VLF Force 1 V10 ซุปเปอร์คาร์แรร์ไอเทม ที่ใช้พื้นฐานจาก Dodge Viper
1991 จำนวนผู้เข้าชม |
ในงาน Detroit Auto Show ปี 2016 มีการเปิดผ้าคลุมรถรุ่นพิเศษของฝั่งอเมริกันจากค่าย VLF แน่นอนว่าหลายคนคงยังไม่รู้จักชื่อนี้ ย้อนไปเริ่มที่ปี 2012 คือจุดเริ่มต้นก่อตั้งในชื่อ VLF Automotive โดยบอสใหญ่ของ GM Bob Lutz และอดีตผู้บริหาร Boeing Gilbert Villarreal ถ้ายังจำได้ก่อนหน้านั้นมีรถ 4 ประตูในชื่อ Destino V8 รูปร่างคล้ายกับ Fisker Karma มันถูกสร้างโดย VLF เช่นกัน หลังจากนั้นจึงมีการชักชวนทาง Henrik Fisker ให้มาร่วมออกแบบรถ จนกลายมาเป็นชื่อ VLF นั่นเอง โดยผลงานซุปเปอร์คาร์ของพวกเขาใช้นามว่า Force 1 V10
Force 1 V10 นั้นใช้พื้นฐานมาจาก Dodge Viper แต่ถูกนำมาออกแบบเส้นสายใหม่ทั้งหมดโดย Henrik Fisker เล่นเอาแบบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ตัวถังใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 1,538 กิโลกรัม เท่านั้น ด้านหน้ารถดีไซน์แปลกตาดุดันเสริมช่องรับลมระบายความร้อนในหลายจุด ชุดโคมไฟหน้าดูมีรายละเอียด ด้านข้างเฉียบคมพร้อมปลายท่อไอเสียออกข้างทั้ง 2 ฝั่ง แบบ Viper ดั้งเดิม ชุดล้ออัลลอยมวลเบาให้มาขนาด 21 นิ้ว ทั้งหน้า-หลัง ระบบเบรกจาก Brembo พร้อมด้วยยางสมรรถนะสูง Pirelli P Zero ช่วยการควบคุมได้มั่นใจมากขึ้น บั้นท้ายออกแบบได้ทันสมัยด้วยไฟท้ายแบบบางเฉียบ Ultra Thin Ventilated (UTV) มี Diffuser ท้ายจัดเรียงอากาศขนาดใหญ่ เสริมด้วยสปอยเลอร์ด้านบนกระจกบานหลังและด้านท้ายสามารถสร้างแรงกดได้มากพอตัวทีเดียว
ห้องโดยสารแบบเดียวกับที่เห็นใน Viper แต่ได้มีการยกระดับความหรูหราสะดวกสบายมากขึ้น โทนสีสั่งได้ตามลูกค้า วัสดุใช้หนังแท้คุณภาพสูงสัมผัสนุ่มนวลรายล้อม Alcantara ช่วยให้รถคันนี้ดูพิเศษมาก พร้อมยังเสริมช่องวางขวดไวน์หรือแชมเปญขนาดใหญ่ 2 ขวด บริเวณหลังพนักพิงกลาง, มี WIFI hot spot, ระบบนำทาง, เครื่องเสียงระบบ HIFI, ช่องวางสมาร์ทโฟนบริเวณคอนโซลกลาง และช่องเสียบ USB มีมาให้ครบ
Force 1 V10 ใช้เครื่องยนต์แบบ V10 ขนาด 8.4 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ จาก Viper พร้อมพละกำลังมหาศาล 745 แรงม้า ที่ 6,100 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 928 นิวตัน-เมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที ทำอัตราเร่ง 0-100 ในเวลา 3 วินาที กับท๊อปสปีดถึง 350 กม./ชม. ด้านระบบส่งให้เกียร์ธรรมดา 6 สปีด มาเป็นมาตรฐาน หรือจะสั่งออฟชั่นเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Paddle Shift ก็แล้วแต่ชอบ
ถือว่าเป็นอีกหนึ่งคลาสสิคอเมริกันสุดพิเศษเลยก็ว่าได้สำหรับ VLF Force 1 V10 ด้วยสนนราคาที่ $268,500 ซึ่งสูงกว่า Viper ACR อยู่พอสมควร และมันถูกผลิตมาเพียงแค่ 50 คันเท่านั้น
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : VLF Automotive






















NISSAN เปิดตัวพร้อมจำหน่าย GT-R Premium Edition ด้วยราคา 13.5 ล้านบาท
Somchai Aksornpan20 ก.ค. 2561 | 22 View | รีวิว
Nissan GT-R Premium Edition 2018 ใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทย ชูจุดเด่นซุปเปอร์สปอร์ตคาร์ขุมพลัง V6 ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบ 555 แรงม้า เคาะราคาจำหน่าย 13.5 ล้านบาท
1. แนะนำ Nissan GT-R 2018 (R35)
Nissan GT-R 2018 (R35) ใหม่ เป็นรถแกรนด์ทัวริ่งจัดวางห้องโดยสารแบบ 2+2 ที่นั่ง ถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน V6 รหัส VR38DETT ความจุ 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบ สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ภายในเวลาชั่วพริบตา เพียง 0.15 วินาทีเมื่ออยู่ในโหมด R-Mode ถ่ายกำลังลงพื้นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
Nissan GT-R 2018 (R35) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นศูนย์บริการรถสมรรถนะสูงของนิสสันแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย หรือ นิสสัน ไฮเพอร์ฟอร์มแมนซ์ เซ็นเตอร์ (Nissan High Performance Center) เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุด
จีที-อาร์ ผลิตที่โรงงานระดับโลกของนิสสันในเมืองโทชิกิ ประเทศญี่ปุ่น
ดูเพิ่มเติม: เปอร์โย

Nissan GT-R 2018 (R35) ใหม่
2. รีวิวภายนอก Nissan GT-R 2018 (R35)
สไตล์การออกแบบที่ปราดเปรียวของจีที-อาร์ตอบโจทย์ทั้งความสวยงามและการใช้งาน กระจังหน้า V-motion หนึ่งในเอกลักษณ์การออกแบบล่าสุดของนิสสันถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มการทำความเย็นเครื่องยนต์
โดดเด่นด้วยวัสดุโครเมียมแบบด้านและแพทเทิร์นโครงร่างตาข่าย ฝากระโปรงที่มีเส้นนำสายตาจากกระจังหน้าได้อย่างไร้ที่ติถูกเสริมความแข็งแกร่งเพื่อเพิ่มเสถียรภาพขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
สปอยเลอร์ชิ้นล่างด้านหน้าทรงโค้งถูกขยายให้กว้างขึ้นเล็กน้อยและมีตำแหน่งต่ำลงไม่กี่มิลลิเมตรเพื่อเพิ่มการไหลเวียนอากาศบริเวณมุมล่างของตัวรถ
เสาหลังคาท้ายถูกปรับดีไซน์ใหม่ที่ส่วนบนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการการไหลเวียนอากาศให้ดียิ่งขึ้น ด้านหลังของจีที-อาร์ยังคงเอกลักษณ์ระดับตำนานด้วยไฟท้ายทรงกลม
แผงดิฟฟิวเซอร์สีเงินและช่องรีดอากาศด้านข้างถูกติดตั้งเคียงข้างกับปลายท่อไอเสียไทเทเนียม 4 ชุดซึ่งช่วยเพิ่มความลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ของตัวรถ

รีวิวภายนอก Nissan GT-R 2018 (R35)
3. รีวิวภายใน Nissan GT-R 2018 (R35)
ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันของจีที-อาร์ 2018 มอบที่สุดแห่งความสะดวกสบาย ความหรูหราและการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างลงตัว
แผงควบคุมกลางถูกปรับปรุงใหม่และมีความเรียบง่ายยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โดยจำนวนสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงและระบบนำทางลดลงจาก 27 ชิ้นเหลือเพียง 11 ชิ้น หน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว
มีข้อมูลทุกด้านที่ผู้ขับขี่ต้องการในที่เดียวโดยแสดงผลด้วยไอคอนขนาดใหญ่บนหน้าจอเพื่อเพิ่มความง่ายดายให้ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบเครื่องเสียง การใช้โทรศัพท์ และฟังค์ชั่นอื่นๆ ในระบบอินโฟเทนเมนท์

รีวิวภายใน Nissan GT-R 2018 (R35)
4. รีวิวเครื่องยนต์ของ Nissan GT-R 2018 (R35)
เครื่องยนต์ผลิตด้วยมือ และระบบวิศวกรรมชั้นแนวหน้า เครื่องยนต์วี6 ทวินเทอร์โบ 24 วาล์ว ความจุ 3.8 ลิตรที่ได้รับรางวัลการันตีคุณภาพของจีที-อาร์ 2018
ผลิตในเมืองโยโกฮามาโดยฝีมือของทาคูมิ หรือ ช่างเทคนิคระดับมาสเตอร์ของนิสสัน มีพละกำลัง 555 แรงม้าที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิด 632 นิวตันเมตร
ท่อไอเสียไทเทเนียมชุดใหม่ของจีที-อาร์ที่มาพร้อมระบบวาล์วแบบเปิดมอบเสียงคำรามที่เร้าใจและดุดันยิ่งขึ้น ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบซีเควนเชียล
ดูอัลคลัตช์ 6 สปีดได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อการทำงานที่ ไหลลื่นนุ่มนวลมากขึ้นและสมรรถนะที่ดีกว่าเดิมในสถานการณ์ขับขี่หลากหลายรูปแบบ

รีวิวเครื่องยนต์ของ Nissan GT-R 2018 (R35)
เครื่องยนต์ Mitsubishi Mirage ดีไหม ?
5. รีวิวระบบความปลอดภัยของ Nissan GT-R 2018 (R35)
โช๊คอัพบิลสไตน์ แดมพ์โทรนิก (Bilstein® DampTronic) ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งได้ 3 โหมดคือ Normal, Comfort และระบบกันสะเทือนที่ตอบสนองระดับสูงสุดคือ R จีที-อาร์ มาพร้อมยางรันแฟลต ของดันลอป รุ่น เอสพี สปอร์ต แม็กซ์ จีที600 ดีเอสเอสที ซีทีที (Dunlop SP Sport Maxx GT 600 DSST CTT) สมรรถนะสูงระดับอัลตร้าที่รองรับแรงดันลมไนโตรเจน และออกแบบมาเพื่อการทำงานของช่วงล่างโดยเฉพาะ โดยมีขนาดยางมาตรฐานด้านหน้า 255/40ZRF20 และด้านหลัง 285/35ZRF20 ระบบเบรกเป็นของเบรมโบ (Brembo®) โมโนบล็อก แบบคาลิปเปอร์ 6 สูบที่ด้านหน้าและ 4 สูบที่ด้านหลัง พร้อมจานดิสก์เบรกของเบรมโบลอยตัวสองชิ้นแบบเจาะรูและเซาะร่องกลางจานขนาด 390 มม. ที่ล้อหน้าและ 380 มม. ที่ล้อหลังทำงานคู่กับผ้าเบรกที่มีสมรรถนะและความทนทานสูงที่ช่วยลดอาการเบรกเฟดและมีประสิทธิภาพการหยุดรถอย่างมั่นใจ

รีวิวระบบความปลอดภัยของ Nissan GT-R 2018 (R35)
มาทำความรู้จักกับ Ford Mustang 2018 พร้อมฟังความคิดเห็น วิจารณ์จากสาวกสายพันธุ์ม้าป่า
บอกเล่าประสบการณ์ใช้รถ Mitsubishi Xpander 2018 จากฝั่งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
6. สรุป
จีที-อาร์ได้รับการออกแบบเพื่อผู้บริโภคที่หลงใหลในสมรรถนะ ปรารถนาความตื่นเต้นเร้าใจจากสนามแข่งมอเตอร์สปอร์ตและเชื่อในความหรูหรา จีที-อาร์ ทุกคันถูกผลิตขึ้นด้วยความพิถีพิถันสูงสุดแบบงานหัตถกรรมโดยสุดยอดช่างเทคนิคที่มีทักษะเป็นเลิศที่สุด ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างมากที่ไม่เพียงได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นถึงรถระดับตำนาน” บาร์เตสกล่าว “จีที-อาร์ผลิตขึ้นด้วยความทุ่มเทเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดและความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยมว่ารถซูเปอร์คาร์ที่แท้จริงต้องมีสมรรถนะเพื่อการใช้งานจริง สำหรับทุกคนทุกที่และทุกเวลา สมรรถนะที่สมบูรณ์แบบและศักยภาพขั้นสูงสุดทำให้โลกยานยนต์ต้องหันมาให้ความสนใจกับรถรุ่นนี้

Nissan GT-R 2018 (R35)

