
Aston Martin อัพเกรดขุมพลังให้ DB11 เดิมด้วยเครื่องยนต์ V12 ที่ปรับจูนใหม่และใส่ฟีเจอร์เกรดรถแข่งเข้าไป ผลที่ได้คือ DB11 AMR ซูเปอร์คาร์ตัวท็อปของไลน์อัพ พร้อมชนกับคู่แข่งทุกคัน
DB11 AMR เป็นการแทนที่ DB11 V12 อายุ 2 ปีที่มียอดขายไม่สู้ดีนัก ขุมพลังของซูเปอร์คาร์ตัวท็อปคันนี้เป็นเครื่องยนต์ V12 ความจุ 5.2 ลิตร ทวินเทอร์โบ ที่อัพเกรดใหม่ ให้พละกำลัง 630 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที และให้แรงบิด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,600 รอบ/นาที แรงบิดที่ได้ยังคงเท่ากับ DB11 รุ่นเดิม แต่แรงม้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 30 ตัว

ไม่เพียงแค่เป็น DB11 ที่ทรงพลังที่สุดเท่านั้น แต่ซูเปอร์คาร์คันนี้ยังมีพละกำลังมากกว่าคู่แข่งสำคัญอย่าง Bentley Continental GT เครื่อง W12 626 แรงม้า และ Mercedes-AMG S65 เครื่อง V12 621 แรงม้า อีกด้วย

ตัวย่อ AMR มาจากคำว่า Aston Martin Racing เพราะฉะนั้นไม่ต้องสืบสาวให้มากความ ตัวแรงคันนี้ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด จาก ZF ขับเคลื่อนล้อหลัง และมาพร้อมกับระบบท่อไอเสียแบบใหม่ที่ปล่อยเสียงออกมาเต็มๆ แบบรถแข่งอย่างไม่อายใคร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 3.7 วินาที ความเร็วสูงสุดแตะที่ 335 กม./ชม.

ช่วงล่างของ DB11 AMR ได้รับการอัพเกรดด้วยระบบกันสะเทือนแบบใหม่ที่ช่วยให้รถปราดเปรียวยิ่งขึ้น พร้อมกับเซ็ตอัพให้เหมือนกับ DB11 ตัว V8 ผลที่ได้คือตอบสนองดียิ่งขึ้นแต่ยังคงนุ่มนวลและสบายแบบรถแกรนด์ทัวเรอร์

บอดี้ภายนอกของ DB11 AMR ตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และของแต่งสีดำเงา อาทิ ล้ออัลลอย กระจังหน้า และกระจกมองข้าง วัสดุโครเมี่ยมแวววาวถูกแทนที่ด้วยสีดำด้านพร้อมด้วยไฟหน้าและไฟท้ายรมดำสุดดุดัน ความแข็งแกร่งดุดันถูกส่งต่อมายังภายในห้องโดยสาร มีการตกแต่งชิ้นส่วนด้วยสีดำด้าน มาพร้อมกับเบาะหนัง Alcantara คาดทับด้วยแถบสีเหลืองมะนาว และพวงมาลัยหุ้มหนังกลับ

นอกจากนี้ Aston Martin ยังนำเสนอ DB11 AMR เวอร์ชันลิมิเต็ดผลิตเพียง 100 คัน โดยมาในสี Stirling Green คาดทับด้วยแถบสีเหลือง Lime Livery ที่จำลองมาจากตัวแข่งของค่ายในอดีต โมเดลนี้จะมาพร้อมกับชุดแต่งคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มเติมจาก AMR เวอร์ชันปกติ และภายในสี Dark Knight ตัดด้วยสีเหลืองมะนาว

DB11 AMR เวอร์ชันปกติเปิดจองแล้วตอนนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 174,995 ปอนด์ (ราว 8.75 ล้านบาท) แพงกว่า DB11 V12 ตัวก่อนหน้า 17,095 ปอนด์ (ราว 8.55 แสนบาท) ส่วนเวอร์ชันลิมิเต็ดเริ่มต้นที่ 201,995 ปอนด์ (ราว 10 ล้านบาท) ส่งมอบรถคันแรกปลายปีนี้


