การซื้อรถยนต์ไม่ว่าจะรถใหม่หรือมือสอง เรื่องของสี สีรถยนต์ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่หลายคนให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีรถยนต์สวย ๆ ตามความชอบ จรดถึงเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลความเป็นมงคล และมีหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าสีรถมีผลต่อราคาขายต่อด้วย แม้จะเป็นสีรถถูกโฉลกแต่ใช่ว่ามันจะถูกใจเจ้าของคนต่อไปเสียเมื่อไหร่ คุณว่ามั้ย? แล้วจะต้องเลือกซื้อสีไหนดีที่ส่งผลดีรอบด้าน ขายต่อได้ราคาดี ตามไปหาคำตอบกันเลยดีกว่าในบทความนี้
สนใจอ่านแค่บางเรื่อง ก็เลือกได้เลย!
- 5 สีรถยนต์ที่ฮิตมากที่สุดในไทย มีอะไรบ้าง?
- เลือกสีรถตามวันเกิดยังไง ให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุด?
- สีรถ ส่งผลต่อราคาขายต่อมากน้อยแค่ไหน?
5 สีรถยนต์ที่ฮิตมากที่สุดในไทย มีอะไรบ้าง?
แอ็กซอลตา บริษัทชั้นนำระดับโลก ในธุรกิจสีเคลือบสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้รายงานสีรถยนต์ยอดนิยมประจำปี 2022 ครบรอบปีที่ 70 ในการสำรวจและให้ข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมยานยนต์ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า “โทนสีกลาง ๆ (neutral color)” ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนดังนี้
- สีขาว ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก 34% แบ่งเป็นสีขาวมุก 14% และสีขาวโซลิด 20%
- สีดำเข้มประกาย 21%
- สีเทาประกาย 19%
- สีสันอื่น ๆ เช่น สีน้ำเงิน 8%, สีแดง 5% และสีเขียว 1%
ซึ่งในปี 2024 สีรถซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในไทย ก็ยังคงเป็นสีกลาง ๆ ตามสถิติที่รายงานในปี 2022 เช่นเดิม แต่เป็นเพราะอะไร ตามไปเจาะลึกกันเลยดีกว่า
1. รถสีขาว
รถยนต์สีขาวค่อนข้างสะดุดตาบนท้องถนนทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน ถือเป็นสีรถยนต์ที่ให้ความปลอดภัยอันดับต้น ๆ แถมยังเป็นสีที่ดูแพงและมีความคลาสสิก ทำให้หลายคนตัดสินใจซื้อมากกว่าสีอื่น ๆ
รถสีขาวใช้นาน ๆ เสี่ยงกลายเป็นสีเหลือง
รู้มั้ย? สีรถยนต์สีขาวหากดูแลไม่ดีเสี่ยงเหลือง หากไม่อยากให้สายเกินแก้ เรามีวิธีดูแลรถสีขาวมาบอกต่อ ดังนี้
- สีขาวเป็นสีของความสะอาด จึงควรล้างรถ ‘อย่างน้อย’ เดือนละ 1 ครั้ง หรือจะล้างทุกสัปดาห์ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละบุคคล หากเป็นไปได้ควรเคลือบสีด้วย เพื่อป้องกันคราบฝุ่นเกาะและคราบฝังแน่น
- ไม่ควรจอดกลางแจ้ง แสงแดดไม่เป็นมิตรกับรถสักเท่าไหร่ เพราะ “ความร้อน” มีผลให้สีรถเปลี่ยนได้ นอกจากนี้ยังไม่ควรจอดใต้ต้นไม้ เนื่องจากยางไม้ก็เป็นศัตรูตัวฉกาจ ที่ทำให้สีรถยนต์ได้รับความเสียหาย ยิ่งถ้าตกใส่รถจนเป็นคราบหนัก อาจทำให้ล้างไม่ออกได้อีกด้วย

2. รถสีดำ
อีกหนึ่งสีรถยนต์ที่ฮิตตลอดกาล มีเสน่ห์น่ามอง แถมยังเป็นสีรถที่สะท้อนถึงบุคลิกความเรียบหรู ที่สำคัญเมื่อสีรถได้รับความเสียหาย ก็สามารถซ่อมได้ง่ายกว่าสีอื่น ๆ แต่มีข้อจำกัดคือมองเห็นได้ยากในช่วงเวลากลางคืน อาจทำให้ไม่ปลอดภัยเมื่อเทียบกับรถสีขาว
3. รถสีบรอนซ์เทา
เป็นโทนสีรถยนต์ที่ดูแลรักษาง่าย เนื่องจากเป็นสีโทนกลาง เวลาเลอะคราบฝุ่นละอองเล็ก ๆ ก็ดูกลมกลืนกับสีรถ นอกจากนี้ในด้านความเชื่อ ยังมองว่ารถสีบรอนซ์เทาช่วยเสริมดวงเมตตามหานิยม เสริมเสน่ห์ การสนับสนุนเกื้อกูล และบริวารที่ดีอีกด้วย
4. รถสีน้ำเงิน
แม้จะฉูดฉาดกว่าทั้ง 3 สีก่อนหน้า แต่รถสีนี้ก็ยังถือเป็น “สีโทนกลาง ๆ” สามารถมองเห็นได้ดีในเวลากลางวัน แต่ก็มองเห็นได้ยากเมื่อขับรถกลางคืน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโทนสีเข้ม กลาง หรืออ่อน นอกจากนี้ยังถือเป็น “สีเสริมดวง” ด้านความสงบ ปลอดภัยจากเหตุร้าย
5. รถสีแดง
รถสีแดงนอกจากจะเป็นสีที่เป็นเอกลักษณ์ของรถ Super Car แล้ว ยังเป็น “สีเสริมดวง” ที่ได้รับความนิยมมาก ๆ ส่วนใหญ่มักนำมาเสริมดวงด้านความสงบ ปลอดภัยจากเหตุร้าย เช่น อุบัติเหตุ แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวงเช่นกัน

เลือกสีรถตามวันเกิดยังไง ให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุด?
กรณีที่คุณเชื่อในเรื่องของการเสริมดวงด้วยสีรถถูกโฉลก เช่น รถสีขาว เหมาะกับคนเกิดวัน จันทร์ พุธ และศุกร์ โดยสีรถมงคลจะเสริมความปังให้เจ้าของวันเกิดในแต่ละด้านต่างกันออกไป ดังนั้นการดูสีรถตามวันเกิดจึงขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ อาชีพ รวมถึงเส้นทางชีวิตของผู้ที่เกิดวันนั้น ๆ ว่าต้องการเสริมดวงด้านไหน ซึ่งเราได้รวบรวมมาให้เรียบร้อยแล้ว สีรถยนต์มีสีอะไรบ้างตามไปดูกันเลย
1. คนเกิดวันอาทิตย์
- เมตตามหาเสน่ห์ : สีแดง และสีดำ
- ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีเทาอ่อน และสีทอง
- หน้าที่การงาน : สีม่วง และสีชมพู
- โชคลาภ : สีดำ, สีน้ำเงิน และสีเทา
- สีต้องห้าม : สีเหลือง
2. คนเกิดวันจันทร์
- เมตตามหาเสน่ห์ : สีขาว, สีเหลือง และสีชมพู
- ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีน้ำเงิน
- หน้าที่การงาน : สีส้ม และสีเขียว
- โชคลาภ : สีส้ม และสีน้ำตาล
- สีต้องห้าม : สีแดง
3. คนเกิดวันอังคาร
- เมตตามหาเสน่ห์ : สีชมพู และสีม่วง
- ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีแดง
- หน้าที่การงาน : สีม่วง และสีเทา
- โชคลาภ : สีแดง, สีดำ และสีเทา
- สีต้องห้าม : สีครีม
4. คนเกิดวันพุธ
- เมตตามหาเสน่ห์ : สีเขียว
- ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีขาว และสีครีม
- หน้าที่การงาน : สีน้ำตาล และสีส้ม
- โชคลาภ : สีฟ้า และสีชมพู
- สีต้องห้าม : สีดำ
5. คนเกิดวันพฤหัสบดี
- เมตตามหาเสน่ห์ : สีเหลือง และสีส้ม
- ผู้ใหญ่เอ็นดู : สีเขียว
- หน้าที่การงาน : สีฟ้า และสีเขียว
- โชคลาภ : สีครีม สีเหลือง และสีส้ม
- สีต้องห้าม : สีน้ำตาล
หรูยิ่งกว่าหรู! ทำไม ‘Rolls Royce’ ถึงแพงแบบไร้ที่สิ้นสุด?
By พิราภรณ์ วิทูรัตน์18 ส.ค. 2023 เวลา 19:13 น.




Play
สำรวจจักรวาลรถยนต์ “โรลส์-รอยซ์” พบ เฉลี่ยราคาคันละ 30-50 ล้านบาท สร้างสถิติแพงสุด 407 ล้านบาทต่อคัน ราคาสูงด้วยกลยุทธ์ “Customization” เลือกผสมสีรถเองได้ ภายในเก็บเสียงมิดชิด ศูนย์ล้อปรับแต่งเอง ใช้ช่างเฉพาะทาง เป็นรถ “Handmade” ทั้งคัน 100 เปอร์เซ็นต์!
Key Points:
- “โรลส์-รอยซ์” ขึ้นชื่อว่า เป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก เพราะเป็นรถสั่งทำ ผลิตขึ้นจากความต้องการของลูกค้าเท่านั้น ทั้งตัวรถใช้ช่างฝีมือของแบรนด์ตกแต่งทั้งคัน เป็นงาน “Handmade” หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
- ความเฉพาะตัวของ “โรลส์-รอยซ์” มีตั้งแต่สีด้านนอกที่ลูกค้าสามารถสั่งผสมสีใหม่ขึ้นมาได้ หากมีลูกค้ารายอื่นๆ ต้องการใช้สีเดียวกันต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสีก่อน รวมถึงการตกแต่งภายในที่ใช้หนังวัวกระทิงในการทำเบาะ ตกแต่งหลังคารถแบบ “Starlight” เลือกกลุ่มดาวได้เอง
- การผลิตรถยนต์ “โรลส์-รอยซ์” จะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามาเท่านั้น ทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่สั่งซื้อ รับรถ จนถึงการบริการหลังขายมีความพรีเมียมเฉพาะตัวรวมถึงราคาที่สูงเป็นพิเศษ
แม้ไม่ใช่รถ “Supercar” โฉบเฉี่ยวสองประตูเหมือนกับ “เฟอร์รารี” (Ferrari) หรือ “ลัมโบร์กินี” (Lamborghini) แต่ความหรูหราเฉพาะตัวของ “โรลส์-รอยซ์” (Rolls Royce) ก็ทำให้แบรนด์ยืนระยะเป็นตำนานเข้าสู่ปีที่ 119 แล้ว “โรลส์-รอยซ์” ได้ชื่อว่า เป็นรถยนต์ที่มีนวัตกรรมการออกแบบดีเยี่ยม เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและวัสดุระดับพรีเมียมที่ยังคงรักษาดีไซน์เฉพาะตัวแบบ “ผู้ดีอังกฤษ” ไว้ได้อย่างคลาสสิก
ในยุคที่รถยนต์เป็นที่ต้องการมากขึ้น ยักษ์ผู้ผลิตหลายเจ้าจึงเลือกออกแบบการผลิตด้วยวิธี “Mass production” หรือ “Lean production” เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้รวดเร็วมาก ขณะที่ “โรลส์-รอยซ์” ยังคงจัดวาง “Brand positioning” ของตัวเองด้วยกลยุทธ์ “Craft production”
รู้หรือไม่ว่า รถยนต์โรลส์-รอยซ์ทุกคันที่ออกสู่ท้องตลาดไม่ได้ใช้การผลิตด้วยเครื่องจักร แต่ผ่านการประณีตบรรจงตกแต่งทุกส่วนด้วยช่างรถโรลส์-รอยซ์โดยเฉพาะ เรียกว่า เป็นรถ “Handmade” 100 เปอร์เซ็นต์เลยก็ว่าได้

- สีเดียวบนโลก ไม่มีคันไหนเหมือน
จุดเด่นของ “โรลส์-รอยซ์” คือ การปรับแต่ง “Customized” ได้แบบไม่รู้จบ สามารถอัปเกรดได้ตามความต้องการของลูกค้า เฉพาะสีรถยนต์ก็ไม่สามารถทำที่อู่ซ่อมหรือศูนย์รถทั่วไปได้แล้ว เพราะสีรถยนต์ “โรลส์-รอยซ์” เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์หรูจากเกาะอังกฤษมีราคาสูงกว่าแบรนด์อื่นในท้องตลาด
ข้อมูลจากสำนักข่าว “บิซิเนส อินไซเดอร์” (Business Insider) ระบุว่า “โรลส์-รอยซ์” มีชาร์ตสีให้ลูกค้าเลือกมากกว่า 44,000 เฉด โดยผู้ซื้อสามารถเลือกผสมสี-ปรับแต่งให้ตรงกับที่ตนเองชื่นชอบได้ คล้ายกับการผสมสีลิปสติกแบบ “Customized” ตามเคาน์เตอร์แบรนด์ ทำให้สีมีความเอ็กซ์คลูซีฟมากขึ้น และเมื่อปรับแต่งเสร็จแล้วสีรถดังกล่าวก็จะถูกจดทะเบียนด้วยชื่อเฉพาะของลูกค้าทันที หากในอนาคตมีลูกค้ารายอื่นๆ ชื่นชอบและต้องการสีที่เหมือนกัน พวกเขาต้องขออนุญาตเจ้าของสีก่อน
นอกจากนี้ งานทำสีของ “โรลส์-รอยซ์” ยังมีความพิเศษตรงที่จะมีการเคลือบทำสีไว้อย่างน้อย 7 ชั้น ประกอบด้วยไพรเมอร์ เบส โค้ท และสี รวมทั้งยังเพิ่มแลกเกอร์ขัดเงาอีก 2 ชั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของรถต้องการเพิ่มชั้นสีให้มีความหนาแน่นมากขึ้นก็สามารถทำได้สูงสุดถึง 23 ชั้น และแน่นอนว่า ขั้นตอนการลงสีต้องใช้ช่างฝีมือของโรลส์-รอยซ์ทั้งหมด เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ฝีมือในการตวัดแปรงพู่กันลงสีด้วยเทคนิคพิเศษ สำหรับลูกค้าบางรายอาจเพิ่มเติมมูลค่าความสวยงามด้วยการตกแต่งที่มีเพชร ทอง หรืออัญมณีอื่นๆ ผสมอัดเข้ากับสี นอกจากราคาอัญมณีที่เพิ่มขึ้นมาต่างหากแล้ว กรรมวิธีนี้ยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวของช่างด้วย
- เก็บเสียงภายในด้วยฉนวน หลังคาแสงดาว ตู้ใส่วิสกี้ ตู้เย็นครบครัน
“โรลส์-รอยซ์” ใช้ฉนวนเก็บเสียง-กันความร้อนหนักถึง 300 ปอนด์ เพื่อป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกเข้ามายังห้องโดยสาร ทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่า จะสามารถคุยโทรศัพท์หรือทำธุระอื่นๆ ได้แบบไม่มีเสียงขับขี่จากภายนอกมารบกวน และสำหรับการตกแต่งภายในก็สามารถ “Customized” ได้อีกเช่นกัน
ลูกค้าสามารถเลือกวัสดุและของตกแต่งภายในเพิ่มเติมได้ อาทิ ตะกร้าปิคนิค ตู้เก็บไวน์ ตู้แช่วิสกี้ ตู้เซฟเก็บเครื่องเพชร ฯลฯ ในส่วนของหลังคาภายในตัวรถเป็นหลังคาแบบ “Starlight” คือ มีการตกแต่งด้วยทะเลดาวระยิบระยับ ลูกค้าสามารถเลือกกลุ่มดาวที่ต้องการได้ โดยวัสดุที่ใช้ทำจะเป็นไฟเบอร์ออปติกถักทอรวมกันหลายพันเส้นเพื่อสร้าวกลุ่มดาวให้มีความเสมือนจริงมากที่สุด
สำหรับเบาะที่นั่งเป็นงานปักสั่งทำพิเศษ หนังหุ้มเบาะทำมาจากหนังวัวกระทิงทำให้การเย็บหนังต้องใช้เวลานานและใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีความประณีตสูง จากข้อมูลระบุว่า รถยนต์ “โรลส์-รอยซ์” 1 คัน ใช้หนังวัวกระทิงมากถึง 8 ตัวเลยทีเดียว

- ยางสั่งทำพิเศษ ศูนย์ล้อปรับตั้งตรงเสมอ
“โรลส์-รอยซ์” ใช้ยางพิเศษที่ผลิตโดย “Continental” เพื่อลดเสียงรบกวนจากพื้นถนนเวลาขับขี่ โดยยางชนิดนี้จะใช้โฟมชนิดพิเศษเป็นส่วนประกอบ ซึ่งนอกจากเสียงรบกวนที่ลดลงแล้วยังทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากขึ้น และอีกหนึ่งข้อสังเกตที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยแต่ “โรลส์-รอยซ์” ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การปรับตั้งศูนย์ถ่วงล้อให้ตั้งตรงอยู่เสมอ โดยปกติโลโก้บริเวณล้อรถจะหมุนไปตามล้อ แต่ของ “โรลส์-รอยซ์” จะทำการปรับโลโก้ให้ตั้งตรงเสมอ แม้รถกำลังเคลื่อนตัวหรือล้อจะยังหมุนอยู่ก็ตาม ซึ่งนอกจากความสวยงามแล้วคุณลักษณะเช่นนี้ยังทำให้การออกตัวสตาร์ทรถทำได้ง่ายขึ้น เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ “โรลส์-รอยซ์” ที่ไม่มีใครเหมือน
ด้วยความเฉพาะตัว ขายความเอ็กซ์คลูซีฟแบบนี้ จึงทำให้มูลค่า “โรลส์-รอยซ์” สูงกว่ารถยนต์ทั่วไปหลายสิบเท่า การทำงานของ “โรลส์-รอยซ์” จะเริ่มขึ้นก็ต่อเมื่อมีคำสั่งซื้อจากลูกค้าเข้ามาเท่านั้น ไม่ได้เป็นการผลิตรถยนต์จำนวนมากออกมาขายตามโชว์รูม บริการตลอดการขายจึงต้องอยู่ในความดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้แน่ใจว่า ลูกค้าจะได้รับการบริการที่ดีเยี่ยมเหมาะสมกับราคากว่า 50 ล้านบาทที่ต้องจ่ายไป
อ้างอิง: Auto Best, Business Insider, Cartoq, Up Town

