ถ้าให้คนที่ชอบสะสมรถยนต์หรืออยู่ในวงการ พูดชื่อรถระดับตำนานมากสัก 1 รุ่น ต้องมี GTR โผล่ขึ้นมาอย่างแน่นอน 100% เนื่องจากตัวรถยนต์รุ่นนี้มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นความลับที่ทำให้หลายคนหลงรักเจ้า GTR หัวปักหัวปำ รวมถึงการสานต่อตำนานไปสู่ตัวถังรุ่นใหม่ ผ่านการดีไซน์ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น พัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมให้ก้าวกระโดด เพื่อครองความเป็นเจ้าแห่งถนนตามตำรับ GTR ถ้าใครยังไม่รู้จักซีรีส์รถรุ่นนี้บอกเลยว่าคุณอาจพลาด หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของวงการรถยนต์ไปเลยก็ได้ ดังนั้น แรบบิท แคร์ จะพาทุกคนไปย้อนอดีต ดูตำนานความเทพของรถยนต์รุ่นดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ถึงการพัฒนาที่สวยงามและเร็วแรงอย่างแท้จริง
GTR คือ อะไร
GTR คือ รถยนต์ซีรีส์ Nissan GT-R หรือชื่อแรกที่แท้จริงอย่าง Skyline เริ่มต้นผลิตออกมาในช่วงปี ค.ศ. 1969 ในชื่อรุ่น Nissan Skyline 2000GT-R รหัส C10 ความเร็วของรถยนต์รุ่นนี้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการคว้ารางวัลมาครองได้มากถึง 50 รายการทั้งที่ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี ทำให้มันได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการที่วัยรุ่นญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น เลือกนำเจ้า GTR มาแต่งซิ่ง แล้วแข่งขันกันบนท้องถนนยามกลางคืน Midnight Racing มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งช่วงปี ค.ศ.1988 ก็มีการเปิดตัว GTR R32 ขึ้นมาในดีไซน์ที่ดูทันสมัยมากขึ้น นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานที่เติบโตมาตลอดเวลา และกระแสไม่เคยที่จะหายไปจากสังคมแวดวงรถยนต์
รถ GTR ที่ได้รับความนิยมมีกี่รุ่น
รถ GTR ที่ได้รับความนิยมในอดีตจะเริ่มต้นตั้งแต่ R32 ที่เราเพิ่งแนะนำไปในหัวข้อด้านบน แต่ในรหัสที่ได้รับความนิยมจริง ๆ จะใหม่ขึ้นมาอีกนิด เป็น GTR R34 กับ GTR R35 ส่วนเรื่องรายละเอียดที่น่าสนใจของรถยนต์ GTR ทั้ง 2 รุ่น พร้อมราคาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้จากหัวข้อย่อยดังต่อไปนี้
GTR R34
GTR R34 หากเป็นรุ่นในอดีต ถือว่าเจ้านี่เป็น GTR ที่โด่งมากที่สุดในสายแล้ว เพราะตำนานที่ถูกสั่งสมมาตั้งแต่ในปี ค.ศ.1999 เพราะเป็นรุ่นที่มีการเพิ่มเติมนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในยุคนั้น กับจอแสดงผลมัลติฟังก์ชัน LCD ขนาด 5.8 นิ้ว ที่คอยบอกข้อมูลการขับขี่อย่างละเอียด ซึ่งถือว่าล้ำยุคมากในเวลานั้น แถมการปรากฎตัวในสนามแข่ง หรือปรากฎในการ์ตูนแข่งรถชื่อดัง Initial D จนถึง MFGhost ที่ทำให้ R34 กลายเป็นตำนานที่เหล่าคนรักรถ อยากได้มาครอบครอง และให้ความสนใจซีรีส์ GTR กันแทบตลอดเวลาที่มีข่าวออกมา
GTR R34 ราคา รุ่นแรก มีราคาเปิดตัวในประเทศไทยที่สูงถึง 6.8 ล้านบาท หากเทียบในสมัยนั้นต้องบอกเลยว่าแพงเอามาก ๆ
GTR R34 ราคา ปัจจุบันจากตลาดรถมือ 2 ราคาอยู่ที่ประมาณ 6-18 ล้านบาท ซึ่งถือว่าถูกกว่ามาก หากเทียบเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องยนต์ในสมัยใหม่
แต่ความน่าพิสมัยของ R34 ในสาย GTR ต้องบอกว่าผู้คนยังคงให้ความนิยมตัวรุ่นปี ค.ศ.1999 มากกว่า ด้วยความคลาสสิก ความมีมนต์ขลังของตัวถังที่ไปที่ไหนก็ต้องมีคนหันมองตาม ความสวยงามและตำนานที่ฝังอยู่ในโมเดลรุ่นนั้นไม่เคยมีใครลืม แถมเรื่องประสิทธิภาพความเร็ว ก็ยังต้องบอกว่าแซงรถยนต์รุ่นใหม่ในยุคนี้ได้อย่างสบาย ๆ
GTR R35
GTR R35 ปรากฎตัวขึ้นบนโลกครั้งแรกประมาณปี ค.ศ.2007 หลังจากที่ไลน์การผลิต GTR ต้องหยุดพักมาถึง 5 ปีตั้งแต่ ค.ศ.2002 หรือช่วงรุ่น GTR R34 นั่นเอง ด้วยการยกเอาบางส่วนที่สืบทอดเอกลักษณ์มาจากรุ่นพี่ GTR ก่อนหน้า แต่ก็มีการดีไซน์โฉมใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ทั้งยังลงเครื่องยนต์บล็อกใหม่ VR38DETT ไว้ พร้อมกับพัฒนานวัตกรรมภายในหลายส่วน จากการเอาเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นใส่เข้าไปในตัวรถ
GTR R35 ราคา เปิดตันในประเทศไทยประมาณ 13.5 ล้านบาท
GTR R35 ราคา ในตลาดรถยนต์มือ 2 เฉลี่ยประมาณ 8-14.7 ล้านบาท
3 เหตุผลที่ทำให้ GTR เป็นรถยนต์ที่โด่งดังทุกยุค
ลองมาดู 3 เหตุผลหลักแท้จริงที่ทำให้ GTR เป็นรถยนต์ที่โด่งดังได้ในทุกยุคสมัยกันต่อ เริ่มจากเรื่องราวของเครื่องยนต์ที่ประกอบด้วยมือทุกรุ่น, ไม่เคยที่จะพยุดพัฒนาเรื่องประสิทธิภาพ และการถ่ายทอดตำนานจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยเหตุเหลเหล่านี้เองที่ทำให้ GTR ไม่เคยหายไปไหนจากวงการรถยนต์
เครื่องยนต์ประกอบขึ้นด้วยมือ
เครื่องยนต์ประกอบขึ้นด้วยมือจากช่างระดับเทพที่มีเพียง 5 คนบนโลกเท่านั้น ซึ่งทาง Nissan ได้ให้สมญาณามกลุ่มช่างมากฝีมือนี้ว่า “ทาคูมิ” ด้วยการประกอบเครื่องยนต์อย่างปราณีตในแต่ละชิ้นส่วนของ GTR ที่ต้องได้รับความใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะความโดดเด่นของเรื่องขุมกำลังเครื่องยนต์ เป็นหนึ่งในสิ่งที่รถยนต์ Nissan GTR สามารถทำได้ดีมากกว่ารถยนต์รุ่นอื่นหลายเท่าตัว และรถยนต์รุ่นนี้หลังจากที่ประกอบเสร็จ จะมีการสลักชื่อเหล่า “ทาคูมิ” ทั้ง 5 คนติดไว้ที่เครื่องยนต์ ว่านี่เป็น Original ที่พวกเขาประกอบขึ้นจากความตั้งใจอย่างแท้จริง
ไม่หยุดพัฒนาไปข้างหน้า
ไม่หยุดที่จะพัฒนาไปข้างหน้าในซีรีส์ GTR ยกตัวอย่างเช่นการเปิดตัวรุ่น T-Spec ที่เน้นเรื่องความทันสมัย และการเกาะถนนตามคอนเซปต์ Trend & Traction นั่นจึงทำให้ GTR รุ่นดังกล่าวมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำกับรุ่นพี่ก่อนหน้าเลยนั่นเอง
การส่งต่อตำนานไปยังรุ่นถัดไป
การส่งต่อตำนานไปยังรุ่นถัดไป จากเรื่องราวของ GTR ที่เราได้อธิบายให้คุณผู้อ่านได้รู้จักตั้งแต่รุ่นแรกสุดของโลก จนมาถึงการเปลี่ยนถ่ายไปยังซีรีส์ที่ใช้ตัว R ในการสืบทอดความแรงต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ทาง Nissan ไม่เคยลืมเรื่องราวเหล่านั้น และตั้งใจที่จะส่งมอบเอกลักษณ์ และ DNA ความแรงจากรุ่นสู่รุ่นมาโดยตลอด
5 Secret เกี่ยวกับ GTR ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
5 Secret เกี่ยวกับ GTR ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน คือ เคยเป็นรถยนต์ 4 ที่นั่งที่เร็วที่สุดในโลกมาก่อน, ได้แรงบันดาลใจมาจากหุ่นยนต์ Gundam, Nissan GTR ถูกออกแบบมาให้เป็น ก๊อตซิล่า เพศผู้, เหตุผลที่ได้รับฉายาว่า ก็อตซิล่า และมีค่า Cd เท่ากับ BMW i8 สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละความลับจะมีดังนี้
- เคยเป็นรถยนต์ 4 ที่นั่งที่เร็วที่สุดในโลกมาก่อน Nissan GTR รุ่นปี ค.ศ.2009 เคยบันทึกลงใน Guinness World Records ว่าเป็นรถยนต์ 4 ที่นั่งที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 ภายในเวลาเพียง 3.5 วินาที แม้รุ่นต่อมาในปี 2011 จะเร็วขึ้นเป็น 2.8 วินาที แต่ปัจจุบันถูก Ferrari F12 berlinetta แซงสถิติไปแล้ว
- ได้แรงบันดาลใจมาจากหุ่นยนต์ Gundam จากคำบอกเล่าของ Shiro Nakamura ผู้ออกแบบ GTR ที่แสดงให้เห็นถึงคอนเซปต์ความมีเหลี่ยมมุมของตัวรถ ที่คล้ายคลึงกับ Gundam
- Nissan GTR ถูกออกแบบมาให้เป็น ก๊อตซิล่า เพศผู้ เพราะ Shiro Nakamura บอกเอาไว้ว่า ด้วยการออกแบบโป่งหลังของจีทีอาร์ เปรียบเสมือน มัดกล้ามของผู้ชาย ทำให้รถรุ่นนี้ไม่ใช่รถที่สวยงาม แต่เป็นรถที่ดูหล่อเหล่าต่างหาก
- เหตุผลที่ได้รับฉายาว่า ก็อตซิล่า ย้อนกลับไปในอดีตรุ่น R32 Skyline GTR สามารถคว้าแชมป์รายการ Australian Touring Car Championship ได้ต่อเนื่องหลายสมัย แถมยังล้มแชมป์ Ford Sierra ทำให้สื่อยานยนต์ออสเตรเลียช่วงนั้น ตั้งชื่อเล่นให้กับ R32 ว่า Godzilla
- มีค่า Cd เท่ากับ BMW i8 หรือก็คือมี ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Coefficient of drag) ที่เทียบเท่ากับ i8 เพราะยิ่งค่านี้มีน้อยเท่าไหร่ ยิ่งดีต่อการลดแรงเสียดทางอากาศ
สรุปแล้ว GTR เป็นรถประเภทไหนกันแน่
สรุปแล้วรถยนต์ Nissan GTR ยังถือเป็นรถยนต์ Sport Car เท่านั้น เนื่องด้วยคุณสมบัติที่ขาดไปเพียงเล็กน้อยอย่างเรื่อง ราคา และสายการผลิต ที่ทำให้ไปไม่ถึงระดับ Super Car แต่ด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ก็ทำให้เจ้า GTR สามารถเทียบชน Super Car ได้หลายคัน ไม่ว่าจะเป็น Ferrari, Lamborghini หรือ Porsche
หากได้มีโอกาสครอบครองรถยนต์ระดับตำนาน GTR รุ่นท็อปโมเดล R34, R35 หรือแม้ตำนานรุ่นพี่อย่าง R32 บอกเลยว่าทุกคนต้องรักรถคันนั้นอย่างมากแน่นอน แม้กระทั่ง GTR รุ่นใหม่ที่มีขายในปัจจุบันก็ตามที ฉะนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยกับการดูแลรถให้ครอบคลุมที่สุด คือ ประกันรถยนต์ เป็นสิ่งที่คนรักรถต้องนึกถึง เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต ทำให้รถยนต์สุดรักมีริ้วรอย ประกันรถยนต์นี่แหละที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประกันรถชั้น1, ประกันภัย2+, 2, ประกัน3+ และ 3 ถ้ามีข้อสงสัยหรือคำถามเพิ่มเติม ติดต่อสอบถาม แรบบิท แคร์ ได้โดยตรงที่เบอร์ 1438 ยินดีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
สรุป
GTR คือ รถยนต์ซีรีส์ Nissan GT-R หรือชื่อแรกที่แท้จริงอย่าง Skyline เริ่มต้นผลิตออกมาในช่วงปี ค.ศ. 1969 นับได้ว่าเป็นรถยนต์ประเภท Sport Car แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงจะเป็น รุ่น GTR R32 , GTR R34 และ GTR R35 โดยราคานั้นจะค่อนข้างสูงมากถึง 5 ล้านบาทขึ้นไป แม้จะเป็นแค่รถยนต์มือสองก็ตาม เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ปรากฎในการ์ตูนแข่งรถชื่อดัง Initial D จนถึง MFGhost แล้ว ตัวดีไซน์ได้เหนือกาลเวลา ไม่มีตกยุคแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ร่วมกับสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ก็ทำให้เจ้า GTR สามารถเทียบชน Super Car ได้หลายคัน ไม่ว่าจะเป็น Ferrari, Lamborghini หรือ Porsche ได้เลย
ส่อง 5 ยี่ห้อรถหรูยุโรป มีประวัติความเป็นมายังไง?
Last updated: 29 พ.ค. 2567 | 37730 จำนวนผู้เข้าชม |

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาแบรนด์รถหรูชื่อดังจากฝั่งยุโรป อย่าง Lamborghini, Ferrari หรือ Audi ถือเป็นรถในฝันของนักขับหลายคนทั่วโลก เพราะเราต่างทราบกันดีว่าสมรรถนะการขับขี่ของรถหรู Supercar เหล่านี้ มีความยอดเยี่ยมและเหนือชั้นกว่ารถธรรมดามากมายขนาดไหน แต่คุณรู้หรือไม่ว่ารถหรู Supercar ที่เราต่างคุ้นชื่อนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมในปัจจุบันพวกเขาถึงได้รับการยอมรับและผลิตรถดี ๆ ออกมาแทบทุกปี วันนี้ APRTECH จึงได้รวบรวมประวัติความเป็นมาของ 5 ยี่ห้อรถหรูยุโรปชื่อดังที่ใคร ๆ ก็อยากได้เป็นเจ้าของมาฝากเพื่อน ๆ ทุกคนครับ
1. Lamborghini

สัญชาติ: อิตาลี
Lamborghini เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลี ก่อตั้งในปี 1963 โดย เฟอร์รุชโช ลัมโบร์กีนี (Ferruccio Lamborghini) อดีตผู้ผลิตรถไถ สาเหตุที่ Lamborghini ก่อตั้งบริษัทผลิตรถยนต์ซูเปอร์คาร์ขึ้นมานั้น มาจากความไม่พอใจที่ต่อรถ Ferrari ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ในขณะนั้น โดย Lamborghini รู้สึกว่ารถ Ferrari มีปัญหาด้านความสะดวกสบายและการใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงตัดสินใจสร้างรถซูเปอร์คาร์ที่เหมาะสมและมีความสะดวกสบายมากกว่า
รถซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของ Lamborghini คือ Lamborghini 350 GT เปิดตัวครั้งแรกในปี 1964 ตามมาด้วย Lamborghini Miura ในปี 1966 ที่เป็นรถซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์วางกลางลำ Lamborghini ถือเป็นยี่ห้อรถหรูยุโรปที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับโลก
โดยรุ่นที่น่าสนใจและเป็นที่น่าจับตามอง ได้แก่ Lamborghini Aventador, Lamborghini Huracan และ Lamborghini Urus ซึ่งเป็นรถซูเปอร์คาร์ SUV คันแรกของโลก
2. Ferrari

สัญชาติ: อิตาลี
Ferrari เป็นยี่ห้อรถหรูยุโรปสัญชาติอิตาลี ก่อตั้งในปี 1939 มีเอ็นโซ เฟอร์รารี่ (Enzo Ferrari) เป็นผู้ก่อตั้ง โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเป็นทีมแข่งรถของอัลฟาโรเมโอ ซึ่งใช้ชื่อว่า “สคูเดอเรีย เฟอร์รารี่” (Scuderia Ferrari) ในตอนที่ทำงานอยู่กับอัลฟาโรเมโอนั้น เอ็นโซเองก็เป็นทั้งวิศวกรและนักแข่ง
ในปี 1947 เอ็นโซ เฟอร์รารี่ได้ก่อตั้งบริษัทผลิตรถยนต์ของตัวเองขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “Auto Avio Costruzioni Ferrari” และในปีต่อมาก็ได้เปิดตัวรถสปอร์ตคันแรกของบริษัท คือรุ่น 125 S ซึ่งเป็นรถเครื่องยนต์ V12 หลังจากก่อตั้งบริษัทเป็นต้นมา Ferrari ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยคว้าแชมป์โลกฟอร์มูลาวันได้มากถึง 16 สมัย และแชมป์รายการอื่น ๆ อีกมากมาย
นอกจากความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตแล้ว Ferrari ยังมีชื่อเสียงในด้านการผลิตรถยนต์ Supercar ที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยรถ Ferrari ทุกคันนั้นถูกผลิตด้วยมืออย่างพิถีพิถัน อีกทั้งยังใช้วัสดุและเทคโนโลยียานยนต์ระดับสูง ส่งผลให้รถ Ferrari มีราคาแพงและเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายคน ซึ่งรุ่นที่น่าสนใจและเป็นที่น่าจับตามอง ได้แก่ Ferrari 250 GTO, Ferrari F40, Ferrari F50 และ Ferrari Enzo
3. McLaren

สัญชาติ: อังกฤษ
McLaren เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ซูเปอร์คาร์และรถแข่งสัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 1963 โดยนักแข่งรถชาวนิวซีแลนด์ บรูซ แม็คลาเรน (Bruce Leslie McLaren) จุดเริ่มต้นของแบรนด์รถ McLaren นั้น มาจากความหลงใหลในความเร็วและการแข่งรถของบรูซ แม็คลาเรน เขาได้เริ่มลงแข่งขันในรายการ Formula Junior มาตั้งแต่อายุ 18 และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยสามารถคว้าแชมป์โลกได้ในปี 1959
ต่อมาในปี 1963 แม็คลาเรน ได้ก่อตั้งทีมแข่งรถของตัวเองภายใต้ชื่อ McLaren Motor Racing ทีมของเขาประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว โดยสามารถคว้าแชมป์โลกได้เป็นครั้งแรกในปี 1967 ถัดมาในปี 1989 McLaren ได้ขยายธุรกิจไปสู่การผลิตรถยนต์ซูเปอร์คาร์ โดยเปิดตัว McLaren F1 เป็นครั้งแรกในปี 1992 ซึ่งรุ่น F1 นี้เองถือเป็นรถยนต์ซูเปอร์คาร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลของ McLaren โดยสามารถคว้ารางวัลรถยนต์แห่งปีจากนิตยสาร Motor Trend ได้ถึง 2 ครั้ง
ปัจจุบัน McLaren ยังคงเป็นบริษัทผลิตรถยนต์ซูเปอร์คาร์และรถแข่งชั้นนำของโลก รถยนต์ของ McLaren ขึ้นชื่อเรื่องสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมและการออกแบบที่ล้ำสมัย มีรุ่นที่น่าสนใจและน่าจับตามองคือ McLaren 720S, McLaren Artura, McLaren P1 และ McLaren Speedtail ถือเป็นอีกหนึ่งยี่ห้อรถหรูยุโรปที่นักขับทั่วโลกต่างหลงใหล

4. Porsche

สัญชาติ: เยอรมันนี
Porsche เป็นบริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมัน ก่อตั้งขึ้นในปี 1931 โดย แฟร์ดีนัน พอร์เชอ (Ferdinand Porsche) วิศวกรยานยนต์ชื่อดังชาวออสเตรีย เดิมที Porsche เป็นบริษัทที่รับออกแบบรถยนต์ให้บริษัทอื่น ๆ เท่านั้น จนกระทั่งในปี 1948 จึงได้ผลิตรถยนต์รุ่นแรกของตัวเองออกมา โดยได้ชื่อว่า Porsche 356 รถยนต์รุ่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากจนทำให้ Porsche ได้รับการยอมรับ และกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำของโลก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา Porsche ได้ผลิตรถยนต์ออกมามากมายหลากหลายรุ่น อาทิ Porsche 911, Porsche 912, Porsche 914, Porsche 917, Porsche 924, Porsche 928, Porsche 944, Porsche 968, Porsche Boxster, Porsche Cayman, Porsche Panamera, Porsche Cayenne และ Porsche Taycan ปัจจุบัน Porsche เป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก โดยในปี 2023 มีมูลค่าแบรนด์สูงถึง 29.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว
5. Aston Martin

สัญชาติ: อังกฤษ
Aston Martin เป็นยี่ห้อรถหรูยุโรปสัญชาติอังกฤษที่ผลิตรถสปอร์ตและรถยนต์ระดับพรีเมียม ก่อตั้งขึ้นในปี 1913 โดย ไลโอเนล มาร์ติน (Lionel Martin) และ โรเบิร์ต แบมฟอร์ด (Robert Bamford) ซึ่งคำว่า “Aston” มาจากชื่อหุบเขา Aston Hill ซึ่งเคยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันรถแข่ง ส่วนคำว่า “Martin” มาจากนามสกุลของ Lionel Martin หนึ่งในผู้ก่อตั้ง
Aston Martin เป็นบริษัทที่ผลิตรถยนต์มาแล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่รถแข่ง รถสปอร์ต ไปจนถึงรถพยาบาลและรถบรรทุกเพื่อการทหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา Aston Martin ได้ผลิตรถยนต์ที่มีชื่อเสียงออกมาหลายรุ่น เช่น DB2, DB4 และ DB5 ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากภาพยนตร์เรื่อง James Bond ในปัจจุบัน Aston Martin ยังคงเป็นผู้ผลิตรถสปอร์ตและรถหรูระดับพรีเมียมชั้นนำของโลก โดยมีฐานการผลิตอยู่ที่เมืองเก็ดลิงเบิร์ก ประเทศอังกฤษ
รายชื่อยี้ห้อรถยนต์ตามสัญชาติ
ญี่ปุ่น: Toyota, Lexus, Mazda, Honda, Mitsubishi, Nissan, Subaru, Suzuki, Isuzu, Hino, Mitsuoka
เกาหลีใต้: Hyundai, Kia, SsangYong, Genesis
สหรัฐอเมริกา: Ford, Chevrolet, Chrysler, Dodge, Jeep, Tesla, General Motors, Stellantis
อังกฤษ: Aston Martin, Bentley, Jaguar, Land Rover, Lotus, McLaren, Mini, Morgan, Rolls-Royce
เยอรมนี: Audi, BMW, Mercedes-Benz, Porsche, Opel, Volkswagen, Smart
อิตาลี: Alfa Romeo, Ferrari, Fiat, Lamborghini, Maserati
ฝรั่งเศส: Citroën, DS Automobiles, Renault, Peugeot
สวีเดน: Volvo
สเปน: Seat, Cupra
จีน: BYD, Changan, Chery, Dongfeng, Geely, Haval, Hongqi, JAC, Li Auto, Nio, Roewe, SAIC, SGMW, Xpeng
อินเดีย: Tata
บราซิล: Fiat, Volkswagen
ออสเตรเลีย: Holden
แคนาดา: Ford, General Motors, Chrysler
รัสเซีย: Lada
ดูแลรถ Supercar จอดนานด้วย CTEK จากสวีเดน

เครื่องชาร์จแบตรถยนต์ CTEK จึงถือเป็นตัวช่วยที่เจ้าของรถหรูสายจอดต่างไว้วางใจเจาะจงเลือกใช้ เพราะการดูแลแบตเตอรี่ที่ดีที่สุดคือการชาร์จไฟแบตเตอรี่ให้เต็มอยู่ตลอดเวลา หากเราปล่อยให้รถแบตหมดบ่อย ๆ แบตเตอรี่ก็จะเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว โดยเครื่องชาร์จแบตเตอรี่ CTEK เป็นเครื่องชาร์จอัจฉริยะ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี 8 ขั้นตอนการชาร์จลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศสวีเดน โดย CTEK จะชาร์จไฟด้วยกระแสสูงสุดให้เต็มถึง 80% หลังจากนั้นจะค่อย ๆ ลดกระแสลงพร้อมตัดไฟอัตโนมัติเมื่อชาร์จเต็ม 100% เพื่อป้องกันแบตเตอรี่ Overcharge ทำให้เราสามารถชาร์จทิ้งไว้ได้เป็นเดือนโดยไม่ทำให้แบตเตอรี่เสีย ไม่ต้องคอยสตาร์ทหรือเอารถไปวนขับให้สิ้นเปลืองน้ำมันอีกต่อไป ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยแสนรู้ใจที่เจ้าของรถหรูและซุปเปอร์คาร์ต้องมีติดบ้านไว้

“แบตเตอรี่แพงแค่ไหนก็เสื่อมสภาพได้หมด ถ้าจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานาน”
CTEK MXS 5.0 เป็นเครื่องชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ มีกระแสชาร์จสูงสุด 5A สำหรับแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด 12V ขนาด 1.2 – 110Ahขนาด 1.2 – 110Ah รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ขายดีที่สุด ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่มีความรู้เรื่องช่างก็สามารถใช้งานได้ ทำงานด้วยระบบอัตโนมัติแทบทั้งหมด ตัวเครื่องนั้นมีขนาดเล็ก กะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่ทนทานกันน้ำกันฝุ่น หากคุณีรถหรูหลายคัน จอดทิ้งนาน ไม่ค่อยได้ขับ ใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่คุณภาพสูงสำหรับรถหรู ที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์หรือบิ๊กไบค์ CTEK MXS 5.0 รับประกัน 5 ปี ช่วยดูแลแบตเตอรี่รถหรูของคุณ ให้คุณสบายใจหายห่วงแน่นอน ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก CTEK MXS 5.0

