ฝรั่งเศส-หลังจากปล่อยให้คนรักรถสปอร์ทใจจดใจจ่อ และรอคอยมาอย่างยาวนาน ในที่สุด คือเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี่เอง BUGATTI (บูกัตตี) ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทซึ่งมีที่ทำการอยู่ในเมืองน้ำหอม ก็เปิดเผยโฉมหน้า และรายละเอียดต่างๆ ของรถสปอร์ทรุ่นใหม่ออกมาแล้ว พร้อมคำยืนยันว่า จะเริ่มการผลิตรวมทั้งส่งมอบรถให้แก่ผู้สั่งจองได้ภายในปี 2026 และจะจำกัดจำนวนผลิตไว้เพียง 250 คัน

ยอดผู้ผลิตรถสปอร์ทซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน และมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราว ตั้งชื่อรถสปอร์ทรุ่นนี้ว่า BUGATTI TOURBILLON (บูกัตตี ตูร์บิยง) และให้คำอธิบายว่า ชื่อรุ่น TOURBILLON ได้จากชื่อของกลไกในนาฬิการะดับไฮเอนด์ ที่นักประดิษฐ์นาฬิกาชาวสวิสส์-ฝรั่งเศส พัฒนาขึ้น และจดทะเบียนไว้เมื่อปี 1801 เป็นชิ้นส่วนกลไกที่ทำให้นาฬิกาสามารถทำงานได้เที่ยงตรงขึ้น

นับเป็นรถแบบที่ 3 ในยุคใหม่ของค่ายนี้ ที่เริ่มต้นเมื่อปี 1998 รถ 2 แบบแรก คือ BUGATTI VEYRON (บูกัตตี เวย์รน) ซึ่งเริ่มการผลิตเมื่อปี 2005 และจำกัดการผลิตไว้เพียง 450 คัน กับ BUGATTI CHIRON (บูกัตตี ชีรน) ซึ่งเริ่มการผลิตในปี 2016 และเพิ่มจำนวนผลิตเป็น 500 คัน (ผลิตไปครบจำนวนแล้วเมื่อปี 2023) ทั้ง 2 แบบนี้เป็นรถสปอร์ทระดับ HYPERCAR (ไฮเพอร์คาร์) ติดตั้งระบบขับเคลื่อนทุกล้อด้วยพลังของเครื่องยนต์หายใจอากาศธรรมดา ดับเบิลยู 16 สูบ ความจุ 8.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 1,001 และ 1,500 แรงม้า ตามลำดับ

แต่ในรถแบบใหม่นี้ เครื่องยนต์ดับเบิลยู 16 สูบ ถูกเก็บเข้าโกดัง แล้วแทนที่ด้วยระบบขับ PLUG-IN HYBRID (พลัก-อิน ไฮบริด) หรือไฮบริดชนิดต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟ ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซินหายใจอากาศธรรมดา วี 16 สูบ ความจุ 8.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 735 กิโลวัตต์/1,000 แรงม้า ที่ร่วมกันพัฒนากับสำนัก COSWORTH (คอสเวิร์ธ) อันโด่งดัง และมีน้ำหนักเพียง 252 กก. ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ชุด (2 ชุด ขับล้อคู่หน้า-1 ชุด ขับล้อคู่หลัง) ให้กำลังรวม 588 กิโลวัตต์/800 แรงม้า และป้อนพลังไฟฟ้าด้วยแบทเตอรีขนาดความจุ 25 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งการชาร์จไฟ 0-80 % แบบเร่งด่วนจะใช้เวลาเพียง 12 นาที กรณีชาร์จไฟเต็ม BUGATTI TOURBILLON ที่มีกำลังรวมสูงสุด 1,324 กิโลวัตต์/1,800 แรงม้านี้ จะวิ่งด้วยพลังไฟฟ้าล้วนๆ ได้ไกลกว่า 60 กม.
ที่น่าประหลาดใจก็คือ แม้ว่าใช้ระบบขับไฮบริด รถแบบใหม่นี้มีกลับน้ำหนักตัวแค่ 1,995 กก. คือเบากว่ารถทั้ง 2 แบบที่กล่าวข้างต้น ทั้งนี้เป็นผลลัพธ์ของความพยายามในหลายช่องทางที่จะลดน้ำหนัก ตัวอย่างเช่น การใช้คาร์บอนไฟเบอร์เป็นวัสดุในการทำชิ้นส่วนตัวถัง และการผลิตชิ้นส่วนหลายชิ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกกันว่า 3D-PRINTING (3 ดี-พรินทิง)

หน้าตา และรูปทรงองค์เอวของตัวถังดูหวือหวาอลังการ์ตามสไตล์ของค่ายนี้ เป็นการออกแบบขึ้นใหม่ โดยไม่ละทิ้งรูปลักษณ์หลายอย่างที่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนแล้วในรถ 2 แบบแรก เช่น แผงกระจังหน้ารูปเกือกม้า เส้นแบ่งครึ่งตัวถังที่พาดยาวบนหน้าหม้อ และหลังคา การเคลือบสีตัวถังแบบ TWO-TONE (ทู-โทน) ฯลฯ
ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะใช้เวลาแค่ 2.0 วินาที ในการทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. และเพิ่มอีกเพียง 3.0 วินาที ในการทำอัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ส่วนความเร็วสูงสุดนั้น คนของค่ายนี้กล่าวกับผู้สื่อข่าวในยุโรปว่า 440 กม./ชม.ไม่ใช่ตัวเลขที่คิดไปเอง
ราคาค่าตัวที่ประกาศยืนยันแล้วของรถประกอบด้วยมือแบบนี้ คือ เริ่มต้น ที่ 3.8 ล้านยูโร หรือประมาณ 150 ล้านบาทไทย




McLaren W1 สร้างชิ้นส่วนระบบรองรับด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ
25 Oct 2024

ข่าวจากสหรัฐอเมริกา ระบุว่า McLaren W1 ไฮเพอร์คาร์รุ่นล่าสุด โดยเฉพาะในส่วนของแชสซีส์ เพราะใช้เครื่องพิมพ์สามมิติสร้างชิ้นส่วนของระบบรองรับ เพื่อให้มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ซึ่งชิ้นส่วนดังกล่าวประกอบด้วย ปีกนกบน, ปีกนกล่าง และคอม้า
McLaren ร่วมกันบริษัท Divergent Technologies ของอเมริกา ที่มีความชำนาญในการสร้างชิ้นส่วนซับซ้อนด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ บริษัท Divergent เป็นของ Kevin Czinger ผู้ก่อตั้งรถไฮเพอร์คาร์ Czinger ซึ่งพัฒนา และผลิตรถ โดยมีชิ้นส่วนผลิตด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ

กระบวนการขึ้นรูปชิ้นส่วนด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ โดยใช้เครื่องฉีดผงโลหะทีละชั้นแล้วหลอมด้วยเลเซอร์เพื่อรักษารูปทรงไว้ จากนั้นนำชิ้นส่วนที่ขึ้นรูปเรียบร้อยไปอบด้วยความร้อนอีกครั้ง การออกแบบชิ้นส่วนด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ ต้องใช้ซอฟท์แวร์เฉพาะสำหรับการออกแบบชิ้นส่วน ซึ่งทำให้ใช้วัตถุดิบน้อยลง และชิ้นส่วนมีรูปทรงคล้ายกับอวัยวะของสิ่งมีชีวิต
ระบบรองของ McLaren W1 มีชิ้นส่วนสำคัญประกอบไปด้วย แขนกระทุ้งชอคอัพ, ชอคอัพแบบอินบอร์ด, เหล็กกันโคลง ทั้งหมดนี้ยึดเข้ากับโครงสร้างกลางตัวรถทรงท่อ จึงไม่ต้องใช้ชุดซับเฟรมหน้า ทำให้รถมีน้ำหนักน้อยลง ทั้งช่วยให้กระแสลมไหลผ่านใต้ท้องรถได้อย่างลื่นไหล

ไม่เพียงแต่ McLaren และ Czinger ที่เป็นผู้ผลิตรถที่ผลิตชิ้นส่วนระบบรองรับด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ เพราะค่ายม้าลำพอง ก็ผลิตระบบรองรับของ Ferrari F80 ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ ส่วน Bugatti ก็ใช้เครื่องพิมพ์สามมิติผลิตชิ้นส่วนถัง รวมถึงระบบรองรับของ Tourbillon ไฮเพอร์คาร์รุ่นล่าสุดของค่าย
McLaren W1 มีกำหนดส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2569 ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 70.53 ล้านบาท) ผลิตขึ้นเพียง 399 คัน และถูกจับจองทั้งหมดแล้ว

