Bugatti DIVO เตรียมส่งมอบให้ลูกค้าปลายปีนี้ พร้อมทางเลือกการตกแต่งแบบไม่อั้น
3292 จำนวนผู้เข้าชม |
Bugatti DIVO ไฮเปอร์คาร์สุดพิเศษ ถูกเผยโฉมครั้งแรกที่ Monterey Car Week ในปี 2018 ผ่านมา 2 ปี ปัจจุบันตัวรถถูกพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ และเตรียมส่งมอบถึงมือลูกค้าในช่วงปลายปี 2020 นี้ แน่นอนว่าลูกค้าที่ซื้อ DIVO ย่อมต้องการความพิเศษไม่เหมือนใคร ทาง Bugatti รู้เรื่องนี้ดี จึงมีเฉดสี รูปแบบวัสดุการตกแต่งต่างๆ ทั้งภายนอกภายใน ตามใจลูกค้าอย่างเต็มที่ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำด้านการออกแบบ ให้รถของเราออกมาได้ดูดีที่สุด
เจ้า Bugatti DIVO ตัวพิเศษนี้ ใช้โครงสร้างพื้นฐานจากรุ่น Chiron แต่ถูกรีดน้ำหนักให้เบาลงกว่าเดิม 35 กิโลกรัม ชุดตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ถูกปรับดีไซน์ใหม่แบบรอบคันตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยเพิ่ม Downforce ได้อีก 90 กิโลกรัม ด้านหน้ารถมากับกระจังหน้าทรงเกือกม้าขนาดใหญ่ ชุดไฟหน้า LED ทรงใหม่น้ำหนักเบา ชุดกันชนหน้าถูกขยายช่องลมให้ใหญ่ช่วยระบายความร้อนระบบต่างๆ ที่ดูดันกว่ากว่ารุ่นปกติชัดเจน ด้านบนหลังคายังมีช่องอากาศ NACA Duct เสริมครีบรีดอากาศลากยาวบรรจบ กับปีกท้ายไฮดรอลิคขนาดใหญ่ ที่กว้างกว่ารุ่น Chiron ถึง 23% ช่วยเพิ่มแรงกด และประสิทธิภาพของ Air brake ได้ดีขึ้น ชุดไฟท้ายมาในแบบล้ำยุค 3 มิติ พร้อมปลายท่อ 4 รู และ Diffuser สไตล์รถแข่งสนาม
ห้องโดยสารภายใน เน้นการใช้วัสดุรีดน้ำหนัก อย่าง Alcantara และ คาร์บอนไฟเบอร์ เบาะนั่งชุดใหม่เฉพาะใน Bugatti DIVO มาในแบบ Bucket seat รองรับการขับที่ดุดันมากขึ้น พวงมาลัยแบบ 3 ก้าน ทรงเดียวกับ Chiron แต่เปลี่ยนสีที่ปุ่มสตาร์ทเครื่อง กับปุ่มปรับโหมดเป็นสีแดง มาตรวัดความเร็วเหมือนเดิม ใช้แบบเข็ม Analog ขนาบข้างสองฝั่งด้วยจอสี จอด้านซ้ายใช้โชว์รอบเครื่องยนต์, แรงม้าที่ใช้ เกจ์วัดความร้อน, เกจ์วัดน้ำมัน ส่วนจอด้านขวา ใช้แสดงข้อมูลการขับขี่ ปรับตั้งค่าในตัวรถทั้งหมด
Bugatti Divo มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ W16 ขนาด 8.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ 4 ลูก รีดกำลังได้สูงสุด 1,500 แรงม้า ที่ 6,700 รอบ/นาที แรงบิดมหาศาลถึง 1,600 นิวตัน-เมตร มีให้ใช้ตั้งแต่ 2,000-6,000 รอบ/นาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.4 วินาที ทำท๊อปสปีดสูงถึง 380 กม./ชม. (ถูกจำกัดไว้) พร้อมส่งกำลังด้วยเกียร์ 7 สปีด คลัทซ์คู่ DSG และใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ All-Wheel Drive
Bugatti DIVO ผลิตมาแบบ Limited Edition เพียง 40 คันในโลก ตั้งราคาไว้ราว 5 ล้าน ยูโร หรือประมาณ 173 ล้านบาท และผู้ที่สามารถสั่งซื้อได้จะต้องมี Chiron ไว้ในครอบครองก่อน เท่านั้น
บทความโดย : Team Admin Bangkoksupercar.com
ข้อมูล : Bugatti














MDs’ CAR | Bugatti Tourbillion ไฮเปอร์คาร์ที่มาพร้อมกับการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของแบรนด์

เมื่อพูดถึงชื่อ Bugatti ผู้ชายอย่างเราก็มักจะนึกถึงสุดยอดรถไฮเปอร์คาร์ที่มากับพละกำลังมหาศาลพร้อมรูปลักษณ์สุดดุดันที่ทุกคนต้องหันมอง แบรนด์ไฮเปอร์คาร์จากฝรั่งเศสสร้างสรรค์รถยนต์ที่เป็นสุดยอดเครื่องจักรแห่งความเร็วมาทุกยุคสมัยตลอดประวัติศาสตร์ 115 ปี เราอาจรู้จัก Veyron ในฐานะ Production Car ที่มีพละกำลังมากกว่า 1,000 แรงม้าเป็นรุ่นแรกของโลก และ Chiron ที่เป็น Production Car รุ่นแรกของโลกที่มีพละกำลังถึง 1,500 แรงม้า แต่ Bugatti กำลังจะก้าวเข้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการมาถึงของ Tourbillion ไฮเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดที่มากับเครื่องยนต์ใหม่ที่ล้ำหน้าที่สุด พร้อมด้วยระบบส่งกำลังและโครงสร้างทางวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด MenDetails อยากชวนทุกท่านลองมาทำความรู้จักไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้ไปพร้อมกันครับ
สืบสาน DNA การออกแบบของ Bugatti

Tourbillion สืบสาน DNA การออกแบบของ Bugatti ที่มีมาตลอด 115 ปี ผสมผสานกับสัดส่วนใหม่ที่มีความประณีต สวยงาม ทันสมัย และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ได้เป็นอย่างดี ไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้โดดเด่นด้วย 4 องค์ประกอบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์ ได้แก่ กระจังหน้ารูปทรงเกือกม้า, เส้นโค้ง Bugatti Line บริเวณข้างรถ, แนวเส้นกลางรถที่พาดผ่านฝากระโปรงหน้า หลังคา มาสิ้นสุดที่ฝาปิดเครื่องยนต์ด้านหลัง และการใช้สีทูโทนอันเป็นเอกลักษณ์ที่ให้ความสวยงามทั้งตอนจอดนิ่งและเคลื่อนที่
อีกหนึ่งความโดดเด่น Tourbillion คือเทคโนโลยีไฟหน้า LED รูปทรงเพรียวบาง พร้อมกับเทคโนโลยีไฟท้ายรูปทรงเรียวยาวแบบชิ้นเดียว ทำให้ดีไซน์ในภาพรวมของมีความดุดันและล้ำสมัยกว่ารุ่นพี่อย่าง Veyron และ Chiron ชัดเจน เติมเต็มความสปอร์ตด้วยล้อฟอร์จน้ำหนักเบาขนาด 20 นิ้วที่ด้านหน้า และ 21 นิ้วที่ด้านหลัง หุ้มด้วยยาง Michelin Pilot Cup Sport 2 ที่พัฒนาเป็นพิเศษเพื่อไฮเปอร์รุ่นนี้โดยเฉพาะ
เครื่องยนต์ไฮบริด V16 ยุคใหม่

Tourbillion คือ Bugatti รุ่นแรกในรอบ 20 ปีที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ W16 อันเป็นเอกลักษณ์อีกต่อไป นี่คือความกล้าที่จะฉีกขนบเดิม ๆ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดแบบ V16 ความจุ 8.3 ลิตร ที่ได้รับออกแบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งเครื่องยนต์ใหม่นี้ปราศจากระบบอัดอากาศ แต่เป็นการทำงานร่วมกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ซึ่งให้พละกำลังรวมกว่า 1,800 แรงม้า และสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 60 กิโลเมตร
มอเตอร์ไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ 800V ที่ติดตั้งอยู่ในอุโมงค์กลางและด้านหลังผู้โดยสาร ซึ่งการที่มีระบบไฟฟ้ามาเกี่ยวข้องทำให้ Tourbillion สามารถสร้างแรงบิดมหาศาลได้ทันทีที่ผู้ขับขี่กดคันเร่ง รถสามารถพุ่งทะยานจากจุดหยุดนิ่งสู่ความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ในเวลา 2.0 วินาที ทำความเร็วจาก 0 – 200 กม./ชม. ได้ภายในเวลา 5 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 445 กม./ชม. นับเป็นตัวเลขสมรรถนะที่เหลือเชื่อ แต่มันคือความจริงที่ไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้ทำได้ ขณะเดียวกัน เครื่องยนต์ระบบไฮบริดก็ยังช่วยลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมากเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ W16 รุ่นเก่า และยังช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่และยกระดับสู่จุดสูงสุดของอุตสาหกรรมยานยนต์
ประสบการณ์แอนะล็อกที่แท้จริงในห้องโดยสาร

แม้ว่า Tourbillion จะเป็นไฮเปอร์คาร์ยุคใหม่ แต่ภายในห้องโดยสารกลับนำเสนอประสบการณ์แบบแอนะล็อกที่ทาง Bugatti พยายามสื่อถึงความเหนือกาลเวลา โดยได้แรงบันดาลใจจากโลกแห่งนาฬิกา Tourbillion ที่แม้จะถูกคิดค้นมาเป็นร้อยปีแล้วแต่ก็ยังสง่างามและใช้งานได้ดีในปัจจุบัน พร้อมกับผสมผสานผสานแฟชั่นและไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดภายในห้องโดยสารของไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้คือแผงหน้าปัดที่ออกแบบและสร้างขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญของช่างทำนาฬิกาชาวสวิส เป็นแผงหน้าปัดแบบแอนะล็อกที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหน้าปัดนาฬิกา Tourbillion ออกแบบเป็นโครงเหล็กที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนมากกว่า 600 ชิ้น ผลิตจากไทเทเนียมและอัญมณี เช่น แซฟไฟร์และทับทิม เปรียบเสมือนผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้เป็นจุดสนใจของประสบการณ์การขับขี่ โดยหน้าปัดนี้จะยึดติดแน่นอยู่กับพวงมาลัยที่หมุนได้รอบตัว ทำให้ผู้ขับขี่จะมองเห็นแผงหน้าปัดได้อย่างชัดเจนโดยไม่ถูกบดบังไม่ว่าจะหมุนในมุมไหน
พร้อมสัมผัสพื้นถนนในปี 2026

Bugatti Tourbillon กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการทดสอบขั้นสุดท้าย โดยรถเวอร์ชัน Prototype ได้ออกวิ่งทดสอบบนถนนจริงแล้วเพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2026 โดยเบื้องต้นจะมีการผลิตออกมาทั้งหมด 250 คัน ราคาเริ่มต้นที่ 3.8 ล้านยูโร (ราว 150 ล้านบาท) Tourbillon ทุกคันจะประกอบด้วยมืออย่างพิถีพิถันที่โรงงาน Bugatti Atelier ในเมือง Molsheim ประเทศฝรั่งเศส โดยจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตต่อจาก Bugatti Bolide และ Mistral ซึ่งเป็นสองรุ่นสุดท้ายที่ใช้เครื่องยนต์ W16
ตลอดประวัติศาสตร์ของ Bugatti ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวของความเร็วและสุดยอดยานยนต์ที่เป็นจุดสูงสุดทางเทคโนโลยี Bugatti Tourbillon กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่กับการก้าวเข้าสู่ยุคของเครื่องยนต์ V16 ผสานกับชุดแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้สมรรถนะระดับสูงจนยากจะหาใครมาเทียบเคียง นี่จะเป็นไฮเปอร์คาร์ที่ทรงพลังและล้ำสมัยที่สุดของแบรนด์ พร้อมกับความรู้สึกและประสบการณ์อยู่เหนือกาลเวลาอย่างแท้จริง
ดูข้อมูลเพิ่มเติมของ Bugatti Tourbillon ได้ที่ www.bugatti.com

