เมื่อพูดถึงแบรนด์ Mansory ทุกคนคงนึกถึงชุดแต่งซุปเปอร์คาร์ไฮเปอร์คาร์ แบบจัดเต็มอลังกาลซึ่งเป็นสไตล์ของเขามาตั้งแต่แรก มาวันนี้ Mansory ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเปิดตัว MANSORY Residences ที่พักอาศัยสุดหรูในดูไบ
MANSORY Residences เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Mansory และ Amaal บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในดูไบ ตั้งอยู่ในทำเลใหม่มาแรง Meydan Horizon ซึ่งห่างจาก Downtown Dubai เพียง 10 นาที เท่านั้น คุณจะเห็นทัศนียภาพของตึก Burj Khalifa และ Creek Tower ที่กำลังจะเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในอนาคตแบบจัดเต็ม ตัวตึกสูง 48 ชั้น ที่จอดรถ 8 ชั้น แบบ Podium พื้นที่ใช้สอยในแต่ละยูนิตเริ่มต้นตั้งแต่ 867 – 11,129 ตารางฟุต มีทั้งแบบ 1 – 4 ห้องนอน, ดูเพล็กซ์ และเพนต์เฮาส์แบบฟูลฟลอร์ งานตกแต่งดีไซน์ภายในเรียกว่าคัดมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น คาร์บอนไฟเบอร์, โลหะขัดเงา, หนังแท้สีน้ำตาล Cognac, ผ้าขนสัตว์สีชาร์โคล ไปจนถึง ลายไม้วอลนัท เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเน้นดีไซน์หรูหราสง่างาม
เพนต์เฮาส์คอลเลกชันพิเศษ Mansory Infinity Collection จะมีลิฟต์รถยนต์ส่วนตัว เพื่อจอดซุปเปอร์คาร์ไว้ในห้องพักได้โดยตรงอีกด้วย
โครงการนี้จะมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยเหนือระดับ ไม่ว่าจะ บัตเลอร์ส่วนตัว, คอนเซียร์จ “Carte Blanche”, ฟิตเนส MANSORY พร้อมอุปกรณ์ทันสมัย, คาเฟ่ & บาร์ MANSORY, บริการจัดงานและจัดเลี้ยงแบบส่วนตัว, ทีมอีเวนต์มืออาชีพดูแลครบวงจร, ร้านบูติก MANSORY, เลานจ์จอดรถยนต์หรูห้องแอร์อย่างดี บริการดีเทลลิ่งรถ และแอป MANSORY สำหรับเข้าถึงทุกบริการง่ายดาย
MANSORY Residences มีราคาเริ่มต้นประมาณ 2,000,000 AED หรือราว $550,000 USD ก่อสร้างเสร็จปี 2028
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Mansory















Aston Martin DBX ซูเปอร์คาร์ในร่างSUV
เผยแพร่: 11 ก.ค. 2564 21:33 ปรับปรุง: 11 ก.ค. 2564 21:33 โดย: ผู้จัดการออนไลน์

3,423
แอสตัน มาร์ติน หนึ่งในแบรนด์หรูหราสัญชาติอังกฤษที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับกันในการสร้างรถสปอร์ต โดยเฉพาะในส่วนของดีไซน์ที่มักจะได้รับคำชื่นชมและรางวัลด้านการออกแบบที่สวยสดงดงามอยู่เสมอ
ด้วยสภาพตลาดและความนิยมของผู้ใช้งานในปัจจุบันทำให้แอสตัน มาร์ติน ขยับขยายการสร้างสรรค์ผลงานจากรถสปอร์ตเพียงอย่างเดียว หันมาเจาะตลาดเอสยูวี ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาเป็น DBX กับการทุ่มเทเวลาวิจัยและพัฒนานานกว่า 5 ปี รวมถึงทุ่มทุนสร้างโรงงานประกอบแห่งใหม่เพื่อรองรับการผลิตที่เพิ่มขึ้น
สำหรับ แอสตัน มาร์ตินในประเทศไทยอยู่ภายใต้การดูแลของ แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ในเครือของ MGC-ASIA ซึ่งได้เปิดตัว DBX ด้วยราคาเริ่มต้น 19,900,000 บาท พร้อมให้ทดลองขับอย่างเป็นทางการเรียบร้อย ทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ไม่พลาดการนำเสนอ
ad
ซูเปอร์คาร์ในร่างSUV
แนวคิดหลักของการสร้าง DBX ของทีมงานแอสตัน มาร์ติน คือ การสร้างรถสปอร์ตระดับซูเปอร์คาร์บนพื้นฐานของการเป็นรถอเนกประสงค์แบบเอสยูวี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทีมงานตั้งทำขึ้นคือ โครงสร้างตัวถัง เพราะนี่คือหัวใจของการขับขี่ โดยเป็นโครงสร้างแบบใหม่สร้างขึ้นมาเฉพาะรุ่น DBX เท่านั้น ทำจากอะลูมิเนียมเพื่อให้มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง รวมๆ แล้ว DBX มีน้ำหนักเพียง 2,245 กิโลกรัม ถือว่าพอๆ กับรถซีดานระดับหรูทั่วไป
ส่วนการออกแบบภายนอกยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์เอาไว้ ด้านหน้าใช้แนวทางของรุ่น DB5 รถสปอร์ตระดับตำนานของแบรนด์ มีช่องดักลมให้ทะลุผ่านซุ้มล้อ และฝากระโปรงหน้าเพื่อช่วยสร้างแรงกดอากาศ ขณะที่ด้านท้ายมีรูปทรงเหมือนตูดเป็ดตามสไตล์ของแวนเทจ ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องของอากาศพลศาสตร์
หัวใจบรรจุเครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ตัวแรงรหัส M177 จาก Mercedes-AMG เช่นเดียวกับรถรุ่นอื่นๆ ของแอสตัน มาร์ติน แต่ทว่าเครื่องยนต์ที่ประจำการใน DBX ได้รับการปรับแต่งให้มีกำลังมากที่สุดด้วยพิกัด 550 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร
ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่แอสตัน มาร์ตินภาคภูมิใจนำเสนอ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่า สุดที่พวกเขาคิดค้นขึ้นทำงานผ่านการควบคุมด้วย อิเล็กทรอนิกส์ในชื่อ eDiff ที่สามารถกระจายแรงบิดของล้อหลังได้อย่างอิสระและแม่นยำ
ด้านการออกแบบภายใน เน้นในเรื่องของความประณีตและการใช้วัสดุคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นหนังหรือปุ่มต่างๆ ส่วนการออกแบบ ยอมรับว่าคล้ายกับรุ่น DBS แต่จะแตกต่างในส่วนของช่องแอร์และปุ่มปรับเกียร์ที่ย้ายมาอยู่ทางด้านบนสุด คอนโซลกลางติดตั้งชุดควบคุมการปรับค่าแสดงผลต่างๆ ผ่านจอขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple Carplay พร้อมกล้องมองรอบคัน 360 องศา และไฟในห้องโดยสารปรับได้ 64 เฉดสี คงไม่ต้องบอกว่าเป็นออพชันเดียวกับรถยี่ห้ออะไร
ช่วงล่างเทพ หนึบ สนุก
การขับขี่ในคราวนี้ออกตัวก่อนว่า เป็นการขับที่สั้นเกินกว่าจะได้ทราบถึงสมรรถนะแบบแท้จริง เนื่องจากรถยนต์ลักษณะเช่นนี้ เหมาะกับการวิ่งทางยาวเพื่อการเดินทางไกลเป็นสำคัญ การขับเพียงสั้นจะพอได้เพียงความรู้สึกเบื้องต้นเท่านั้น แต่อาจจะเพียงพอสำหรับการตัดสินใจของลูกค้าที่มีธงอยู่ในใจแล้ว
เริ่มต้นด้วยการออกตัวจากโชว์รูมแบบกดมิดคันเร่งตัวรถตอบสนองอย่างทันใจไม่แตกต่างจากการขับซูเปอร์คาร์เท่าใดนัก ยิ่งเมื่อหันไปดูสเปคตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เคลมไว้ที่ 4.5 วินาที ทำได้อย่างที่กล่าวไว้แน่นอน ส่วนความเร็วสูงสุด 291 กม./ชม. เราคงไม่มีพื้นที่ในการลองขับได้ขนาดนั้น
สิ่งที่ทำให้ประทับใจผู้เขียนมากที่สุดคือ ระบบช่วงล่างสามารถดูดซับแรงสะเทือนจากหลุมของถนนที่เกิดจากการก่อสร้าง ขับรูดผ่านได้อย่างสบายๆ เรียกว่าเป็นรถที่เหมาะกับการลุยได้อย่างไม่น่าห่วง ตอบขอบคุณการออกแบบระบบช่วงล่างแบบถุงลม Adaptive Triple Air Suspension ซึ่งมาพร้อมกับระบบ eARC ที่ใช้เทคโนโลยี 48 โวลต์ในการควบคุมสั่งการ
การเลือกใช้ระบบช่วงล่างแบบถุงลม ข้อดีนอกจากความสบาย ยังมีในส่วนของการปรับระดับความแข็งและความสูงของตัวรถที่สามารถปรับให้ลดลงได้ถึง 55 มิลลิเมตร (ปรับอัตโนมัติเมื่อขับตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น) และปรับสูงขึ้นได้ 45 มิลลิเมตร ช่วยให้สามารถลุยน้ำลึกได้ 500 มิลลิเมตร โดยไม่เกิดความเสียหายแต่ประการใด
การบังคับควบคุมรถค่อนข้างคล่องตัว แม้ตัวรถจะดูมีขนาดใหญ่ น้ำหนักพวงมาลัยเบามือเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ และจะหนักมือเมื่อขับด้วยความเร็วสูง โดยมีระยะฟรีแบบพอรู้สึกได้ เข้าโค้งแม่นยำ ความเร็วที่ขับส่วนใหญ่จะอยู่ราว 100-120 กม./ชม. รถทรงตัวหนึบดีมาก จังหวะเร่งแซง DBX พุ่งดีมากให้ความรู้สึกไม่ต่างจากซูเปอร์คาร์ระดับ 20 กว่าล้านบาท โดยเฉพาะเมื่อปรับเข้าโหมด S+ รอบเครื่องยนต์ขึ้นมารอพร้อมเสียงคำรามจากท่อไอเสีย
ความเร็วสูงสุดที่เราทดลองขับอาจจะไม่มาก แต่เพียงพอที่จะสรุปแบบมั่นใจได้ว่า แม้จะขับด้วยความเร็วสูง ตัวรถยังคงนิ่ง เกาะถนนแบบหนึบแน่น ไร้อาการลอย การทรงตัวยอดเยี่ยม เรียกว่าเป็นรถที่สมดุลดี ช่วงล่างหนึบและแรงเหมือนกำลังขับขี่รถสปอร์ตระดับซูเปอร์คาร์ โดยแตกต่างเพียงรูปร่างภายนอก
ทั้งนี้ไม่ว่ารถจะแรงขนาดไหนระบบเบรกจะถูกออกแบบให้หยุดรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบเบรกของ DBX จัดอยู่ในระดับอลังการเบรกหน้า 6 พ็อตและเบรกหลังแบบพ็อตเดียวแต่เป็นขนาดใหญ่ที่สุดของรถยนต์ที่ใช้พอร์ตเดียว ส่วนอัตราการบริโภคน้ำมันยอมรับว่า ไม่ได้สังเกตุเพราะจิตใจจดจ่ออยู่กับการจับความรู้สึกของการขับขี่และด้วยระยะทางการขับที่สั้นเพียงไม่กี่กิโลเมตรทำให้ไม่สามารถใช้ตัวเลขมานำเสนอได้
เหมาะกับใคร
หากมองไปที่คู่แข่งโดยตรงอย่าง ลัมโบร์กินี่ อูรูส และ โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน ที่โดดเด่นไปคนละด้าน เปรียบให้เข้าใจง่ายๆ แอสตัน มาร์ติน คือจุดสมดุลระหว่างความแรงและความสบายของทั้งสองคู่แข่ง ตอบโจทย์คนที่กำลังมองหารถอเนกประสงค์ที่มีความแรงแบบซูเปอร์คาร์แต่ทว่าใช้งานได้ทุกวัน

