รถ Supercar VS Hypercar ต่างกันอย่างไร
เชื่อว่าสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในรถยนต์แล้ว คงต้องเคยได้ยินชื่อของ Supercar (รถซุปเปอร์คาร์) และ Hypercar (ไฮเปอร์คาร์) มาบ้าง โดยนับว่า เป็นสุดยอดยนตกรรมที่มีสมรรถนะสูงยิ่งกว่ารถที่เราพบเห็นได้ตามท้องถนนโดยทั่วไป แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า รถแบบไหนถึงจัดว่าเป็นรถซุปเปอร์คาร์ และรถซุปเปอร์คาร์นั้นแตกต่างจากไฮเปอร์คาร์อย่างไร ทำไมถึงใครๆ ถึงได้ยกไฮเปอร์คาร์ให้เหนือกว่ารถซุปเปอร์คาร์ในทุกๆ ด้าน
วันนี้ CARSOME จึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับรถซุปเปอร์คาร์และรถไฮเปอร์คาร์มาให้ทุกคนได้ลองศึกษากัน ซึ่งรถซุปเปอร์คาร์และรถไฮเปอร์คาร์จะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ตัวอย่างของรถซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์มีอะไรบ้าง ไปอ่านกันได้เลย
ซื้อรถมือสอง กับ CARSOME การันตีคุณภาพรถยนต์ ผ่านการตรวจเช็กอย่างละเอียดถึง 175 จุดพร้อมปรับสภาพให้ได้มาตรฐาน รับประกันสูงสุด 2 ปีเต็ม ราคาโปร่งใส คุ้มค่า ซื้อไปแล้วไม่พอใจ การันตีคืนเงินภายใน 30 วัน

| Supercar VS Hypercar |
|---|
| รถซุปเปอร์คาร์คืออะไรรถซุปเปอร์คาร์คันแรกของโลกรถซุปเปอร์คาร์มียี่ห้ออะไรบ้างไฮเปอร์คาร์คืออะไรรถไฮเปอร์คาร์ที่น่าสนใจ |
Supercar คืออะไร

Supercar (รถซุปเปอร์คาร์) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Exotic car คือ รถสปอร์ตที่มีประสิทธิภาพสูง มาพร้อมขุมพลังที่เหนือชั้น สามารถใช้ได้ทั้งในการแข่งขันและวิ่งบนถนน โดยมีอัตราเร่ง 0-100 ต่ำกว่า 4 วินาที และความเร็วสูงสุดมากกว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ตัวรถซุปเปอร์คาร์นั้นมีขุมพลังสูงสุดถึง 500 – 700 แรงม้า ทำให้เป็นรถยนต์ที่ขับสนุก แรง เร็ว เร้าใจ โดยส่วนมากจะมี 2 ที่นั่งและมาพร้อมรูปโฉมที่อลังการงานสร้างเรียกว่า ขับไปที่ไหนสาวเหลียวมองทุกราย
นอกจากรูปโฉมสุดแสนกระชากใจแล้ว ซูเปอร์คาร์ยังมักทำหน้าที่เป็นรถรุ่นเรือธงในกลุ่มรถสปอร์ตของผู้ผลิตรถยนต์ และมักจะมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะด้านต่างๆ ที่ถ่ายทอดมาจากรถแข่งในสนามมอเตอร์สปอร์ต เช่น Ferrari 458 Italia, Lamborghini Aventador, McLaren 720S เป็นต้น
วิ่งเท่ๆ ได้แต่ไม่เหมาะกับชีวิตจริง

แต่ถึงแม้จะเป็นรถสมรรถนะเยี่ยมที่มาพร้อมเทคโนโลยีชั้นยอด ชาวไทยทั่วไปก็ยังไม่นิยมใช้รถซุปเปอร์คาร์ตามท้องถนนสักเท่าไหร่ หลักๆ ก็เพราะรูปทรงของตัวรถซุปเปอร์คาร์ยังเป็นทรงเตี้ยเพื่อประโยชน์ในการทำความเร็ว แต่ไม่สามารถเผชิญหลุมบ่อ คอสะพาน กับน้ำรอระบายในเมืองไทย รวมไปถึงช่วงล่างของรถที่ส่วนใหญ่มักจะทำออกมาให้แข็งมากกว่ารถทั่วไป เพื่อช่วยในการเกาะถนนและการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่ผลที่ตามมาก็คือ ตัวรถจะกระโดดกระเด้งเมื่อเจอถนนที่ขรุขระเป็นหลุมบ่อ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของถนนในเมืองไทย
นอกจากนั้น ภายในห้องโดยสารเองก็ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันเท่าไรนัก อย่างเบาะนั่งก็จะเป็นสไตล์รถสปอร์ตที่จะโอบรับกับตัวผู้โดยสารจนทำให้รู้สึกอึดอัดได้ รวมไปถึงการใช้งานอื่นๆ อย่างการขนของขนาดใหญ่ซึ่งรถซุปเปอร์คาร์ก็แทบไม่มีที่ว่างให้ขนอะไรใหญ่ๆ เช่น กระเป๋าเดินทาง ในเวลาที่จำเป็นได้เลย ยังไม่นับรวมถึงราคาที่สูงจนชวนกระเป๋าฉีก แถมตามมาด้วยค่าใช้จ่ายสำหรับบำรุงรักษาและค่าประกันภัยที่สูงลิ่ว ด้วยเหตุนี้ รถซุปเปอร์คาร์จึงยังไม่เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และยังคงได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบการสะสมรถนั่นเอง
Classic Supercar คันแรกของโลก

ถึงแม้คำว่า “ซุปเปอร์คาร์” จะเริ่มได้รับการพูดถึงอย่างมากที่ในช่วงทศวรรษที่ 1970 – 1980 แต่นิยามของคำๆ นี้เองก็ไม่เคยได้รับการจำกัดความอย่างชัดเจน ซึ่งคำนิยามหนึ่งที่ได้รับความนิยมจนถึงช่วงปี 1990 ก็คือ เป็นรถยนต์ 2 ที่นั่งที่ติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ตรงกลาง โดยเครื่องยนต์จะต้องมีกระบอกสูบอย่างน้อย 8 สูบ (แต่โดยทั่วไปจะใช้เครื่องยนต์ 12 กระบอกสูบ) กำลังสูงสุดมากกว่า 400 แรงม้า (298 กิโลวัตต์) และอัตราเร็วสูงสุดมากกว่า 180 ไมล์ต่อชั่วโมง (290 กม./ชม.)
รถที่ได้รับการอ้างอิงเป็นรถซุปเปอร์คาร์คันแรกของโลกอยู่เป็นประจำก็คือ Lamborghini Miura ที่ผลิตตั้งแต่ปี 1966 ถึง 1973 โดยเป็นรถสปอร์ตผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์อิตาลีอย่าง Lamborghini โดยเป็นรถรุ่นแรกที่มี 2 ที่นั่งและติดตั้งเครื่องยนต์ไว้ตรงกลาง เดิมที Miura นั้นขัดต่อความชื่อชอบของผู้ก่อตั้ง Lamborghini อย่าง Ferruccio Lamborghini ที่ชื่นชอบรถสไตล์ทัวร์ริ่งที่ดูสง่างามและทรงพลังมากกว่ารถสไตล์รถแข่งแบบรถของคู่แข่งจากประเทศเดียวกันอย่าง Ferrari อย่างไรก็ตาม รถคันนี้กลับได้รับการตอบรับอย่างดีจากการเปิดตัวต้นแบบในงาน Turin Auto Show ปี 1965 อีกทั้งยังกลายเป็นมาตรฐานของบรรดารถซุปเปอร์คาร์และรถสปอร์ตสมรรถนะสูงในปัจจุบันอีกด้วย
ตัวอย่างรถซุปเปอร์คาร์มียี่ห้ออะไรบ้าง
1. McLaren 765lt

ด้วยค่าตัวที่สูงถึงประมาณ 60 ล้านบาทจนขึ้นแท่น รถซุปเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดในโลก ในปี 2020 กับ McLaren 765LT (แมคลาเรน 765 แอลที) มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo กำลังสูงสุด 765 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร 800 อัตราเร่ง 0 -100 กม. / ชม. ภายใน 2.8 วินาที พร้อมจุดเด่นโครงสร้างตัวถังใหม่ที่มีน้ำหนักเบา และเลือกใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบหลักในชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อให้ได้น้ำหนักตัวถังที่เบาที่สุด
นอกจากนั้น McLaren 765LT ยังมาพร้อมระบบเกียร์รุ่นใหม่ที่ปรับความสมดุลสูงสุดต่อการตอบสนองของคันเร่งมาติดตั้ง ทำให้มีอัตราทดเกียร์เร็วขึ้นถึง 15% ซึ่งรถรุ่นนี้มีการผลิตขึ้นในปี 2020 เพียง 765 คันทั่วโลก และจำหน่ายในประเทศไทยเพียง 8 คันเท่านั้น
2. Lamborghini Huracan STO

เมื่อพูดถึงรถซุปเปอร์คาร์แล้ว จะไม่พูดถึงแบรนด์ที่เป็นต้นกำเนิดของคำๆ นี้ก็คงไม่ได้ กับแบรนด์กระทิงดุ Lamborghini โดยรุ่นหนึ่งที่ติดโผ 10 อันดับรถซุปเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดของแบรนด์นี้ก็คือ Lamborghini Huracán STO (ลัมบอร์กีนี ฮูราคาน เอสทีโอ) ที่มีค่าตัวสูงถึง 29.9 ล้านบาท
รถคันนี้มาพร้อมการเปลี่ยนดีไซน์ภายนอกใหม่ เพื่อช่วยให้อากาศสามารถไหลผ่านตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และการนำฝากระโปรงหน้า ซุ้มล้อ และกันชนหน้าของตัวรถมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นชิ้นเดียวกัน ทำให้ Huracán STO มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว
Lamborghini Huracán STO มาพร้อมเครื่องยนต์ V10 แบบ NA 5.2 ลิตร กำลังสูงสุด 640 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 565 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.0 วินาที พร้อมโหมดการขับขี่ใหม่ 3 โหมด คือ STO สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน, Trofeo สำหรับการขับขี่บนสนามแข่งในพื้นผิวที่แห้งและ Pioggia สำหรับพื้นผิวถนนที่เปียก
3. Porsche 911

Porsche เป็นอีกหนึ่งแบรนด์รถหรูที่หลายๆ คนนึกถึงเมื่อกล่าวถึงรถซุปเปอร์คาร์ โดยเฉพาะ Porsche 911 (ปอร์เช่ ไนน์ วัน วัน) ที่มีให้เลือกถึง 10 รุ่นย่อยพร้อมเรทราคาที่ค่อนข้างกว้างตั้งแต่ราคาเริ่มต้น 9.9 ล้านบาทไปจนถึงตัวทอปสเปคจัดเต็ม 22 ล้านบาท
ซึ่งเอกลักษณ์ของรุ่นนี้อยู่ที่ระบบช่วงล่างที่แน่น หนึบ โดยเป็นนวัตกรรมใหม่จาก Bilstein DTX Technology ที่ใช้โช้คอัพไฟฟ้า Porsche electronically controlled dampers ปรับการทำงานแบบอัตโนมัตินั่นเอง
เครื่องยนต์ของ Porsche 911 Carrera S เป็นรุ่นเริ่มต้นนั้นเป็นเครื่อง 6 สูบ Boxer ขนาด 3.0 ลิตร ระบบเทอร์โบคู่ Bi Turbo ทำกำลังสูงสุด 450 แรงม้า พร้อมส่งกำลังผ่านชุดเกียร์ Porsche PDK 8 สปีด ให้อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ภายใน 3.5 วินาที
อย่างไรก็ตาม ยี่ห้อรถซุปเปอร์คาร์ทั้งหมด ไม่ได้มีแค่นี้ เพราะนอกจากรุ่นรถทั้งสามที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีรถซุปเปอร์คาร์ที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปตามที่จอดรถซุปเปอร์คาร์ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ดังต่อไปนี้
- Audi รุ่น R8, RS4, RS5, RS6 และ RS7
- BMW รุ่น 1M, M2, M3, M4, M5, M6, i8, X5M และ X6M
- Mercedes-Benz รุ่น SL, SLR, SLS, S63, S65, CL, CLS, E63, C63 และ Mercedes-Maybach
- Nissan รุ่น GTR
- Ford รุ่น GT
- Honda รุ่น NSX
- Chevrolet รุ่น Camero และ Corvelte

Hypercar : เหนือกว่า Supercar ไปอี๊ก?

ถึงแม้ว่า Hypercar (ไฮเปอร์คาร์) จะยังเป็นคำศัพท์ใหม่ที่ยังไม่มีนิยามที่ตายตัว แต่ถ้าหากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แล้ว รถไฮเปอร์คาร์ ก็คือ ซูเปอร์คาร์ชั้นยอดที่ผลิตในจำนวนจำกัด โดยมีราคาประมาณหรือมากกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐนั่นเอง และด้วยความตัวทอป
แน่นอนว่า สมรรถนะของตัวรถไฮเปอร์คาร์นั้นจะสูงและเหนือชั้นกว่าบรรดาซุปเปอร์คาร์รุ่นย่อยอื่นๆ ที่อยู่ในไลน์ผลิตอย่างชัดเจน แถมบางรุ่นยังถูกสร้างให้เป็นรถที่ที่ถูกสร้างและออกแบบมาเพื่อใช้ในสนามแข่งโดยเฉพาะ หรือไม่ก็ถูกยกให้เป็นรถที่เร็วและแรงที่สุดที่บริษัทผลิตขึ้นมาในปีนั้นๆ อีกด้วย คล้ายๆ เด็กนักเรียนที่เรียนเก่งที่สุดในห้องคิงของโรงเรียนนั่นเอง ซึ่งนอกจากตัวสมรรถนะที่โดดเด่นของรถแล้ว ซุปเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ยังสามารถแยกความแตกต่างในระดับปลีกย่อยได้ดังนี้
ความแตกต่างระหว่าง Supercar กับ Hypercar
| ข้อเปรียบเทียบ | ซุปเปอร์คาร์ | ไฮเปอร์คาร์ |
| ราคา | ประมาณ 10,000 ถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 ล้านกว่าบาท) | 500,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป (ประมาณ 18 ล้านบาท) |
| จำนวน | ผลิตออกมาตามแผนการผลิตปกติ | ผลิตออกมาในจำนวนที่จำกัดมากๆ เป็นรถหายากที่น้อยคนจะได้ครอบครอง |
| ความเร็ว | มากกว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง | มากกว่า 386 กิโลเมตร/ชั่วโมง |
| เครื่องยนต์ | เครื่องยนต์สมรรถนะสูง | เครื่องยนต์ไฮบริดเพื่อเพิ่มความเร็วและความแรงของตัวรถ |
ตัวอย่างรถ Hypercar ที่น่าสนใจ
1. Bugatti Bolide

พบกับขั้นกว่าของสมรรถนะกับรถที่เป็นตำนานอย่าง Bugatti Bolide (บูกัตตี โบลีด) ที่ทางทีม Bugatti ตั้งใจจะปล่อยออกมาทำลายสถิติเดิมที่พวกเขาเคยสร้างไว้ที่ 483 กิโลเมตร/ชั่วโมง หลังจากเปิดตัวรุ่น Chiron Super Sport 300+ ในปี 2019 ที่ผ่านมา ทำให้ Bugatti Bolide ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 498 กิโลเมตร/ชั่วโมงเลยทีเดียว
Bugatti Bolide นับว่าเป็นรถที่ฮาร์ดคอร์ แรง และเบาที่สุดของทางค่าย โดยมีน้ำหนักรถเปล่าเพียง 1,240 กิโลกรัม สร้างจากโครงสร้าง monocoque คาร์บอนไฟเบอร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ และถูกผลิตขึ้นเพียง 40 คันทั่วโลก มาพร้อมขุมกำลังเครื่องยนต์ขนาด 8.0 ลิตร W16 เทอร์โบ 4 ลูก ให้กำลังสูงสุด 1,850 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,850 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ DSG คลัทซ์คู่ 7 สปีด
Hypercar รุ่นนี้มีจุดประสงค์คือ การทำการทดลองเพื่อเก็บข้อมูล (Experiment) ที่มาชื่อรุ่นมาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า “Le bolide” ที่แปลว่า “รถแข่ง” เพราะ Bugatti ออกแบบ Hypercar คันนี้มาเพื่อลงสนามแข่งโดยเฉพาะนั่นเอง
2. Koenigsegg Jesko Absolut

รถ Hypercar จากบริษัทผลิตรถยนต์ Koenigsegg สัญชาติสวีเดน ที่นำเครื่องยนต์จากซีรีส์ Agera RS มาพัฒนาต่อยอดให้มีการควบคุมที่แม่นยำมากกว่าเดิม รวมถึงเพิ่มหลักพลศาสตร์เข้ากับตัวรถ รวมถึงลดน้ำหนักลงเพื่อเพิ่มสมรรถนะสูงสุด ทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นรถ Koenigsegg ที่เร็วและแรงที่สุดที่บริษัทผลิตขึ้นมาในปี 2022 โดยทำความเร็วได้สูงสุด 531 กิโลเมตร/ชั่วโมงเลยทีเดียว
เจ้าจรวดติดล้อ Koenigsegg Jesko Absolut (เคอนิกเส็กก์ เจสโก แอปซอรูท) คันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 5.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 4 วาล์วต่อสูบ Flat-plane crankshaft, DOHC ใช้ระบบน้ำมันหล่อลื่นแบบ Dry sump กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,500 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ 9 สปีด คลัทซ์คู่ Light Speed Tranmission (LST) โดยมีน้ำหนักตัวรถรวมของเหลวเพียง 90 กิโลกรัมเท่านั้น
3. SSC Tuatara

รถ Hypercar จาก SSC North America ที่นอกจากจะเป็น Hypercar ที่เร็วสุดในโลกประจำปี 2022 แล้ว ยังมีราคามีราคาสูงถึง 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังผลิตขึ้นเป็นจำนวนจำกัดเพียง 100 คันเท่านั้น โดยชื่อรุ่น SSC Tuatara นี้มีที่มาจากสัตว์เลื้อยคลานที่ชื่อว่า Tuatara ซึ่งที่เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ขึ้นชื่อว่า มีพัฒนาการไวที่สุดในโลก เปรียบเหมือนรถคันนี้ที่เป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดในแวดวงยานยนต์นั่นเอง
SSC Tuatara (เอสเอสซี ทัวทารา) ได้รับการออกแบบ ตามหลักแอร์โรไดนามิกรอบคัน ตั้งแต่กันชนหน้า สเกิร์ตข้าง ช่องลมตามจุดต่างๆ เพื่อให้อากาศไหลผ่านได้ลื่นที่สุด ตัวรถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ ที่ต่ำกว่าทั้ง Bugatti Chiron, Koenigsegg Agera และ Hennessy Venom F5 มาพร้อมกับเครื่องยนต์บล็อกอลูมิเนียมเทอร์โบคู่ V8 ขนาด 6.9 ลิตร ทวินเทอร์โบ ข้อเหวี่ยงแบบ Flat-plane กำลังสูงสุด 1,750 แรงม้า เร่งความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลา 2.5 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 532.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 7 สปีด Robotic Manual
เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องราวของ Supercar และ Hypercar ที่นำมาฝากกันในวันนี้ เรียกได้ว่า แต่ละคันก็มาพร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และรูปลักษณ์ที่ปราดเปรียว โฉบเฉี่ยว เร้าใจ สมกับเป็นรถหรูในฝันของหลายๆ คนเลยทีเดียว แน่นอนว่า ราคาที่ไม่ธรรมดาของแต่ละคันก็ชวนให้อยากจะเหลียวกลับไปกอดเจ้าคันเก่งที่พาเราไปถึงที่ทำงานตอนเช้าๆ ไว้แน่นๆ เช่นกัน
แต่ถ้าคุณกำลังมองหารถในฝันที่มาพร้อมราคาคุ้มค่า รถมือสองที่ได้รับการรับประกันคุณภาพจาก CARSOME ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะรถทุกคันผ่าน การตรวจเช็กอย่างละเอียดถึง 175 จุด และ ปรับสภาพให้ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมาพร้อม ราคาโปร่งใส คุ้มค่า เรียกได้ว่า ได้รถในฝันคุณภาพเยี่ยมอย่างแน่นอน
หากคุณกำลังสนใจจะ ซื้อรถมือสอง หรือ ขายรถคันเดิม แล้วล่ะก็… ที่ CARSOME เสนอราคาให้คุณคุ้มค่าที่สุด! เรามีการดำเนินการที่มีมาตรฐาน โปร่งใส รวดเร็ว ให้คุณซื้อหรือขายรถได้อย่างสบายใจ คลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย!

อ่านบทความต่อ: 7 Top Used Honda Accord You Should Buy @CARSOME หรือ ดารา เกาหลี ขับอะไร? รวมรถหรูของศิลปิน-ดาราเกาหลี
เงิน 30 ล้านบาท ซื้อรถหรูอะไรได้บ้าง?
-กกก+
เงิน 30 ล้านบาท ซื้อรถอะไรได้บ้าง? สำหรับเงินจำนวนนี้กับบางคนถือว่าไม่ได้มากมายอะไร แต่คนส่วนใหญ่กับเงินสามสิบล้านบาทก็ถือว่าเข้าขั้นเศรษฐีคนนึงเลยทีเดียว ถ้าเทียบน้ำหนักของเงิน 1 ล้านบาทด้วยแบงก์พัน คุณจะต้องยกแบงก์พันหนัก 1 กิโลกรัม ถึงจะได้เท่ากับมูลค่า 1 ล้านบาท ถ้าสามสิบล้านก็น่าจะทำให้แบงก์พันมีน้ำหนักมากถึงสามสิบกิโลกรัมเลยทีเดียว ลองมาดูกันว่า ด้วยเงิน 30 ล้าน คุณจะซื้อรถอะไรได้บ้าง

Ferrari 812 Superfast V12 (มือสอง) 29,900,000 บาท
กำเงินไปสามสิบล้าน เหลือทอนมาแค่แสนเดียวกับค่าตัวของม้าลำพอง Ferrari 812 Superfast V12 ถือเป็น Fer รุ่นใหญ่เครื่องวางหน้าขับหลังที่มีอัตราเร่งอย่างโหด 812 Superfast ความจุขนาด 6.5 ลิตร มีกำลัง 789 แรงม้า แรงบิด 718 นิวตันเมตร จากเครื่องยนต์หายใจเองโดยไม่มีระบบอัดอากาศ หัวฉีด direct injection แรงดัน 350 บาร์ นับเป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์สมรรถนะสูงของม้าลำพองรุ่นใหญ่ ท่อไอดีแบบแปรผัน พัฒนามาจากรถแข่ง Ferrari F1 ที่ใช้เครื่องยนต์ N/A ระบบส่งกำลังใช้เกียร์แบบคลัตช์คู่ (dual clutch) มีอัตราทดเกียร์รวดเร็วขึ้น ทำให้การตอบสนองของคันเร่งนั้นฉับไวขึ้นด้วยเช่นกัน ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ใน 2.9 วินาที อัดทะลุ 200 กม./ชม. ได้ในเวลา 7.9 วินาที
…

Lamborghini Huracan STO 29,900,000 บาท
กระทิงเปลี่ยวที่แปลงร่างเป็นรถแข่ง ใช้โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา แอโรพาร์ทที่เชื่อมโยงระบบอากาศพลศาสตร์แบบรถแข่ง GT3 โดยเฉพาะการสร้างแรงกดในย่านความเร็วสูง เครื่องยนต์ V10 หายใจเองโดยไม่พึ่งพาระบบอัดอากาศ กำลังสูงสุด 640 แรงม้า แรงบิด 565 นิวตันเมตร เป็น Lamborghini ที่มีกำลังแรงม้าต่อน้ำหนักดีที่สุด ด้วยตัวเลข 2.09 กิโลกรัมต่อ 1 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใน 3.0 วินาที เบรกจาก 100-0 กม./ชม. ในระยะ 30 เมตร เบรกจากความเร็ว 200 จนหยุดนิ่ง ใช้ระยะเบรกไกล 110 เมตร Lamborghini Huracán STO – Super Trofeo Omologata: ซุปเปอร์สปอร์ตคาร์สายสนาม ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง โดยแผนก Squadra Corse’s ที่วิจัยและพัฒนารถแข่งของทีมแข่ง Lamborghini อย่าง Huracán Super Trofeo EVO และ Huracán GT3 EVO ที่คว้าชัยชนะจากรายการ 24 Hours of Daytona 3 สมัยและ 12 Hours of Sebring 2 สมัย ซื้อตอนนี้ไม่น่าจะมีรถให้แล้ว หรือถ้ามีก็ต้องรอกันอย่างน้อยๆ 8 เดือนล่ะครับ

Lamborghini Urus 23,000,000 บาท
ซุปเปอร์เอสยูวีที่ขายดีสุดๆ ของแบรนด์กระทิงเปลี่ยว Urus มาพร้อมสมรรถนะที่โหดร้าย เป็นรถอเนกประสงค์ที่มีพลังงานเหลือเฟือจากเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร ความจุ 3,996 ซีซี. ระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่แบบ Twin Scroll กำลังสูงสุด 659 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์บล็อกนี้ ทำให้ Lamborghini URUS เป็น Super SUV ที่เร็วและแรงติดอันดับแนวหน้าของรถยานยนต์ สร้างอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายใน 3.6 วินาที อัตราเร่ง 0-200 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 12.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด ที่ 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ค่าตัว 23 ล้านบาทมาแบบโล้นๆ ไม่ค่อยจะมีออปชั่นที่โดนใจ ต้องควักเพิ่มอีกสาม-สี่ล้าน ออปชั่นถึงจะโดนใจพระเดชพระคุณท่าน ถือเป็นกระทิงที่ทำเงินให้กับ Lamborghini มากที่สุดในเวลานี้ จากยอดขายที่ดีของมัน

…
BMW M4 Competition Coupé 9,999,000 บาท
ด้วยเรือนร่างแบบสปอร์ตคูเป้ พร้อมตำนานอันเป็นมนต์ขลังของ M Car ภายในสวยงามหรูหราราคาแพงมากกว่า Series-4 G22 ขุมพลังที่เป็นหัวใจหลักของ BMW M4 Competition Coupé ยังคงใช้เครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงรหัส S58 เป็นเครื่องยนต์เบนซินรอบจัด อัดอากาศด้วยเทอร์โบ เอกลักษณ์ใหม่ของรถยนต์ในตระกูล M4 ที่เริ่มนำระบบอัดอากาศมาใช้ใน BMW M3 F80 และ BMW M4 F82 โดยมีการอัปเกรดปรับปรุงชุดส่งกำลังให้มีแรงม้าและแรงบิดมากกว่าเดิม เทคโนโลยี M TwinPower Turbo เวอร์ชันล่าสุด เครื่องยนต์ S58 มีความจุ 3.0 ลิตร 2,993 ซีซี แบบ 6 สูบแถวเรียง 4 วาล์วต่อสูบ มีกำลังสูงสุด 375 กิโลวัตต์ หรือ 510 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ที่ 2,750-5,500 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังเปลี่ยนใหม่ จากเดิมที่ใช้เกียร์ M-DCT 7 สปีด มาเป็นเกียร์อัตโนมัติ ZF M Steptronic Sport พร้อม Drivelogic แบบ 8 สปีด พร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มอัตราเร่ง จาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบเกียร์ที่มีการปรับปรุงใหม่ ทำให้สามารถรองรับแรงบิดระดับ 650-700 นิวตันเมตร สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่เกิดการสูญเสียกำลัง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมผ่านคันเกียร์ M หรือเปลี่ยนเกียร์ผ่านแป้นเปลี่ยนเกียร์บริเวณพวงมาลัย (Paddle Shift) กำเงิน 30 ล้าน เดินเข้าไปที่ M Town แล้วสั่ง BMW 4 Competition Coupé ในราคา 9,999,000 บาท คุณจะเหลือเงินอีก 20,001,000 บาท

…
Mercedes-Benz S580e AMG Premium 7,190,000 บาท
เรือธงปลั๊กอินไฮบริดที่มาครบทั้งความหรูและเทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อน S 580 e AMG Premium เรือธงตระกูลเอสคลาสรุ่นใหม่ ประกอบในประเทศไทย ณ โรงงานของ Mercedes-Benz เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร เทอร์โบ บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง เครื่องยนต์เบนซินแบบ 6 สูบเรียง ระบบอัดอากาศ single-turbo twin-scroll ขนาด 2,999 ซีซี มอเตอร์ไฟฟ้าผสานเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชันที่ 4 ขนาด 28.6 kWh กำลังสูงสุด 510 แรงม้า แรงบิดสูงสุดล้นไปถึง 750 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับเคลื่อนผ่านระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ภายใต้การประสานพลังระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบ Plug in Hybrid เมื่อขับในโหมด EV ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว Mercedes-Benz S580e AMG Premium ทำระยะทางได้ไกลสูงสุดด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแต่เพียงอย่างเดียว ถึง 90 กิโลเมตร ระบบความปลอดภัย จัดเต็มถุงลมนิรภัยด้านหน้าให้กับผู้โดยสารแถวหลัง ระบบ Parking Package with 360° camera เพิ่มมุมมองรอบรถยนต์แบบ 360 องศาแบบเสมือนจริง ระบบความปลอดภัย Driving Assistance Package เจเนอเรชันล่าสุด เช่น
Evasive Steering Assist ที่ช่วยดึงให้รถยนต์กลับมาอยู่ในเลนหากมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
Active Emergency Stop Assist หรือระบบการหยุดรถฉุกเฉินที่จะทำงานตลอดเวลา รวมถึงฟังก์ชัน
Exit Warning ที่จะทำงานหากมือของผู้โดยสารมีการขยับไปใกล้ที่จับประตูด้านใน ฯลฯ ถุงลมนิรภัยด้านหลังของผู้โดยสารด้านหลัง เป็นฟังก์ชันใหม่ของระบบ PRE-SAFE® Impulse Side ระบบกันสะเทือน E-ACTIVE BODY CONTROL แบบแอกทีฟ สามารถยกตัวรถ (ทั้งสองด้าน) ระบบช่วยเหลือการขับอัตโนมัติ เซนเซอร์สภาพแวดล้อมที่ได้รับการปรับปรุง เช่น ระบบการจอดรถช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นเมื่อต้องเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำ การรวมเข้ากับ MBUX แบบใหม่ ช่วยปรับปรุงระบบต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น เรือธง S 580 e AMG Premium ราคา 7,190,000 บาท เงินสามสิบล้าน ยังเหลืออีก 22,810,000 บาท!!
…

Mercedes-AMG GT R 17,900,000 บาท
AMG GT-R โฉมใหม่ เป็นซุปเปอร์คาร์ตราดาวที่ทรงพลังและมีสไตล์การขับคล้ายรถแข่ง ช่วงล่าง AMG Ride Control Plus แข็งกระด้างสุดๆ เพื่อรองรับพลังงานมหาศาลในรูปของแรงบิด เครื่องยนต์เบนซิน V8 รหัส M178 DE40 DOHC 32 วาล์ว ระบบเชื้อเพลิง Direct Injection ขนาด 4.0 ลิตร 3,982 ซีซี. อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ กำลังสูงสุด 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch 7 สปีด AMG Speedshift DCT ขับเคลื่อนล้อหลัง เป็นเครื่องยนต์ที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากมอเตอร์สปอร์ตของ AMG รูปทรงแบบ Sport GT เครื่องยนต์ดุดันเต็มพิกัด อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.6 วินาที ความเร็วสูงสุด 318 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Mercedes-AMG GT R Facelift ราคา 17,900,000 บาท เหลือเงินอีกถึง 12,100,000 บาท

Porsche Taycan Turbo S 11,700,000 บาท
Taycan มีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ยานยนต์รุ่นอื่นของ Porsche แต่เอกลักษณ์ของรถสปอร์ตยังอยู่ครบ ศักยภาพในการเข้าถึงอารมณ์การขับ กำเนิดมาเพื่อยุคสมัยของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า เป็นตัวแทนที่สืบสานจิตวิญญาณจากยานยนต์ระดับตำนานในอดีต ด้วยระบบขับเคลื่อนแบบใหม่ที่จะนำพาคุณไปแบบทะลุมิติด้วยอัตราเร่งแบบหลังติดเบาะ Taycan Turbo S มีกำลังจากมอเตอร์คู่สูงสุด 761 แรงม้า (560 กิโลวัตต์) ฟังก์ชัน overboost ทำงานร่วมกับระบบช่วยออกตัว Launch Control ให้อัตราเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง ไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 2.8 วินาที แรงพอๆ กับ McLaren 720S หรือ Porsche 911 GT2 RS แรงบิดสูงสุดมากถึง 1,050 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดทะลุ 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยการเดินทางสูงสุดเมื่อชาร์จไฟจนเต็มไกล 412 กิโลเมตร ฟังก์ชัน Porsche Electric Sport Sound ให้เสียงที่แตกต่างไปจากรถยนต์สันดาปภายใน มอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง 2 ชุด ชุดแรกรับหน้าที่ส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า ส่วนอีกชุดส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง คล้ายกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ all-wheel drive เทคนิคระบบส่งกำลังแบบ two-speed transmission คิดค้นโดย Porsche ติดตั้งในชุดขับเคลื่อนล้อหลัง ออกแบบโดยคำนวณอัตราทดยาวกว่า ทำให้การถ่ายเทกำลังในรูปของแรงบิดมีความต่อเนื่อง เป็นคุณสมบัติพิเศษของมอเตอร์ซิงโครนัส ชิ้นส่วนของ electric machine ระบบส่งกำลัง และชุดควบคุม pulse-controlled inverter ถูกผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ขนาดที่กะทัดรัด รูปแบบการทำงานของโหมดการขับขี่ใน Taycan เป็นไปตามปรัชญาของรถ Porsche สามารถปรับตั้งค่าการทำงานต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม ผ่านชุดควบคุมระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โหมด Sport Plus และ Individual รวมอยู่ในชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono Package ติดตั้งเป็นมาตรฐานใน Taycan Turbo S ส่วนราคาค่าตัวอยู่ที่ 11,700,000 บาท ด้วยเงินสามสิบล้านกับของแรงๆ แบบนี้ก็ยังเหลือในบัญชีอีกถึง 18,300,000 บาท

Audi RS e-tron GT quattro 9,490,000 บาท
แฝดคนละฝาของ Taycan Turbo S เจ้าของพลังงานแรงม้าสุทธิ 440 กิโลวัตต์ หรือ 598 แรงม้า เมื่อรวม Boost Mode เจ้า RS e-Tron GT ซึ่งถือเป็นซุปเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าสุดแรงของแบรนด์สี่ห่วง จะมีกำลัง 646 แรงม้า แรงบิดพุ่งทะลุมิติมากกว่าซุปเปอร์คาร์บางรุ่นถึง 830 นิวตันเมตร ชาร์จไฟเต็มขับใช้งานได้ไกล 500 กิโลเมตร สำหรับ Audi RS e-tron GT quattro แบตเตอรี่สามารถชาร์จใหม่ได้อย่างรวดเร็ว 80% ในเวลาประมาณ 30 นาที ด้วยเทคโนโลยีหัวชาร์จรองรับแรงเคลื่อนไฟฟ้าสูงพิเศษ ระบบกันสะเทือน Adaptive Air Suspension ควบคุมองคาพยพของรถด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ก้าวล้ำ พร้อมการควบคุมแบบสปอร์ตในสไตล์รถ e-tron สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของคนมีเงินยุคใหม่ ลืม Tesla หรือ Taycan ซะ แล้วเดินไปหยิบกุญแจของ Audi e-tron GT Quattro หรือตัวสุดอย่าง RS e-tron GT Quattro รถยนต์สปอร์ตซุปเปอร์คาร์พลังงานสะอาด เป็นยานพาหนะที่แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคของแบรนด์สี่ห่วง นับเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ในสนามแข่งขันระดับโลก สู่ยานยนต์ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด! อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยราคา 9,490,000 บาท มีเงินสามสิบล้าน ยังเหลือในกระเป๋าใบโตอีก 20,510,000 บาท

BMW iX M60 ประมาณ 7 ล้านบาทบวกลบ (ถ้ามีรถให้สั่ง)
นอกจากจะทำตัวเป็นกิ้งก่าที่เปลี่ยนสีตัวถังได้แล้ว สำหรับรุ่น M60 จาก BMW นี่คือ iX เวอร์ชันล่าสุดที่เพิ่งได้รับการอัปเกรดความรุนแรงของมอเตอร์ไฟฟ้า และในกรณีที่คุณคิดว่า iX ในเวอร์ชัน xDrive50 ต้องการพลังมากกว่า 385 กิโลวัตต์ กับแรงบิด 765 นิวตันเมตร BMW จัดเต็มเพื่อสนองตัณหาของเหล่านักขับตีนโหดด้วย Electric SAV iX M60 พร้อมแรงบิดพลังช้างสาร! มอเตอร์ซิงโครนัสคู่ของ iX M60 ผลิตเรี่ยวแรงได้ 455 กิโลวัตต์ หรือมากถึง 619 แรงม้า นั่นมันแรงสูสีกับ Lamborghini Urus กันเลยนะครับ ส่วนตัวเลขแรงบิดของมอเตอร์คู่ หน้า-หลัง จัดเต็ม 1,100 นิวตันเมตร จากการทำงานของ activated Launch Control มากพอที่จะจัดการกับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.8 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แหม ถ้าคิดจะกระชากร่างหนี Model X ของพี่อีลอน เจ้า iX M60 ควรจะระเบิดอัตราเร่งได้เร็วกว่านี้ อย่างน้อยๆ ก็ควรจะทำได้ที่ 2.8 วินาที ในการตะกายจากจุดหยุดนิ่งไปที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนะครับคุณพี่! และก่อนที่ตัวเลขเหล่านั้นจะทำให้เศรษฐีใหม่ตื่นเต้นเกินไป นั่นก็คือ ตัวเลข โอเวอร์บูสต์ activated Launch Control นั้นมีให้ใช้งานในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น ในขณะที่ใช้ฟังก์ชันควบคุมการออกตัวอย่างสุดขีดของ SAV iX M60 พอหมดพลังบูสต์ มันก็จะกลับมามีกำลังขับเคลื่อน 397 kW หรือ 539 แรงม้า กับแรงบิด 1,016 นิวตันเมตร นั่นก็มากเกินพอที่จะทำให้คนที่นั่งมาด้วยถึงกับปัสสาวะราดแล้วล่ะครับ iX M60 ใช้ชุดแบตเตอรี่ 105.2 kWh แบบเดียวกันกับ iX รุ่นอื่น อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของพลังงานที่เพิ่มขึ้นคือ ช่วงระยะทำการ iX M60 แม้จะใช้แบตเตอรี่รุ่นเดียวกับ xDrive50 แต่ iX M60 วิ่งได้ระยะทางใกล้กว่า ที่ 420 กิโลเมตร เป็นระยะทางที่ต่างจากรุ่นมาตรฐาน 30 กิโลเมตร จากตัวเลขระยะทำการต่อการชาร์จไฟจนเต็มหนึ่งครั้ง เป็นตัวเลขข้อมูลสำหรับรถ iX ที่ใช้ล้อขนาด 21 นิ้ว ไม่ใช่ล้อ M ขนาด 22 นิ้วที่เป็นอุปกรณ์เสริม BMW iX M60 จะส่งมอบรถให้กับลูกค้าในอเมริกาประมาณมิถุนายนนี้ สำหรับราคาค่าตัวถ้าคิดจะสั่งจอง คาดว่าน่าจะทะลุ 7 ล้านบาทไปไม่ไกล ได้แรงและสะอาดแล้ว ยังเหลือเงินอีก 23 ล้านเอาไว้ซื้อคอนโดดีๆ อีกด้วย!

Toyota Fortuner GR Sport
การเลือกซื้อรถยนต์ Toyota หมายถึงคุณซื้อความแข็งแกร่งทนทานไม่จุกจิกกวนใจและซ่อมไม่แพง ภายนอกและภายในของ Fortuner GR ตกแต่งด้วยชุดแต่ง Gazoo Racing เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 1GD FTV (High) แบบแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว DOHCVN Turbo พร้อมชุดลดอุณหภูมิไอดีอินเตอร์คูลเลอร์ ปริมาตรความจุ 2,755 ซีซี กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร แบกน้ำหนักบรรทุก 300 กิโลกรัมแบบปลิวขึ้นเขา ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 6 สปีด พร้อม Paddle Shift เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร VN Turbo ถูกปรับจูนให้แรงฉุดลากพุ่งเป็น 500 นิวตันเมตร ทำให้มีประสิทธิภาพด้านแรงบิดที่มากกว่าเดิมอีก 50 นิวตันเมตร ขับโคตรมัน และมีกำลังมากพอที่จะบรรทุกทั้งคนและสัมภาระแบบเต็มคันพุ่งขึ้นเขาแบบไม่แคร์น้ำหนักบรรทุก การใช้งานสำหรับการเดินทางไกลก็ยังเป็นรถ 7 ที่นั่งที่ขับได้ดี โดยเฉพาะเส้นทางภูเขาสูงชันนั้นพี่เขานี่พระเอกเลย ระบบขับเคลื่อนซิกม่าโฟร์ เลือกโหมดการขับขี่ได้ ทั้งโหมด H2 H4 และ L4 ผสานการทำงานร่วมกับระบบ DAC และ A-TRC ราคา 1,899,000 บาท ของ Fortuner GR แพงสุดในกลุ่ม PPV หรือรถกระบะที่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นรถอเนกประสงค์ แต่ด้วยเงินสามสิบล้านที่มี คุณจะเหลือเงินอีก 28,101,000 เอาไปซื้อสวนเกษตรดีๆ ที่ต่างจังหวัดแล้วพักผ่อนเงียบๆ เพื่อหนีมลพิษในเมือง นับเป็นเรื่องที่ดีอยู่เหมือนกัน

MG5 X 699,000 บาท
ถ้าไม่ต้องการจ่ายแพง อยากเหลือเงินเอาไว้นอนกอดเยอะๆ มาทางนี้เฮียเม้งเขามีอะไรจะบอกครับ นี่คือซีดานที่ดูดีเหมือน Mercedes-Benz CLA35 AMG แต่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่และมีราคาเพียงแค่ 699,000 บาท สำหรับ MG5 รุ่น X กระจังหน้า 3 มิติ Digital Burning Grille กระจังดำเงาลายตะแกรงทำจากพลาสติก ไฟหน้าใช้ทรงคล้ายกับไฟของ Mercedes-Benz CLA ติดตั้งระบบเปิด-ปิด อัตโนมัติ รูปแบบของการส่องสว่างด้วยหลอด LED Projector ที่เฉียบก็คือ ไฟส่องสว่างกลางวัน Daytime Running Light ออกแบบได้คมกริบ นับเป็นความกล้าของดีไซเนอร์ในค่าย MG ที่ใช้กระจังหน้าขนาดใหญ่ หน้าจอ Touchscreen ขนาดความยาว 10 นิ้ว อยู่ด้านบนกึ่งกลางของคอนโซล สั่งงานด้วยการแตะที่จอภาพ ควบรวมระบบต่างๆ เช่น ระบบนำทางด้วยดาวเทียม การปรับตั้งค่าต่างๆ ระบบอินโฟเทนเมนต์ มาตรวัดเปลี่ยนมาใช้จอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิทัลขนาด TFT 7 นิ้ว พวงมาลัยทรงสามก้าน พร้อมสวิตช์มัลติฟังก์ชัน ควบคุมเครื่องเสียง ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ กระจกมองหลังแบบตัดแสง ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เครื่องเสียงติดตั้งลำโพง 6 ตำแหน่งรอบห้องโดยสาร ระบบอินโฟเทนเมนต์ รองรับระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดีย Apple CarPlay และสมาร์ทโฟนระบบ Android ระบบกุญแจรีโมตอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมปุ่ม Push Start ระบบปรับอากาศดิจิทัล ใส่กรองอากาศป้องกัน PM 2.5 มาให้ด้วย โอ้ย แม่เจ้า อะไรมันจะเยอะขนาดนั้น สำหรับขุมกำลัง ใช้เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง แบบ 4 กระบอกสูบ ความจุ 1.5 ลิตร ไม่มีระบบอัดอากาศ มีกำลังสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติสายพานพูลเลย์ CVT อัตราทดแปรผัน 8 สปีด เฮียเม้งเป็นรถที่ไม่แรง แต่มีช่วงล่างดี พวงมาลัยสั่งได้ แต่ iSmart บางทีก็สั่งไม่ได้!! สำหรับราคา 699,000 บาท คุณจะเหลือเงินอีกเพียบถึง 29,301,000 บาท ถ้าไม่เน้นโชว์รวย แถมยังมีเงินเอาไปซื้อของอย่างอื่นอีกเยอะ การเลือก MG5 ถือเป็นตัวเลือกที่ดีครับ.

