Lamborghini เปิดเกมรุกลงพื้นที่แนะนำตัวในฐานะแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายขึ้น
Sha
FacebookTwitterPinterestWhatsApp
กลยุทธ์การทำตลาดในปี 2568 ของ ลัมโบร์กินี ในประเทศไทย (Lamborghini) มุ่งเน้นการนำแบรนด์ให้เข้าถึงผู้คนและเปิดให้ได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิด ด้วยการจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปยังห้างสรรพสินค้าซึ่งในระยะแรก (เฟส 1) จัดขึ้นที่ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ (Central Embassy), เซ็นทรัล ภูเก็ต (Central Phuket) และ Emporium ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากระทั่งปิดท้ายที่ปลายเดือน กันยายน ที่ผ่านมา
Autolifethailand ได้พูดคุยกับ “อภิชาติ ลีนุตพงษ์” ประธานกรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ลัมโบร์กินี อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย ถึงกลยุทธ์ดังกล่าวในปีนี้โดยระบุว่าการนำรถยนต์ของแบรนด์ไปให้ลูกค้าได้สัมผัสตามสถานที่ต่างๆเนื่องจากบริษัทต้องการให้ทุกคนรับรู้ว่าลัมโบร์กินีไม่ได้มีเพียงเฉพาะรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตคาร์แต่ยังมีรถซูเปอร์คาร์สำหรับครอบครัว

สอดคล้องกับการนำเสนอสินค้าที่ไม่ได้มีเพียงเฉพาะรถยนต์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ได้นำเสนอความเป็นไลฟ์สไตล์ของแบรนด์ และใช้พื้นที่จัดแสดงให้เป็นพื้นที่ของครอบครัว มีทั้งการจัดแสดงและจำหน่าย เสื้อผ้า, สินค้าของแบรนด์ รวมถึงกิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ อาทิ รถของเล่น เป็นต้น
ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าของเราไม่ได้มีเพียงเฉพาะผู้ที่เป็นหนุ่มโสดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อยากนำเสนอมุมของของผู้ที่มีครอบครัว หรือ ลูกค้าที่เป็นผู้หญิง ก็สามารถเข้าถึงแบรนด์ ลัมโบร์กินี ได้ ซึ่งในวันนี้แบรนด์มีผลิตภัณฑ์อย่าง Lamborghini URUS SE ซูเปอร์เอสยูวีพลังงานปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รุ่นแรกของแบรนด์
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : Lamborghini ปรับราคาทุกรุ่นลงเฉลี่ย 15% รับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่
นอกจากนั้น โรดโชว์ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ออกสู่ต่างจังหวัดอย่างเป็นทางการโดยการไปที่ภูเก็ตนั้นมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ซึ่งมีทั้งลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย, เจ้าของกิจการอสังหาริมทรัพย์ โดยถือเป็นการนำแบรนด์เข้าไปสร้างการรับรู้ในพื้นที่
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรามีโชว์มรูมเฉพาะที่ กรุงเทพฯ เท่านั้น จึงอาจจะเข้าถึงได้ยากสำหรับผู้ที่อยู่นอกพื้นที่ ดังนั้นการนำแบรนด์เข้าไปในพื้นที่ถือเป็นการแนะนำตัวและทำความรู้จักสร้างสัมพันธ์กับทุกคน”
ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าหลักของ ลัมโบร์กินี กว่า 95% เป็นลูกค้าชาวไทย และราว 5% เป็นชาวต่างชาติ การเปิดโอกาสให้กับแบรนด์ได้พบกับลูกค้าในพื้นที่และชาวต่างชาติ ถือเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้กับลูกค้าได้สัมผัสกับแบรนด์ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีทั้งในแง่การสร้างการรับรู้และสามารถสร้างยอดจองที่เกิดขึ้นจากการติดตามหลังจากงานได้
อภิชาติ กล่าวว่า สภาวะเศรษฐกิจและบรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศอาจไม่อยู่ในภาวะที่ราบรื่นนัก การไปแนะนำตัวให้ผู้บริโภคได้รู้จักจึงเป็นโอกาสระยะยาวและในสภาวะเช่นนี้

ขณะเดียวกัน ล่าสุดบริษัทได้นำ Lamborghini Selezione Certified Pre-owned จำนวนกว่า 15 คัน อาทิ Aventador Ultimae, Huracan STO, Huracan Evo, Huracan Tecnica และ Urus Performante มาจัดแสดงพร้อมจำหน่าย ซึ่งผ่านการตรวจเช็คประวัติรถและ 153 รายการ ตามมาตรฐานโรงงานลัมโบร์กินีพร้อมข้อเสนอพิเศษเฉพาะในงาน
พร้อมกันนี้ ไฮไลท์ภายในงานได้จัดแสดง Lamborghini Huracan EVO RWD Certified Pre-owned (รุ่นปี 2021) มาพร้อมราคาเริ่มต้นที่ 15.99 ล้านบาท ส่วน Huracan Tecnica Certified Pre-owned มาพร้อมข้อเสนอดาวน์ 3,990,000 บาท หรือ ผ่อน 299,772 บาท/เดือน และฟรีประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี, อัตราดอกเบี้ยพิเศษ เริ่มต้นเพียง 2.59% พร้อมข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ มากมาย โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 ตุลาคม 2568 ณ โชว์รูมลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ ถนนวิภาวดีรังสิต






GWM เปิดตัวรถออฟโรดรุ่นใหม่ Tank 400 PHEV มาพร้อมดีไซน์ใหม่และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่
โดย Sakura P.9 วันที่แล้ว921ดู
เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา GWM ได้เปิดตัวรถรุ่น Tank 400 อย่างเป็นทางการในประเทศจีน มีการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น และมาพร้อมกับรุ่น Hi4-Z ที่ใช้เครื่องยนต์ 2.0T และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ของ GWM
GWM เปิดตัวรถออฟโรดรุ่นใหม่ Tank 400 PHEV มาพร้อมดีไซน์ใหม่และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่
GWM Tank 400 ใหม่ มีขนาดตัวถังอยู่ที่ความยาว 4,964 มม. กว้าง 1,970 มม. และสูง 1,905 มม. โดยมีระยะฐานล้อ 2,850 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ตัวรถใหม่จะสั้นลง 21 มม. แต่กว้างขึ้น 10 มม. และสูงขึ้น 5 มม. ในขณะที่ระยะฐานล้อยังคงเดิม

การออกแบบภายนอกยังคงความดุดันสไตล์ออฟโรดไว้เช่นเดิม กระจังหน้ามีแถบโครเมียมแนวนอนสองเส้นเข้ากับไฟหน้าทรงเหลี่ยม กันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่จากเดิมที่เป็นมุมแหลมเปลี่ยนมาใช้เส้นตรงมากขึ้นพร้อมตกแต่งด้วยสีดำ

ด้านข้างยังคงมีรายละเอียดแบบหมุดย้ำบริเวณซุ้มล้อ และรถรุ่นใหม่นี้ยังมีสีภายนอกใหม่คือ สีม่วงตุนหวง
สำหรับด้านท้าย ยังคงมียางอะไหล่ติดอยู่ด้านนอก แต่ไม่มีฝาครอบยางแล้ว ตำแหน่งของโลโก้ถูกปรับใหม่ โดยโลโก้ “WM TANK และ Great Wall Motors จะอยู่ด้านบน ส่วน Tank 400 และ Hi4-T / Hi4-Z จะอยู่ด้านล่าง

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มอุปกรณ์อย่าง LiDAR บนหลังคา รวมถึงกล้องด้านข้างและด้านหลังเพื่อรองรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ของ GWM ซึ่งทำให้สามารถขับขี่ในเมืองและบนทางหลวงโดยใช้ระบบ NOA ได้ และไฟท้ายยังมาพร้อมกับไฟสีฟ้าขนาดเล็กเพื่อแจ้งเตือนเมื่อระบบทำงาน


การออกแบบภายในของห้องโดยสารยังคงเหมือนกับรุ่นปัจจุบัน โดยมีแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 16.2 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อื่น ๆ เช่น ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย, จอแสดงข้อมูลบนกระจกบังลม (HUD), กระจกมองหลังแบบดิจิทัล, หน้าจอเพดานด้านหลังขนาด 15.6 นิ้ว และตู้เย็นในรถ

GWM Tank 400 มาพร้อม 2 รุ่นย่อยคือ Hi4-Z และ Hi4-T
รุ่น Hi4-Z
ใช้ขุมพลังเดียวกันกับ Tank 500 Hi4-Z ซึ่งประกอบด้วยเครื่องยนต์ 2.0T และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ P2 และ P4 พร้อมเกียร์ DHT แบบ 3 สปีด เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 185 kW (ประมาณ 248 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 380 Nm

ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังสูงสุด 215 kW (ประมาณ 288 แรงม้า) และ 240 kW (ประมาณ 322 แรงม้า) ตามลำดับ ตัวรถมาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary ขนาด 59.05 kWh ทำให้วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 200 กม. ตามมาตรฐาน CLTC
รุ่น Hi4-T
ยังคงใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 2.0T และมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary ขนาด 37.1 kWh เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 185 kW

ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 120 kW (ประมาณ 161 แรงม้า) ทำให้วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 105 กม. (ตามมาตรฐาน CLTC) และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 8.4 ลิตรต่อ 100 กม.
ที่มา carnewschina

