McLaren Artura Spider ซูเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริด 700 แรงม้า ราคา 22.9 ล้านบาท
McLaren เอาใจผู้ที่ชื่นชอบความเร็ว และแรงแบบรักษ์โลกในเมืองไทย เปิดตัว Artura Spider ซูเปอร์คาร์ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด 700 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3 วินาที เคาะราคาขายเริ่มที่ 22.9 ล้านบาท
McLaren Bangkok (แมคลาเรน แบงค็อก) ผู้ได้สิทธิ์เป็นผู้แทนจำหน่าย McLaren (แมคลาเรน) รถซูเปอร์คาร์ และไฮเปอร์คาร์สัญชาติอังกฤษอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้ บริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด เปิดตัว “McLaren Artura Spider” (แมคลาเรน อาร์ทูรา สไปเดอร์) เจนเนอเรชั่นใหม่ ซูเปอร์คาร์เปิดประทุนไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นแรกของ McLaren และรุ่นที่ 2 ของ McLaren Artura ในตลาดเมืองไทย ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดใหม่ด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ที่รีดกำลังได้มากถึง 700 แรงม้า เปิดราคาจำหน่ายในไทยเริ่มต้นที่ 22.9 ล้านบาท

สำหรับ McLaren Artura Spider มาพร้อมดีไซน์เปิดประทุนแบบใหม่ล่าสุด เสริมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ที่มากับขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร และระบบ E-motor ให้กำลังรวมถึง 700 แรงม้า แรงบิดสูงสุดของระบบขับเคลื่อนอยู่ที่ 720 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าส่งแรงบิดสูงสุดถึง 225 นิวตันเมตร


รวมทั้งยังมีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 4 โหมด ได้แก่ Comfort, Sport, Track และ E-mode พร้อมขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ที่ปรับแต่งใหม่เพื่อความแม่นยำ และความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ที่เพิ่มขึ้นถึง 25% สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 3 วินาที มาพร้อมความเร็วสูงสุดที่ 330 กม./ชม.


นอกจากนี้ยังได้รับระบบ Launch Control ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่บนสนามแข่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เช่นเดียวกับฟีเจอร์ใหม่ “Spinning Wheel Pull-Away” ซึ่งเปิดใช้งานโดยการปิดการทำงานของ Electronic Stability Control (ESC) ด้วยการกดปุ่ม ESC บนแผงควบคุมของผู้ขับขี่ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เกิดการหมุนล้ออย่างมากขณะเร่งจากจุดหยุดนิ่งด้วยการเหยียบคันเร่งเต็มที่

ขณะที่ระบบกันสะเทือนของ Artura Spider จะมากับระบบ Proactive Damping Control ที่ถูกปรับปรุงให้ตอบสนองได้รวดเร็วขึ้นถึง 90% ทำให้การขับขี่มั่นใจ และปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากนั้นยังถือเป็นรถเปิดประทุนที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในประวัติศาสตร์ของ McLaren โดยจะมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 4.8 ลิตร/100 กม. ทำให้สามารถขับขี่ได้ไกลถึง 58.9 ไมล์/แกลลอน ตามมาตรฐาน (WLTP) รวมทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 ด้วยการปล่อยก๊าซ CO2 เพียง 108 กรัม/กม. และ




ในด้านงานอออแบบดีไซน์ตัวรถ โดดเด่นด้วยการออกแบบภายนอกที่ทันสมัย โฉบเฉี่ยว และล้ำสมัย รูปทรงตัวถังที่ดูรัดรูป และเหมือนประติมากรรม “hammerhead” อันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมช่องระบายอากาศที่ติดตั้งในหน้ารถ และช่องรับอากาศในไฟหน้าทั้งหมด รวมทังยังมากับประตูแบบ Dihedral ที่เปิดใกล้ตัวถังเพื่อให้การเข้าถึงและออกจากที่จอดรถที่แคบสะดวกขึ้น


ในส่วนของหลังคา Retractable Hard Top เป็นแผงคาร์บอนไฟเบอร์ และคอมโพสิต แต่ยังสามารถปรับแต่งด้วยแผงกระจก Electrochromic ซึ่งสามารถปรับความสว่างของห้องโดยสาร หรือบล็อกแสงแดดได้มากกว่า 99% รวมทั้งยังสามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าในเวลาเพียง 11 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม.

นอกจากนี้ รูปร่างของหลังคายังได้รับการออกแบบเพื่อชี้นำลมไปยังปล่องระบายที่ถูกย้ายใหม่เพื่อเร่งการไหลของอากาศร้อนจากระบบขับเคลื่อน แม้แต่กรอบกระจกหน้าก็ได้รับการปรับปรุงและตอนนี้รวมถึงปีกขนาดเล็กที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อลดการปะทะลมในห้องโดยสารเมื่อหลังคาถูกเก็บเข้าที่ ซึ่งเป็นโซลูชันแอโรไดนามิกที่มีน้ำหนักเบา และสะท้อนถึงระดับของรายละเอียดที่ได้รวมอยู่ใน Artura Spider


ภายในห้องโดยสารของ McLaren Artura Spider จะถูกตกแต่งด้วยวัสดุที่เน้นความหรูหรา มากับระบบ infotainment หน้าจอสัมผัส HD ที่รองรับการตั้งค่าระบบช่วยขับขั้นสูง (ADAS) พร้อมด้วยระบบเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Apple CarPlay® เป็นมาตรฐาน รวมถึงตัวเลือกแผงหลังคาแบบ Electrochromic ที่สามารถปรับแสงได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่

นอกจากนี้ยังได้รับพวงมาลัย และ Gearshift Paddles ที่มีการออกแบบอย่างประณีต จะช่วยสร้างความตื่นเต้นกับศักยภาพเต็มรูปแบบของ Artura Spider ได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับเสียงคำรามที่เพิ่มขึ้นจากระบบไอเสียที่ออกแบบใหม่ ซึ่งโอบล้อมผู้ขับขี่ในบรรยากาศของเสียงซูเปอร์คาร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่สัมผัสได้อย่างเต็มอารมณ์

ในด้านระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่จะมากับระบบ ADAS อาทิ ระบบเตือนรถออกนอกเลน, ระบบ จดจำป้ายจราจร, ระบบ Intelligent Adaptive Cruise Control, ระบบระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ, ระบบตรวจสอบจุดอับสายตา และเรด้าร์ที่ช่วยเตือนเมื่อมีรถวิ่งผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง รวมทั้งยังได้รับระบบกุญแจ Bluetooth ที่ตรวจจับเมื่อผู้ขับขี่กำลังเดินมาที่รถ และเปิดระบบต้อนรับผู้โดยสาร

สำหรับสนนราคาจำหน่ายของ McLaren Artura Spider ถูกตั้งราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 22.9 ล้านบาท
เปิดตัว Lotus Eletre ไฮเปอร์เอสยูวีไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์ในไทย
โดยPPTV Onlineเผยแพร่: 22 ก.ย. 2566
แชร์ :คัดลอกลิงก์
Lotus Eletre เปิดตัว 2 รุ่นย่อย มอเตอร์คู่ แรงม้าสูงสุด 905 แรงม้า วิ่งไกลสูงสุด 600 กม./ชาร์จ ราคาเริ่มต้น 5.8-6.5 ล้านบาท
นายธีรพงศ์ รอดลอย ผู้จัดการส่วนภูมิภาค บริษัท เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ประเทศไทย จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายซูเปอร์คาร์แบรนด์ โลตัส (LOTUS) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัว โลตัส อีเลททร้า (Lotus Eletre) ไฮเปอร์เอสยูวีไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์ ที่ได้นำมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
ทั้งนี้ เปิดตัวพร้อมกัน 2 รุ่นย่อยได้แก่ Eletre S และ Eletre R โดยมีรายละเอียดดังนี้

Lotus Eletre S ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 603 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 710 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยระยะเวลา 4.5 วินาที ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) พร้อมความจุแบตเตอรี่ขนาด 112 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 600 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)
Lotus Eletre R ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 905 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 985 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยระยะเวลา 2.95 วินาที ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) พร้อมความจุแบตเตอรี่ขนาด 112 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทาง 490 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)

สำหรับ Lotus Eletre R มีชื่อเรียกกันเล่น ๆ ว่า รถคันไหนทำอัตราเร่ง 0-100 km/h ได้ต่ำกว่า 3 วินาที จะอยู่ในกลุ่ม Two-Second Club
Lotus Eletre เปิดรับ Pre-Order โดยเปิดตัวและจำหน่ายในประเทศไทย 2 รุ่น โดยมีราคาดังนี้
- Lotus Eletre S ราคาอยู่ที่ 5,890,000 บาท
- Lotus Eletre R ราคาอยู่ที่ 6,590,000 บาท

นายธีรพงศ์ กล่าวว่า Lotus Eletre สามารถเริ่มส่งมอบในล็อตแรกที่ได้มีการจองคิวผลิตไว้ในช่วงเดือน พ.ย. 2566 นี้ จึงคาดว่าจะส่งมอบล็อตแรกได้ภายในสิ้นปีนี้ และจากนั้นจะทยอยส่งมอบได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2567 เป็นต้นไป
คอนเทนต์สำหรับคุณ By Blue Dot
“Lotus” เปิดตัว “Emeya” สปอร์ตคาร์พลังไฟฟ้าล้วน หวังเจาะตลาดแมส
เปิดตัว Volvo EX30 เอสยูวีไฟฟ้าราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท
“นิสสัน” ประกาศ ยุติการผลิตรถสปอร์ต “GT-R” เผยสู้ต้นทุนการพัฒนาไม่ไหว
สื่อรัฐบาลจีนรายงาน บริษัทแม่ “Neta” ยื่นล้มละลายอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ แผนธุรกิจในปี 2567 จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 2 รุ่น โดยตั้งเป้าว่าจะมียอดขายเฉลี่ย 100 คัน/รุ่น และภายในปี 2570 ยอดขายของบริษัทจะอยู่ที่ 500 คัน/ปี จากการเปิดตัวรุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
การทำราคาของ Lotus Eletre ได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีในการยกเว้นอากรนำเข้า จากฐานการผลิตในประเทศจีนทำให้รถยนต์คันนี้ที่มีราคาขายในประเทศอังกฤษอยู่ที่ 100,000 ปอนด์ โดยปกติที่นะเข้ามาราคาน่าจะอยู่ทีราาว 8 ล้านบาท แต่เมื่อได้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีทำให้ราคาลดลงไปราว 3 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่แบรนด์ LOTUS หายไปจากตลาดประเทศไปตั้งแต่ปี 2558 ของผู้แทนจำหน่ายรายเดิม ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิ์การจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยอีกครั้งในปี 2563 บริษัทยืนยันว่าจะมีการสร้างความเชื่อมั่นแบรนด์และการดูแลผูบริโภคชาวไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทได้รับสิทธิ์การจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียน อาทิ ไทย, สิงคโปร์, ฮ่องกง ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ที่ได้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแนะนำออกสู่ตลาด
ปัจจุบันรถยนต์ LOTUS มีจำนวนสะสมบนถนนในประเทศไทยอยู่ที่ 90 คัน ดังนั้นศูนย์จำหน่ายและบริการของเรายังเพียงพอต่อความต้องการและบริษัทได้ส่งบุคลากรไปยังสำนักงานใหญ่เพื่อฝึกอบรบและพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ

