ส่องสเปค Zeekr 7X รถไฟฟ้า 100% พร้อมราคาเปิดตัว
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังร้อนแรงขึ้นทุกขณะ และล่าสุดกับการมาถึงของ Zeekr 7X เอสยูวีไฟฟ้า 100% ระดับพรีเมียมจากค่าย Geely ที่เตรียมสร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยดีไซน์สุดล้ำ เทคโนโลยีเหนือชั้น และสมรรถนะที่น่าทึ่ง วันนี้ พิเรลลี่ จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของ Zeekr 7X ว่าที่รถ SUV ไฟฟ้าคันใหม่ว่ามีอะไรน่าสนใจ และจะเข้ามาเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองในตลาดได้มากน้อยแค่ไหน
Zeekr 7X ราคาคาดการณ์เท่าไหร่ มีกี่รุ่นย่อย
สำหรับ Zeekr 7X ที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยนั้น คาดว่าจะมีการเปิดตัว 3 รุ่นย่อยหลัก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน โดยมีราคาเปิดตัวเบื้องต้นที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีและสมรรถนะที่ให้มา ดังนี้
Zeekr 7X รุ่น Standard RWD (ขับเคลื่อนล้อหลัง)
นี่คือรุ่นเริ่มต้นที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด มาพร้อมมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง ให้พละกำลังถึง 416 แรงม้าและอัตราเร่ง 0-100 km/h ใน 6.0 วินาที ซึ่งเหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั่วไป พร้อมระยะทางวิ่ง 565 กิโลเมตร ทำให้ Zeekr 7X รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการรถใช้งานในราคาที่จับต้องได้
- ราคาจำหน่าย : 1,399,000 บาท
Zeekr 7X รุ่น Long Range RWD (ขับเคลื่อนล้อหลัง)
นี่คือรุ่นเริ่มต้นที่เน้นระยะทางการวิ่งสูงสุด มาพร้อมมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง ให้พละกำลังที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและโดดเด่นด้วยระยะทางที่วิ่งได้ไกลเป็นพิเศษ ทำให้ Zeekr 7X รุ่นนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มค่าและลดความกังวลเรื่องการชาร์จ
- ราคาจำหน่าย : 1,599,000 บาท
Zeekr 7X รุ่น Performance AWD (ขับเคลื่อน 4 ล้อ)
สำหรับผู้ที่รักความเร็วและต้องการสมรรถนะขั้นสุด Zeekr 7X รุ่นนี้มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ขับเคลื่อนสี่ล้อ ให้พละกำลังมหาศาลและอัตราเร่งระดับซูเปอร์คาร์ พร้อมออปชันและเทคโนโลยีที่จัดเต็มกว่า ถือเป็นรุ่นท็อปที่แสดงศักยภาพของ Zeekr 7X ได้อย่างเต็มเปี่ยม
- ราคาจำหน่าย : ประมาณ 1,799,000 บาท
ดูขุมพลัง 2 ทางเลือก มอเตอร์เดี่ยว RWD ปะทะ มอเตอร์คู่ AWD

หัวใจของ Zeekr 7X คือขุมพลังไฟฟ้าที่มีให้เลือกถึง 2 รูปแบบ ซึ่งให้อารมณ์การขับขี่และตอบสนองการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยทั้งสองรุ่นใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion (NMC) ขนาดความจุ 100 kWh และสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V เหมือนกัน
- Standard RWD : มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ให้กำลังสูงสุด 416 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.0 วินาที และมีระยะทางวิ่งสูงสุดมากกว่า 565 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC)
- Long Range RWD : มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ให้กำลังสูงสุด 422 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.0 วินาที และมีระยะทางวิ่งสูงสุดมากกว่า 700 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC)
- Performance AWD : มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุด 646 แรงม้า แรงบิด 710 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที ระยะทางวิ่งสูงสุดมากกว่า 600 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC)
เจาะจุดเด่น Zeekr 7X มีอะไรที่เหนือกว่าคู่แข่ง
การมาถึงของ Zeekr 7X ไม่ใช่แค่การเพิ่มตัวเลือกในตลาดรถ SUV ไฟฟ้า แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ด้วยนวัตกรรมและฟีเจอร์ที่โดดเด่น ทำให้รถคันนี้มีความน่าสนใจและแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจนในหลายมิติ ตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกไปจนถึงเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร
Zeekr Stargate ไฟหน้า LED และดีไซน์ Hidden Energy
จุดเด่นที่สุดที่ทำให้ Zeekr 7X สะดุดตาทุกครั้งที่เห็นคือชุดไฟหน้า Zeekr Stargate ซึ่งเป็นหน้าจอ LED ขนาดยาวถึง 93 นิ้ว ประกอบด้วยหลอดไฟ LED กว่า 1,831 ดวง สามารถแสดงผลกราฟิกและข้อความเคลื่อนไหวได้หลากหลายรูปแบบ สร้างเอกลักษณ์และสื่อสารกับภายนอกได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผสานกับปรัชญาการออกแบบ “Hidden Energy” ที่ซ่อนรายละเอียดทางเทคนิคไว้อย่างเรียบเนียน ทำให้ตัวรถดูหรูหรา ล้ำสมัย และเปี่ยมด้วยพลังที่ซ่อนอยู่ภายใน
ห้องโดยสารสุดล้ำกับจอ 16 นิ้ว 3.5K และชิป Snapdragon 8295
ภายในห้องโดยสารของ Zeekr 7X มอบประสบการณ์ระดับเรือธงด้วยหน้าจอกลางแบบ Mini-LED ขนาดใหญ่ถึง 16.0 นิ้ว ที่มีความละเอียดสูงระดับ 3.5K ให้ภาพคมชัด สีสันสมจริง ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผลตัวท็อปอย่าง Qualcomm Snapdragon 8295 ทำให้การใช้งานลื่นไหลและตอบสนองได้รวดเร็วทันใจ พร้อมด้วยหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 13 นิ้ว และจอ Head-up Display ขนาดใหญ่ถึง 36.21 นิ้ว มอบบรรยากาศที่ไฮเทคและสะดวกสบายเหนือระดับ
ระบบไฟฟ้า 800V ชาร์จไว และช่วงล่างถุงลม (Air Suspension)
Zeekr 7X สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ทำให้รองรับการชาร์จเร็ว DC ได้สูงสุดถึง 420 kW สามารถชาร์จจาก 10% – 80% ได้ในเวลาเพียง 13-16 นาทีเท่านั้น ช่วยขจัดปัญหาการรอชาร์จที่ยาวนาน และในรุ่น Performance AWD ยังมาพร้อมกับระบบช่วงล่างถุงลม (Active Air Suspension) ที่สามารถปรับความสูงและความนุ่มนวลได้อัตโนมัติ ช่วยให้การขับขี่นุ่มสบายในทุกสภาพถนนและเกาะถนนได้อย่างมั่นคงเมื่อใช้ความเร็วสูง
มั่นใจด้วยแพลตฟอร์ม SEA และมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP

Zeekr 7X ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่าง SEA (Sustainable Experience Architecture) ซึ่งออกแบบมาโดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพ โครงสร้างตัวถังมีความแข็งแกร่งสูง การันตีด้วยผลการทดสอบการชนมาตรฐานยุโรป Euro NCAP ระดับ 5 ดาวเต็ม พร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ Zeekr AD ที่ใช้ชิปประมวลผลคู่จาก Mobileye เพิ่มความแม่นยำและปลอดภัยสูงสุด ทำให้ Zeekr 7X เป็นรถที่ขับขี่ได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์
สรุป Zeekr 7X เป็นรถที่เหมาะกับใคร
ด้วยคุณสมบัติและเทคโนโลยีที่โดดเด่น ทำให้ Zeekr 7X เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ขับขี่ในหลายกลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มคนรักเทคโนโลยี (Tech Lovers) : ผู้ที่ชื่นชอบนวัตกรรมใหม่ๆ และต้องการฟีเจอร์ที่ล้ำสมัย ทั้งหน้าจอ Stargate, ชิปประมวลผลตัวท็อป และระบบไฟฟ้า 800V
- กลุ่มครอบครัวสมัยใหม่ : ที่มองหารถ SUV ไฟฟ้า ที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ปลอดภัยสูงสุดด้วยมาตรฐานระดับโลก และมีเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกครบครัน
- กลุ่มผู้ที่ต้องการสมรรถนะสูง : โดยเฉพาะในรุ่น Performance AWD ที่ให้อัตราเร่งระดับซูเปอร์คาร์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนจากรถยนต์ Hybrid หรือรถสันดาปสมรรถนะสูง มาสู่โลกของไฟฟ้าเต็มรูปแบบโดยไม่สูญเสียความเร้าใจในการขับขี่
โดยสรุป Zeekr 7X คือยนตรกรรมไฟฟ้าที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ ด้วยการผสานดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะที่เร้าใจ และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ถือเป็นการประกาศการมาถึงของคู่แข่งที่น่ากลัวในตลาดรถ SUV ไฟฟ้า หากคุณกำลังสนใจรถไฟฟ้าสมรรถนะสูงอยู่ ต้องไม่ลืมเลือกใช้ยางรถยนต์ Pirelli ที่ออกแบบมาสำหรับรถสาย Performance ที่ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงมาแบบจัดเต็ม
PIRELLI ยางรถยนต์คุณภาพมาตรฐานระดับโลกที่อยู่คู่ท้องถนนมานานกว่า 153 ปี มาพร้อมกับการรับประกัน บาด บวม แตก เคลมฟรี 1 ปี หรือ 25,000 กม. (เมื่อซื้อยางครบ 4 เส้น ทุกรุ่น ทุกขนาด และลงทะเบียนภายใน 14 วัน) สนใจสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่ Shopee และ Lazada
Super Car คืออะไร แตกต่างอย่างไรบ้างเมื่อเทียบกับ Sport Car
Published January 18, 2024




เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านยานยนต์กำลังก้าวหน้าอย่างมาก ถึงขั้นที่โลกเราผลิต Super Car ได้หลายรูปแบบ รวมถึงรุ่นที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบ 100% แต่ยังคงประสิทธิภาพความแรงตามสไตล์ Super Car ไว้ได้ก็มีให้ได้เห็นกันมาหลายรุ่นแล้ว แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความต่างระหว่าง Super Car กับ Sport Car ว่าแตกต่างกันอย่างไร เพราะรูปลักษณ์ภายนอกอาจดูคล้ายกัน ไปในแนวทางเดียวกัน ต้องแยกแยะด้วยอะไรถึงจะมองเห็นความต่าง อีกทั้งยุคหลัง ๆ ยังมีคำว่า Hyper Car ปรากฏเพิ่มขึ้นมาอีก ยิ่งทำให้เกิดความสับสนในการจำแนกมากขึ้น ดังนั้นวันนี้ เอเชียไดเร็ค จึงพร้อมที่จะช่วยคลายข้อสงสัยทั้งหมดได้อย่างชัดเจน!
Super Car คือ อะไร
Super Car คือ รถที่มีประสิทธิภาพสูง หรือมักถูกเรียกอีกอย่างว่า Exotic Car มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ที่แรงดุดัน Super Car ใช้งานได้ทั้งบนสนามแข่ง และท้องถนนทั่วไป ส่วนใหญ่จะมีความเร็ว 0-100 ต่ำกว่า 4 วินาที และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 300 กิโลมเตรต่อชั่วโมงกันเลยทีเดียว
ตัวอย่าง Super Car รุ่นดัง คือ McLaren 765lt วิ่ง 0-100 ในเวลา 2.8 วินาที (ราคาประมาณ 60 ล้านบาท), Lamborghini Huracan STO วิ่ง 0-100 ในเวลา 3 วินาที (ราคาประมาณ 30 ล้านบาท) และ Porche 911 วิ่ง 0-100 ในเวลา 3.5 วินาที (ราคาเริ่มต้น 9.9-22 ล้านบาท) นอกเหนือจากตัวอย่างแบรนด์ไฮเอนด์ที่เราแนะนำไป รถยนต์แบรนด์ดังในตลาดก็มี Super Car ประจำค่ายของตัวเช่นกัน โดยเฉพาะ BMW, Benz, Nissan, Ford, Honda และอื่น ๆ
Sport Car คือ อะไร
Sport Car คือ รถยนต์ที่มีลักษณะภายนอกค่อนคล้ายกันกับ Super Car เพียงแต่จะมีการออกแบบให้เหมาะสมกับการขับขี่ในชีวิตประจำวันมากกว่า Super Car นั่นเอง โดยเครื่องยนต์อาจไม่แรงเท่า แต่ก็สามารถขับเคลื่อนได้คล่องตัวกว่ารถยนต์ทั่วไป พร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่เน้นช่วยเหลือการขับขี่ให้สะดวกสบาย และมีความล้ำสมัยกับการดีไซน์ภายในที่โดดเด่นเป็นพิเศษ
ตัวอย่าง Sport Car รุ่นดัง คือ BMW M4 Coupe ราคาประมาณ 7-10 ล้านบาท, Subaru BRZ ราคา 2.8 ล้านบาท, Toyota GR Supra ราคา 5.2 ล้านบาท และ Porche 718 ราคา 5.79 ล้านบาท ซึ่งดูรวม ๆ เรื่องราคาแล้วจะเข้าถึงง่ายกว่า Super Car ค่อนข้างหลายระดับเช่นกัน เนื่องด้วยการออกแบบให้สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีกว่า ไม่เน้นเรื่องพละกำลังเครื่องยนต์อย่างดุดัน ทำให้ราคาเอื้อมถึงง่ายนั่นเอง
Super Car แตกต่างอย่างไรกับ Sport Car
ทีนี้ลองมาดูกันหน่อยว่าระหว่าง Super Car และ Sport Car ที่เพิ่งทำความรู้จักไปในด้านบน แตกต่างกันอย่างไร โดยเราจะแบ่งความแตกประมาณ 7 เรื่อง คือ ราคาของตัวรถ, ประสิทธิภาพเครื่องยนต์, สมรรถนะภาพรวม, วัสดุการประกอบรถ, Aerodynamics, Production numbers และ ความยากง่ายในการหาซื้อรถประเภทนั้น ๆ ซึ่งหากเปรียบเทียบข้อมูลทั้งหมดระหว่าง Super Car และ Sport Car จะได้ผลลัพธ์ดังตารางต่อไปนี้
| ข้อเปรียบเทียบ | Super Car | Sport Car |
| ราคาของตัวรถ | ราคาค่อนไปทางสูงมาก | ราคากลาง-สูง |
| ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ | ทรงพลังอย่างมาก(เฉลี่ยวิ่ง 0-100 ต่ำกว่า 4 วินาที) | ทรงพลังในระดับหนึ่ง |
| สมรรถนะภาพรวม | สูงมาก | สูง |
| วัสดุการประกอบรถ | เน้นน้ำหนักเบา | เน้นน้ำหนักเบา |
| Aerodynamics | ยอดเยี่ยม | ยอดเยี่ยม |
| Production numbers | มีความ Limited เป็นส่วนใหญ่ | มีการผลิตเป็นจำนวนมาก |
| ความยากง่ายในการหาซื้อ | หาซื้อค่อนข้างยากมาก | หาซื้อได้ทั่วไป |
เท่านี้ทุกคนคงเข้าใจความต่างระหว่าง Super Car และ Sport Car กันไปแล้ว ซึ่งหากสรุปแบบง่าย ๆ คือ Super Car จะเน้นเรื่องประสิทธิภาพเครื่องยนต์เป็นหลัก ให้มีขุมกำลังที่มหาศาล ส่วน Sport Car จะเน้นการใช้งาน มีประสิทธิภาพที่สูงระดับหนึ่ง เพื่อให้การขับขี่คล่องตัว

Hyper Car คืออะไร
Hyper Car คือ อีกระดับขั้นของรถยนต์ Super Car ที่มีความลิมิเต็ดมากขึ้นหลายเท่าตัว เพราะผลิตมาอย่างจำนวนจำกัดมาก ๆ แถมยังมีราคาเริ่มต้นที่สูงถึง 35 ล้านบาทเลยด้วย โดยเฉพาะบางรุ่นที่มีการผลิตออกมาให้แรงกว่า Super Car ที่อยู่ในไลน์ผลิตปัจจุบัน ซึ่งถ้าเทียบจริง ๆ สามารถนำไปใช้แข่งในสนามได้แบบสบาย ๆ ดังนั้นหากได้ยินคำนี้แปลว่านี่คือสุดยอดรถยนต์ที่ทั้งเร็ว แรง แพง และเท่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยแน่นอน
ตัวอย่าง Hyper Car รุ่นดัง คือ Bugatti Bolide ทำความเร็วได้สูงสุด 498 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (มีเพียง 40 คันทั่วโลก), Koenigsegg Jesko Absolut ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 531 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และ SSC Tuatara ทำความเร็วสูงสุดได้ 532 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (มีเพียง 100 คันทั่วโลก) ทั้งลิมิเต็ด และแรงจนน่าตกใจทั้งราคา และความเร็วที่ได้เห็นกันไป
ความต่างระหว่าง Super Car กับ Hyper Car
หลังจากได้ลองเปรียบเทียบ Super Car กับ Sport Car ไปแล้ว คราวนี้ลองเอามาเปรียบเทียบกับ Hyper Car ดูบ้างว่าพอจะแยกแยะได้อย่างไร ซึ่งเกณฑ์ที่เราจะเอามาใช้แยกมีทั้งหมด 4 เรื่องด้วยกัน คือ ราคาของตัวรถยนต์, จำนวนที่ผลิต, ความเร็วที่สามารถทำได้ และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ โดยการเปรียบเทียบเบื้องต้นตามข้อมูลชุดนี้ จะสามารถดูได้จากตารางด้านล่าง
| ข้อเปรียบเทียบ | Super Car | Hyper Car |
| ราคาของตัวรถยนต์ | ราคาเริ่มต้นประมาณ 3-5 ล้านบาท | ราคาเริ่มต้นประมาณ 30-35 ล้านบาท |
| จำนวนที่ผลิต | ผลิตออกมาตามแผนการผลิต | ผลิตออกมาแบบจำนวนจำกัด |
| ความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ | ไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง | ไม่ต่ำกว่า 386 กิโลเมตรต่อชั่วโมง |
| ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ | มีสมรรถนะที่สูงมาก | สมรรถนะสูงมากเป็นพิเศษใช้เครื่องยนต์ไฮบริดเพื่อเพิ่มความเร็วและแรง |
ถ้าพูดว่า Super Car นั้นสามารถวิ่งได้เร็วมาก ๆ แล้ว ก็ต้องยอมให้ Hyper Car ที่วิ่งเร็วได้มากกว่านั้นไปก่อน ทั้งราคาแพง ประกอบจำนวนจำกัด เทคโนโลยีแบบเต็มพิกัด จึงทำให้เรามีโอกาสได้เห็นยากมากกว่าหลายเท่าตัวเช่นกัน

อยากทำประกันรถชั้น 1 ให้ Super Car Sport Car หรือ Hyper Car ได้ไหม
เบื้องต้นการเลือกทำประกันรถยนต์ชั้น 1 สามารถทำให้กับรถยนต์ Super Car และ Sport Car ได้อย่างไร้ปัญหา แต่อาจมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันออกไปเล็กน้อย โดยเฉพาะเรื่องของค่าเบี้ยประกันที่แตกต่างจากรถยนต์ธรรมดา หรือรถหรูทั่วไป เนื่องด้วย Super Car นั้นเป็นรถยนต์ที่นำเข้ามา ทำให้มีอะไหล่และค่าบำรุงรักษาที่สูงมาก ในทางเดียวกัน Sport Car บางรุ่นที่ไม่อยู่เกณฑ์ จะถูกจัดเป็นหมวดรถหรูธรรมดา ทำให้มีค่าเบี้ยประกันต่ำกว่า Super Car ได้ และ Hyper Car ยิ่งไม่ต้องพูดถึง จะมีค่าเบี้ยประกันที่สูงมากขึ้นไปทำตามทุนประกันแน่นอน ดังนั้นก่อนทำประกันรถยนต์ Super Car อย่าลืมเช็กกับบริษัทที่เราสนใจอีกทีหนึ่ง
เกณฑ์การพิจารณาประกันรถยนต์ Super Car
สำหรับเกณฑ์การพิจารณาเพื่อทำประกันรถยนต์ Super Car จะมีด้วยกันประมาณ 7 ข้อ คือ เรื่องจำนวนประตู, ขนาดเครื่องยนต์, กำลังเครื่องยนต์, น้ำหนักรถยนต์, อัตราการเร่ง 0-100, ความเร็วสูงสุด และราคาขายปีแรกจากผู้จัดจำหน่าย ซึ่งตัวเลขที่ชัดเจนสำหรับกฎเกณฑ์ในการทำประกันรถยนต์ชั้น 1 จะมีดังลิสต์รายการต่อไปนี้
- จำนวนประตู ต้องมีน้อยกว่า 4 ประตู
- ขนาดเครื่องยนต์ ตั้งแต่ 2,000 ลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไป
- กำลังเครื่องยนต์ ต้องมี 250 แรงม้าขึ้นไป
- น้ำหนักรถยนต์ ต้องน้อยกว่า 2,000 กิโลกรัมลงไป
- อัตราการเร่ง 0-100 ต้องเป็นภายใน 5 วินาทีหรือน้อยกว่าเท่านั้น
- ความเร็วสูงสุด ต้องอยู่ในช่วง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป
- ราคาขายปีแรกจากผู้จัดจำหน่าย ต้องมีราคาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
หากเราดูคร่าว ๆ เกี่ยวกับเกณฑ์ด้านบน และเทียบกับประสิทธิภาพรถยนต์ Super Car ที่เราเพิ่งได้นำเสนอไป อย่างไรก็คิดว่ารถยนต์ตัวแรงประเภทดังกล่าวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 จะสามารถผ่านเกณฑ์ และทำประกันชั้น 1 สำหรับรถยนต์ประเภทนี้ได้อย่างสบาย ๆ แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ และโปรโมชันของบริษัทประกันที่คุณสนใจ ว่าจะเลือกทำที่ไหนถึงจะคุ้มค่าการใช้งาน
ดังนั้น เอเชียไดเร็ค ขออนุญาตแนะนำประกันรถชั้น 1 สำหรับคุณเจ้าของ Super Car ให้เข้ามาติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-089-2000 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะติดต่อสะดวกสบายผ่านไลน์แอดที่ @asiadirect ได้เช่นกัน เรามีบริการดูแลรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง, มีรถให้ใช้ทดแทน, การันตีราคาคุ้มค่า, มีชดเชยค่าเดินทางกลับบ้านเมื่อรถเสียขับต่อไม่ได้ และอื่น ๆ อีกเพียบ!
![[ครบชุด] T2909065 ไม แล Ep.2](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/09/image-1189.png)
![[ครบชุด] T2909062 กแท แพ อแม Ep.2](https://filmthai1.huongrung.net/wp-content/uploads/2025/09/image-1190.png)